mainstand

Feature

ไขข้อสงสัย : รองเท้าบาสเกตบอลเปลี่ยนผ่านสู่แฟชั่นสนีกเกอร์ได้อย่างไร ?



ในปัจจุบันไม่ว่าจะมองไปไหนก็เห็นผู้คนหยิบรองเท้าบาสเกตบอลมาผสมผสานเข้ากับเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน สิ่งเหล่านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้น รองเท้าบาสเกตบอลถูกจำกัดให้อยู่เพียงแค่พื้นที่ ยาว 28 เมตร กว้าง 15 เมตร ของสนามเท่านั้น


 

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รองเท้าบาสเกตบอลกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแฟชั่น?

ครั้งนี้เราจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปหาคำตอบ ไขข้อข้องใจเรื่องนี้ไปด้วยกัน ติดตามได้ที่ Main Stand

 

สนีกเกอร์...คำนี้เริ่มต้นจากไหน?

ก่อนจะไปถึงรองเท้าบาสเกตบอล ขอเริ่มต้นจากรองเท้าผ้าใบก่อนก็แล้วกัน โดยโลกรู้จักกับรองเท้าผ้าใบรูปทรงคล้ายคลึงกับปัจจุบันเป็นครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ผู้คนเรียกมันว่า Plimsols อย่างไรก็ตามในช่วงแรกรองเท้าผ้าใบเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมาก ดังนั้นการใช้งานจึงจำกัดอยู่แค่ในสังคมชนชั้นสูงเท่านั้น

"เมื่อรองเท้าผ้าใบรุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกต่อโลกในศตวรรษที่ 18 มันคือสินค้าฟุ่มเฟือย" อลิซาเบธ ซัมเมลเฮค (Elizabeth Semmelhack) ภัณฑารักษ์ ประจำ Toronto's Bata Shoe Museum กล่าว ก่อนที่เธอจะอธิบายต่อไปถึงสาเหตุว่าเป็นเพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรองเท้าผ้าใบยังไม่ถูกผลิตออกมาในรูปแบบอุตสาหกรรม แต่ส่วนใหญ่เป็นงานแฮนด์เมดที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด

ก่อนที่ในปี 1916 รองเท้าผ้าใบจะถูกลดสถานะลงมา กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้แม้กระทั่งชนชั้นแรงงานรายได้ต่ำเมื่อ The U.S. Rubber Company บริษัทยางขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้าผ้าใบขึ้นเป็นของตัวเองในชื่อ "Keds" และมันก็ได้รับความนิยมภายในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากความทนทาน สวมใส่สบายเท้า อีกทั้งยังราคาถูก

การประสบความสำเร็จของ Keds ถึงขั้นมีคำกล่าวว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเดินอยู่ในเมืองไหน ถนนใด รับประกันได้เลยว่าจะต้องเจอคนใส่รองเท้า Keds อย่างแน่นอน ซึ่งมันก็ส่งผลทำให้เกิดคำเรียกรองเท้าชนิดนี้ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ

ในตอนแรกผู้คนเรียกรองเท้าประเภทนี้ว่า Rubber Shoes หรือที่แปลว่า รองเท้ายาง เนื่องจากพื้นของมันที่ทำมาจากวัสดุยางเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปี 1917 คำว่า Sneaker หรือ สนีกเกอร์ ที่ทุกคนคุ้นเคยก็เกิดขึ้น

"ที่คนเรียกมันว่าสนีกเกอร์ ก็เพราะพื้นยางของมันที่ทำให้เมื่อสวมใส่เดินจะเกิดเสียงที่เงียบมาก เหมาะกับการใส่เดินสะกดรอยใครสักคน (Sneak ในภาษาอังกฤษแปลว่าตามติด หรือสะกดรอย)" อลิซาเบธ อธิบายต่อ

นอกจาก Keds แล้วอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ก็คือ Converse และที่ต้องหยิบยกแบรนด์นี้มากล่าวถึงก็เพราะ Converse นี่แหละคือผู้บุกเบิกตัวจริงในวงการรองเท้าบาสเกตบอล 

บาสเกตบอล NBA เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1946 แต่บทบาทของ Converse ต่อบาสเกตบอลเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นเสียอีก โดยในปี 1923 รองเท้ารุ่น Chuck Taylor All-Stars ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และมันก็ได้กลายเป็นบรรทัดฐานนิยมใหม่ให้กับรองเท้าบาสเกตบอลไปในทันที และเมื่อ NBA เริ่มขึ้นความนิยมในวงการบาสเกตบอลของ Chuck Taylor All-Stars ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก มีนักบาสเกตบอลชื่อดังระดับตำนานหลายต่อหลายคนหยิบมาสวมใส่ 

แต่ถึงแม้ Chuck Taylor All-Stars จะได้รับความนิยมขนาดไหน มันก็ยังคงถูกจำกัดอยู่แค่ในหมู่นักบาสเกตบอล ไม่ได้รับความนิยมนำมาใส่ในชีวิตประจำวันเท่าไรนัก จนกระทั่ง ...

 

สู่โลกแห่งแฟชั่น

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน รองเท้าสำหรับการเล่นกีฬา กับ รองเท้าสำหรับใส่ในชีวิตประจำวัน ยังถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง จนกระทั่ง ในปี 1955 เมื่อ เจมส์ ดีน หนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าทรงอิทธิพลและมีเสน่ห์ที่สุดตลอดกาล เป็นแฟชั่นไอคอนคนสำคัญที่ยังคงได้รับการกล่าวถึงโดยตลอดในปัจจุบัน (แม้ว่าเขาจะลาโลกนี้ไปแล้วกว่า 65 ปี) เลือกที่จะหยิบรองเท้า Converse Jack Purcell สีขาวมาใส่ โดยภาพที่ทุกคนน่าจะคุ้นตาที่สุดคือภาพของ เจมส์ ในเสื้อสเวตเตอร์สีดำ กางเกงยีน สวมรองเท้า Jack Purcell นั่งพาดขากับเก้าอี้

แฟชั่นของ เจมส์ เซ็ตนี้ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวางในยุคสมัยนั้น เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ชาย โดยเฉพาะดาราที่มีชื่อเสียงแทบจะไม่มีใครใส่รองเท้าผ้าใบในเวลาปกติเลย ภาพลักษณ์ของรองเท้าผ้าใบคือการใส่เพื่อเล่นกีฬาเท่านั้น ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดจะใส่รองเท้าหนังขัดเงา

ดังนั้นนี่จึงเป็นการทำลายขนบครั้งสำคัญ และทำให้ผู้คนตระหนักว่ารองเท้าผ้าใบก็สามารถนำมาใส่คู่กับเสื้อผ้าในวันสบาย ๆ ได้เช่นกัน แถมยังออกมาดูดีอีกด้วย ... สมกับเป็นเจ้าชายจอมขบถแห่งยุคสมัยอย่างแท้จริง (ภาพลักษณ์ของ เจมส์ ดีน นั้นดูเป็นคนหัวรั้น ไม่ชอบทำตามกรอบสังคมมาตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จกับภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause)

เจมส์ ดีน ไม่ต่างอะไรจาก เอลวิส เพรสลี่ย์ หรือ The Beatles เขามีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกแฟชั่น ทำให้หลังจากนั้นกำแพงระหว่างรองเท้ากีฬากับรองเท้าในชีวิตประจำวันก็ถูกพังทลายลงไปตลอดกาล

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเปิดทางให้สองวัฒนธรรมรวมเข้าด้วยกันเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่า Converse Jack Purcell คือรองเท้าสำหรับเทนนิสและแบดมินตัน ไม่ใช่รองเท้าบาสเกตบอล ... คนที่อุตสาหกรรมรองเท้าบาสเกตบอลต้องขอบคุณจริง ๆ ไม่ใช่ เจมส์ ดีน แต่เป็นชายที่ชื่อ ไมเคิล จอร์แดน

คงไม่ต้องอธิบายให้มากความทุกคนก็คงพอจะทราบอยู่แล้วว่า ไมเคิล จอร์แดน โด่งดังและมีอิทธิพลขนาดไหน ไม่ใช่แค่ในวงการบาสเกตบอล เรียกได้ว่าเกือบทุกคนบนโลกยังไงก็ต้องรู้จักเขา ดังนั้นหลังจากที่ จอร์แดน เปิดตัวรองเท้า Air Jordan ที่ใช้ตัวเขาเองเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ออกมาในปี 1985 อีกทั้งยังมีเรื่องราวน่าสนใจอย่างเช่นการที่เขายอมทำผิดกฎ NBA ใส่มันลงแข่งขันในสนาม และต้องจ่ายค่าปรับแมตช์ละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยิ่งทำให้คนทั่วทั้งโลกบ้าคลั่งในรองเท้ารุ่นนี้ไปกันใหญ่

"จอร์แดน ในเวลานั้นคือผู้สร้างเทรนด์ทุกอย่างในสังคม ดังนั้นรองเท้าที่เขาสวมใส่จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนอยากมี"

"จอร์แดน และ Air Jordan ของเขาคือสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมสนีกเกอร์เฮดถือกำเนิดขึ้น รวมถึงได้ทำให้รองเท้าบาสเกตบอลกลายเป็นรองเท้าแฟชั่นไปโดยสมบูรณ์" อลิซาเบธ กล่าว

วัฒนธรรม "สนีกเกอร์เฮด" เปรียบเสมือนชุมชนของนักสะสมสนีกเกอร์ ที่ศึกษาเรื่องราวของรองเท้าแต่ละคู่อย่างจริงจังว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรด้วยความทุ่มเท รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวรองเท้าสนีกเกอร์ออกใหม่ทุกคู่อย่างไม่คลาดสายตา

เป็นธรรมดาของโลกธุรกิจ เมื่อแบรนด์อื่น ๆ เห็นความสำเร็จของ Air Jordan พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะดีไซน์รองเท้าบาสเกตบอลให้ออกมามีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น เพื่อช่วงชิงตลาดที่กำลังจะกลายเป็นบ่อทองบ่อใหญ่ในอนาคต และหลังจากนั้นเป็นต้นมาโลกแห่งแฟชั่นกับโลกบาสเกตบอลก็ค่อยๆ กลายเป็นโลกใบเดียวกันจนสมบูรณ์ในที่สุด

 

แฟชั่นไร้พรมแดน

หลังจากที่ประตูแห่งพรมแดนระหว่างโลกแฟชั่นกับโลกบาสเกตบอลได้ถูกเปิดออก ความหลากหลายของรองเท้าบาสเกตบอลก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการทำตลาดในรูปแบบต่างๆ  เช่นการที่นักบาสเกตบอลชื่อดังไม่ว่าจะเป็น โคบี้ ไบรอันท์, เลอบรอน เจมส์, เดเมี่ยน ลิลลาร์ด และอีกมากมายต่างก็มีรองเท้ารุ่นเฉพาะเป็นของตัวเอง โดยเป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจต่างๆ จากตัวพวกเขามาสร้างสรรค์เป็นลวดลายให้แฟน ๆ ได้หาซื้อมาเก็บสะสม 

นอกจากนั้นรองเท้าบาสเกตบอลยังพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือแฟชั่นไอเท็มชิ้นหนึ่ง ที่สามารถหยิบจับไปผสมกับอะไรก็ได้ โดยหนึ่งในนั้นคือการนำเทรนด์แบบไฮแฟชั่นหรูหรามาใส่ลงไป

Off-White Off Court Sneakers รองเท้าบาสเกตบอลผลงานการร่วมมือกันระหว่าง เวอร์จิล แอบโลห์ ดีไซเนอร์แห่งยุค ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White กับ Nike สร้างสรรค์ออกมาเป็นรองเท้าบาสเกตบอลที่มีทั้งความหรูหรา สวยงาม เข้ากับเทรนด์แฟชั่น แต่ก็ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานตามที่ควรจะเป็นเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อแบรนด์สุดหรูจากฝรั่งเศสอย่าง Saint Laurent เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์รองเท้าบาสเกตบอลที่มีครบทั้งความหรูหรา ไฮแฟชั่น และประสิทธิภาพการใช้งาน พวกเขาจึงได้หยิบรองเท้าบาสเกตบอลในช่วงยุค 80s มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ จนเกิดเป็น Saint Laurent Travis ที่ใครเห็นก็ต้องอยากจับจอง

เชื่อว่านับจากนี้คงมีรองเท้าบาสเกตบอลรูปทรงและลวดลายแปลกใหม่ออกมาให้เงินในกระเป๋าสตางค์สั่นกันอีกเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน เพราะอย่างที่บอกไปว่าปัจจุบันรองเท้าบาสเกตบอลไม่ใช่แค่รองเท้ากีฬาอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือหนึ่งในส่วนประกอบของโลกแห่งแฟชั่นอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้

อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าใครอยากจับจองรองเท้าบาสเกตบอลเป็นเจ้าของสักคู่ เราขอแนะนำ "Slammers" ร้านอุปกรณ์บาสเกตบอลและสตรีทแฟชั่น พาร์ทเนอร์ของแบรนด์อุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nike และ Under Armour ที่มาเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ณ ห้างสรรพสินค้า Mega Bangna ชั้น 2 โซน Mega Sport (ห้องเลขที่ 2414) เตรียมพบกับสินค้าแบบ Limited Edition มากมายได้ที่นี่

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Fanpage Facebook : Slammers Thailand

 

แหล่งอ้างอิง:

https://mentalitch.com/the-trend-of-sneakers-becoming-part-of-fashion/
https://lermagazine.com/article/basketball-shoe-trends-favor-fashion-over-feet
https://qz.com/quartzy/1453072/basketball-sneakers-have-gone-out-of-fashion/
https://edition.cnn.com/style/article/how-sneakers-rose-to-catwalk-fashion/index.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง