mainstand

Feature

ท้องถิ่นนิยมหรือโครงสร้างอาชีพ : 11 ปีลีกรากหญ้าจากจุดเริ่มต้นถึงวันกลับมารวมลีก



ฟุตบอลลีกอาชีพไทยยุคใหม่ ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้าน


 

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบไปสู่สังคมลูกหนังทั่วประเทศ นั่นคือ การตัดสินใจกลับมารวมลีกอีกครั้งของ ไทยลีก 3-4 หรือชื่ออย่างเป็นทางการ “ออมสิน ลีก โปร และ ออมสิน ลีก” 

ภายใต้ที่ชื่อใหม่ “ออมสิน เนชั่นแนล ลีก” ที่จะกลับมาเปิดฉากในเดือน กันยายน ปีนี้ สิ้นสุดเดือน มีนาคม ปีหน้า

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ฟุตบอลลีกรากหญ้า  พบเจอกับความเปลี่ยนแปลง เพราะตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทีมฟุตบอลระดับท้องถิ่น เคยผ่านช่วงเวลาต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วันที่ถูกกันแยกออกห่างจากไทยลีก ไปแข่งขันกันในชื่อ “โปรวินเชียล ลีก” 

วันที่ฟุตบอลไทยได้รู้จักคำว่า “ท้องถิ่นนิยม”, วันที่ ลีกภูมิภาคถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ตามโครงสร้างฟุตบอลอาชีพยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป และในวันนี้ ฟุตบอลรากหญ้า ถูกเซ็ทซีโร่กลับมารวมลีกอีกครั้ง 

...เกิดอะไรขึ้นกับลีกรากหญ้า ? ตลอดช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ค้นหาคำตอบไปกับบทความชิ้นนี้ 

 

ท้องถิ่นนิยม 

ย้อนกลับไปก่อนยุคฟุตบอลอาชีพใหม่ สโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับ “ไทยลีก” ล้วนเป็นทีมที่มาจาก องค์กรเอกชน, หน่วยงานรัฐ, สถานศึกษา, รัฐวิสาหกิจ ไปจนถึงเหล่าทัพต่างๆ การแข่งขันถูกกระจุกอยู่ใน กรุงเทพและปริมณฑล เท่านั้น

ฟุตบอลลีก จึงเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนที่อยู่ตามต่างจังหวัด เพราะพวกเขาไม่ได้มีส่วนรวมในลีกของสมาคมฯ อาจมีบางจังหวัดที่ส่งทีมเข้าเตะตาม ถ้วย ข. ค. ง. แต่เมื่อเทียบสัดส่วน ทีมองค์กรก็ยังมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว

กระทั่งในปี 1999 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีแนวคิดที่จัดตั้งลีกฟุตบอล ตามแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างกระแสนิยมฟุตบอลภายในประเทศ และทำให้ลีกเป็นอาชีพให้ได้ จึงได้หารือกับทางสมาคมฟุตบอลฯ ในยุคนั้น ก่อตั้งเป็นการแข่งขันลีกสมัครเล่น แบบจังหวัด ในชื่อ “โปรวินเชียล ลีก” หรือที่คนเรียกติดปากกันคือ “โปรลีก”

โปรลีก สร้างความตื่นตัว ให้กับผู้คนที่ชอบฟุตบอลในต่างจังหวัด ซึ่งหลายๆ ทีมในปัจจุบัน มีรากฐานกองเชียร์ และวัฒนธรรมการเชียร์มาจาก โปรลีก อาทิ สตูล, นราธิวาส, ศรีสะเกษ, สงขลา, สุพรรณบุรี, ชลบุรี ฯลฯ  เพราะการเชียร์บอลในสนาม, เชียร์ทีมบ้านเกิด เป็นสิ่งที่พวกเขาจับต้องได้ และอยากมีส่วนร่วม 

ในทางตรงข้าม ไทยลีก ที่เป็นลีกสูงสุด กลับไม่สามารถจุดกระแสผู้ชมในสนามได้เลย แม้จะมีความพยายามจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้ชม เช่น การเอาสโมสรไทยลีกไปเตะสัญจรตามจังหวัดต่างๆ, การนำเอาศิลปินตลกมาสร้างความบันเทิงในช่วงพักครึ่ง เป็นต้น 

ไทยลีก และ โปรลีก ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่าง ไทยลีก มีการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพกว่า, มีมาตรฐานสูงกว่า และคุณภาพผู้เล่นดีกว่า แต่โปรลีก มีจุดแข็งตรงที่ กระแสตอบรับจากผู้ชมดีกว่าไทยลีก แม้มาตรฐานและการจัดการของทีมต่างๆ จะไม่ได้ดีเทียบเท่าลีกสูงสุด 


Photo : www.sanook.com

อรรณพ สิงห์โตทอง รองประธานสโมสร ชลบุรี เอฟซี ที่ในเวลานั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้มีการรวมลีก เพื่อให้ทีมระดับจังหวัด ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นทีมอาชีพ “ในยุคนั้นการจะรวมลีกเข้าด้วยกัน มันยากมากเลยนะ เพราะไทยลีก เขาไม่ยอมรับทีมต่างจังหวัด เขามองว่า ทีมจากโปรลีก มาตรฐานไม่ดี ไปแข่งกับเขา จะทำให้มูลค่าลีกเขาลดลงมา”

“เราต่อสู้กันเกือบ 2 ปีกว่าจะทำให้ ไทยลีก ยอมให้โอกาสทีมต่างจังหวัด ก็ต่อรองกันมา จาก 6 ทีม สุดท้ายได้โควต้าเข้าไป 2 ทีม คือ สุพรรณบุรี กับ ชลบุรี (ในปี 2006) ก็ไม่เป็นไร ถือว่ายังมีแสงสว่าง แล้วเราจะทำให้เขาเห็นว่า ทีมจากโปรลีก มันก็สามารถพัฒนาได้ เพียงแต่คุณต้องให้โอกาสเขา”

สมาคมฯ รับแนวทางในการรวมลีก โดยให้ ฤดูกาล 2006 เป็นปีนำร่องให้ ทีมจากโปรลีก เข้าร่วมการแข่งขันไทยลีก สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2006 คือภาพกองเชียร์ชุดน้ำเงินของ ชลบุรี ยกพลไปนัดเยือนร่วม 500 ชีวิต ออกไปเชียร์ทีมรัก ที่มีจำนวนมากกว่าคนดูทีมเจ้าบ้านเสียอีก 

ในปีเดียวกัน มีการเพิ่มลีก ดิวิชั่น 2 ขึ้นมาเป็นลีกระดับ 3 แทนที่ ถ้วย ข. (จากเดิมที่เรียงลำดับลีก เป็น ไทยลีก, ดิวิชั่น 1, ถ้วย ข.,ค.,ง.) เพื่อเตรียมพร้อมรับรอง สโมสรจากโปรวินเชียลลีก ที่จะมาเข้ามารวมลีกในปี 2007 

จิ๊กซอว์ทุกตัวกำลังจะค่อยๆ ถูกประกอบเข้าร่วมกัน ในฤดูกาล 2007 ชลบุรี เอฟซี สร้างบันทึกหน้าใหม่ ด้วยการผงาดคว้าแชมป์ไทยลีกมาครอง ท่ามกลางกองเชียร์คนในพื้นที่จำนวนมากที่หนุนหลัง พร้อมกับจุดกระแสความตื่นตัวให้กับผู้คนในต่างจังหวัด ได้เห็นถึงพลังที่เรียกว่า “ท้องถิ่นนิยม” 

 

ปัญหา

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2008 อันเป็นปีสุดท้ายของการแข่งขันโปรลีก ในซีซั่น 2009 ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของ ลีกอาชีพไทย 


Photo : BG Pathum United

ข้อบังคับจาก เอเอฟซี ให้สโมสรในไทยลีก ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ เพื่อดำเนินการสโมสรเป็นรูปแบบ ทีมกีฬาอาชีพ ทำให้ทีมองค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวย้ายออกไปสร้างถิ่นฐานในต่างจังหวัด รวมถึงแปรสภาพให้กลุ่มทุนที่สนใจ เข้ามาเทคโอเวอร์สิทธิ์ เกิดเป็นทีมอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, บีจีพียู เป็นต้น 

รวมถึงการเปิดโอกาสให้ สโมสรในโปรลีก และทีมประจำจังหวัดที่เกิดขึ้นใหม่ สามารถส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน “ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2” ทำให้จำนวนทีมของสโมสรในดิวิชั่น 2 พุ่งพรวดจาก 22 ทีม ในปี 2008 ขึ้นมามากถึง 53 ทีม ในฤดูกาล 2009 

โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 5 โซน คัดเลือกทีมแชมป์ของแต่ละภาค เข้าไปเล่นรอบมินิลีก เพื่อหา 3 ทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1  

“ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระแสท้องถิ่นนิยมใน ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 เป็นเพราะพื้นฐานของคนที่ชอบฟุตบอล ล้วนมีความต้องการอยากเข้าไปชมฟุตบอลในสนาม อยากมีส่วนร่วมกับทีมบ้านเกิด แต่ในอดีต การเชียร์บอลเป็นเรื่องที่ห่างไกลกับคนในต่างจังหวัด เนื่องจากการแข่งขันอยู่ในกรุงเทพฯ เขาไม่ได้อิน”

“พอมีทีมระดับจังหวัด ทีมในบ้านเกิด ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน มันก็ทำให้คนที่ชอบฟุตบอล สนใจ และอยากเข้าไปสนาม ฟุตบอลลีกรากหญ้าในช่วงแรกจึงบูมขึ้นมามาก” ดร. ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แสดงความเห็นกับ Main Stand 


Photo : www.sanook.com

ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ประสบความสำเร็จในแง่กระแสท้องถิ่นนิยมที่จุดติด คนในต่างจังหวัด ตื่นเต้นและความสนใจกับได้เห็น ทีมบ้านเกิดตัวเอง เข้าไปอยู่ในระบบอาชีพ นักฟุตบอลจำนวนมากที่อยู่นอกระบบอาชีพ เป็นนักเตะสมัครเล่น ได้มีอาชีพ มีงาน จากการเพิ่มขึ้นของสโมสร 

ส่งผลให้ ในฤดูกาลต่อมา ปี 2010 ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 มีสโมสรเข้าร่วมการแข่งขัน เพิ่มขึ้นเป็น 72 ทีม เรียกว่าในตอนนั้น ลีกรากหญ้า ได้รับความสนใจเหนือกว่า ดิวิชั่น 1 เสียอีก โดยมี สยามกีฬา เป็นสื่อหลักที่ส่งนักข่าวไปประจำการตามภูมิภาค และนำเสนอข่าวสารของลีกรากหญ้า หลายๆทีมที่ไม่เคยอยู่ในหน้าสื่อก็มีพื้นที่สื่อ 

ถึงขนาดที่ เอไอเอส เลือกที่จะเข้ามาเป็น ผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันให้ ดิวิชั่น 2 (ใช้ชื่อทางการว่า เอไอเอส ลีกภูมิภาค) ตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่ลีกพระรอง กว่าจะมีสปอนเซอร์หลัก ก็ต้องรอถึงปี 2012 ที่ได้ยามาฮ่า เข้ามาสนับสนุน (ใช้ชื่อทางการว่า ยาฮามา ลีก วัน)

จำนวนทีมในลีกรากหญ้า เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดพีคในปี 2013 ที่มีสโมสรส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 84 ทีม 

ถึงกระนั้น จำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่มาตรชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว มีหลายๆปัญหาเกิดขึ้น จากความไม่พร้อม เช่น เรื่องงบประมาณทำทีม, การค้างค่าเหนื่อย-ยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม, การถอนทีม-ยุบทีม, ข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์การทำทีมที่ไม่ชัดเจน, มาตรฐานสนามแข่งขันที่บางสโมสร ยังจัดการได้ไม่ดี, มาตรการรักษาปลอดภัยที่ยังหละหลวม 


Photo : wikimedia.org

การจัดสรรทีมตามโซนต่างๆ ทีส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการเดินทาง อาทิ หนองบัว พิชญ เอฟซี ถูกโยกไปเล่นโซนภาคเหนือ, ประจวบ เอฟซี ถูกย้ายไปเล่นโซนภาคใต้ (หัวหิน ซิตี้ เล่นโซนภาคตะวันตก) ซึ่งจังหวัดที่ใกล้สุดอย่าง ชุมพร มีระยะห่างถึง 179 กิโลเมตร ไปจนถึงเรื่องผู้ตัดสินในลีกระดับล่าง ที่มักถูกนำมาพูดถึงหลายครั้ง 

ทำให้ภาพลักษณ์ของ ลีกรากหญ้า ถูกมองออกมาไม่มุมที่ไม่ดี กระทั่งในปี 2016 ฟุตบอลอาชีพ เดินทางมาถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน จากชนะเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ของ พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่จัดการรื้อระบบโครงสร้างฟุตบอลอาชีพใหม่ รวมถึงบอลลีกภูมิภาค 

 

การเปลี่ยนผ่าน 

แม้จะมีทีมจากลีกภูมิภาค เติบโตจากลีกรากหญ้า และสามารถยืนระยะอยู่บนลีกสูงสุดได้ เช่น เชียงราย ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผล, ตราด เอฟซี, ประจวบ เอฟซี, สุโขทัย เอฟซี 


Photo : phuketindex.com

แต่ก็มีหลายๆ สโมสรจากลีกภูมิภาค ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และประสบปัญหาเมื่อขึ้นสู่ลีกที่สูงกว่า จนต้องยุบทีม หรือล้มลงไป เช่น ภูเก็ต เอฟซี, สระบุรี เอฟซี จากสถิตินับตั้งแต่ฤดูกาล 2009-2014 (ปี 2015 ดิวิชั่น 1 ไม่มีตกชั้น) พบว่า ทีมที่เลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 ขึ้นไป ดิวิชั่น 1 จะร่วงตกชั้นอย่างน้อย 1 ทีม ภายในปีเดียว 

แนวคิดในการแบ่งไทยลีก 3-4 จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างลีกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น เปรียบเสมือนเกณฑ์ในการคัดกรอง สโมสรจากลีกรากหญ้า ขึ้นสู่ ลีกพระรอง 

รวมถึงลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการกำหนดคุณสมบัติ เกณฑ์คลับไลเซนซิ่ง และการแบ่งโซนที่เหลือเพียงโซนบน - โซนล่าง เพื่อให้สโมสรในไทยลีก 3 คุ้นชินกับการเดินทางไกล เพื่อจะได้พร้อมสำหรับ ไทยลีก 2 

ส่วนไทยลีก 4 ให้เป็นลีกสำหรับการเพาะบ่มเยาวชน และเป็นบันไดด่านแรก ในการคัดสรรทีมที่พร้อมในการขึ้น ไทยลีก 3 โดยที่ สโมสรจากลีกบน สามารถส่งทีม บี เข้าร่วมการแข่งขันได้ เพื่อให้นักฟุตบอลเยาวชน หรือผู้เล่นชุดใหญ่ ที่ต้องการมีแมตช์ฟิต ในการลงสนาม

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดชัดเจนว่า สโมสรที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ ไทยลีก 4 ต้องเป็นทีมจาก ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก เท่านั้น ไม่ใช่ทีมจังหวัดที่จะผุดขึ้นมาได้เรื่อยๆ เหมือนในอดีต 

ส่งผลให้บางจังหวัด เมื่อทีมประจำจังหวัดตนเองตกชั้นไป ทางเดียวที่หวนกลับสู่ลีกได้ คือ การต้องทำผลงานใน ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก ให้ดีเท่านั้น 


Photo : Watbot City

“คุณสมยศ มีความต้องการที่อยากเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในยุคบังยี (วรวีร์ มะกูดี) โดยใช้บริหารจัดการให้เป็นระบบ และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคคุณสมยศ ต้องยอมรับว่าเป็นไอเดียและเรื่องที่ดี ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของฟุตบอลไทย”

“แต่การเปลี่ยนโครงสร้างลีกภูมิภาค ให้เป็นไทยลีก 3-4 มันทำให้การติดตาม ความสนใจของผู้คนลดลงกว่าในอดีต จากเดิมที่ผู้คนรับรู้กันในทางภูมิศาสตร์ว่า จังหวัดไหนอยู่ภาคอะไร คู่แข่งเป็นใคร ? พอคุณโยกจังหวัดอย่าง อุบลฯ ไปเจอทีมอย่าง เชียงราย เอาทีมระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพไปเจอกับ นราธิวาส มันก็ทำให้ความน่าสนใจของคนในจังหวัด อาจลดลง”

ดร. ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ลีกรากหญ้า ในปี 2017 ทำให้การจัดแข่งขันมีความเป็นลีกอาชีพและเป็นระบบมากขึ้น แต่การแบ่งการแข่งขันออกเป็น ไทยลีก 3 และ ไทยลีก 4 ส่งผลต่อการรับรู้ ความรู้สึกร่วมของผู้คน 

แม้ผลที่ตามมาจะถือว่าน่าพอใจ ในแง่ของคุณภาพทีม เพราะตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ไม่เคยมีทีมจาก ไทยลีก 3 เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีก 2 แล้วตกชั้นลงมาภายในฤดูกาลเดียว เนื่องจากสโมสรที่ขึ้นไปได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติ ผ่านตามหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นมากว่าเดิม เรียกว่าถูกกรองมาด่านหนึ่งแล้ว 

ดังจะเห็นจากกรณีของ อยุธยา ยูไนเต็ด พวกเขาเลื่อนชั้นจาก ไทยลีก 3 ปี 2018 ขึ้นสู่ ไทยลีก 2 ปี 2019 โดย อยุธยาฯ จบฤดูกาลด้วยอันดับสุดท้ายของตาราง แต่ทีมที่อันดับดีกว่าอย่าง อุบล ยูไนเต็ด ที่ร่วงจากไทยลีกมาในปีก่อน ไม่หลักเกณฑ์ ผ่านคลับ ไลเซนซิ่ง ส่วน อยุธยาฯ มีคุณสมบัติผ่านทุกอย่าง และเพื่อให้ลีกมีทีมครบจำนวน 18 สโมสร จึงทำให้ อยุธยาฯ ยังอยู่ต่อในฤดูกาล 2020 ต่อไปได้ 


Photo : Ayutthaya United

“การแบ่งไทยลีก 3-4 หากมองในข้อดี มันก็ช่วยให้สโมสรมีการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ เพื่อเตรียมความสู่การเป็นสโมสรอาชีพ แต่มันก็มีจุดอ่อนหลายอย่างให้เห็น” อรรณพ สิงห์โตทอง ในฐนะอุปนายกสมาคมฯ เผย

“เช่น ในไทยลีก ต้นทุนในการดูบอลมันสูง เพราะแฟนบอลต้องเดินทางไกลไปเชียร์ตัวเอง, ค่าใช้จ่ายของสโมสร, จำนวนสโมสรที่ลดลง ต้องเอาทีม บี มาเล่น ไทยลีก 4 ซึ่งมันไม่เวิร์ก เพราะเป้าหมายของทีม บี คือการให้ผู้เล่นที่เจ็บได้มีเกมเรียกความฟิต แต่ทีมจังหวัดเขาเล่นเพื่อผลงาน เพื่อเลื่อนชั้น บางครั้งการมีอยู่ของทีม บี ก็ไปทำให้เขาตกชั้น ดังนั้น เป้าหมายของ ทีม บี กับ ทีมจังหวัดมันต่างกัน จึงไม่ควรเอามาอยู่ในระบบเดียวกัน”

“ถ้าไม่มีทีม บี บางโซนเหลือ 5-6 ทีม เตะเจอกัน 4 เลกก็คงไม่ไหว 3-4 ปีที่ผ่านมา มันก็ยากลำบากกันหมดทั้งไทยลีก 3-4 ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้น เอาสองลีกนี้มารวมกัน แบ่งเป็นภาคละ 12 ทีม 14 ทีม ในอนาคตก็ทำให้มี 16 ทีม โดยกำหนด หลักเกณฑ์ ต้องผ่านมาตรฐาน ไปทำสนาม ไปทำคลับ ไลเซนซิง ให้มันผ่าน ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสุด” 

 

สู่สามัญ 

ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาด ส่งผลให้ ฟุตบอลลีกอาชีพ ต้องหยุดทำการแข่งขัน อย่างน้อยครึ่งปี ตามประกาศจากสมาคมฯ ทั้งที่เพิ่งเริ่มแข่งขันไปได้ไม่นาน 

เดือนเมษายน ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้มีการประชุมกับสโมสรสมาชิก ก่อนประกาศเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฟุตบอลลีก ให้สอดรับกับปฏิทินแข่งขันยุโรป คือ เตะแบบคร่อมปี แทนที่การแข่งจบภายในปี เพื่อหลีกเลี่ยงฤดูฝน ที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของนักกีฬา และเป็นอุปสรรคต่อการดูบอลที่สนามของผู้ชม

ขณะเดียวกัน ไทยลีก 3-4 ได้มีการประชุมเช่นกัน เพื่อหารือเกี่ยวกับ แนวทางการควบรวมลีก ก่อนได้ข้อสรุปในการรวมลีก ไทยลีก 3-4 ให้เหลือหนึ่งเดียว ในชื่อ “ออมสิน เนชันแนล ลีก” 


Photo : FA Thailand

อรรณพ สิงห์โตทอง อุปนายกสมาคมฯ ที่อยู่ในวงประชุมรวมลีกรากหญ้า อธิบายถึงแนวทางในการควบรวมลีกครั้งนี้ “ความจริงแนวคิดนี้ ตอนแรกจะมีการใช้ในปีหน้า แต่พอมาเกิดโควิด-19 การแข่งขันต้องเลื่อนออกไปหลายเดือน ถึงไม่ใช้ในปีนี้ ปีหน้าก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ก็เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ในการรวมลีก”

“ข้อดีของการรวมลีก แน่นอนกระแสท้องถิ่นนิยมจะกลับมา เพราะคนได้เชียร์ทีมบ้านเกิด เจอทีมบ้านใกล้เรือนเคียง มันมีสตอรี่ ดีกว่าจับเขาไปเจอกับทีมอยู่กันคนละภาค ข้อสอง เรื่องการตลาด และมูลค่าของลีกจะดีขึ้น เพราะมีจำนวนแมตช์ 50 กว่านัดต่อสัปดาห์ คนดูขอสัก 1,000 คนต่อสนาม ยอดผู้ชมรวมกันเท่าไหร่แล้ว ”

“ส่วนเรื่องมาตรฐาน อันนี้เป็นสิ่งที่ สมาคมฯ ต้องเข้ามามีบทบาท ในกำหนดว่า สโมสรต้องมีคุณสมบัติ และปรับปรุงส่วนไหนบ้างเพื่อให้ผ่านเตรียมเกณฑ์ และพร้อมสำหรับการเลื่อนชั้นสู่ ไทยลีก 2 รวมถึงสโมสรต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้น สมาคมฯ ต้องเข้มงวด ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย หยวนๆ กันไป ถ้าสโมสรไหนไม่พร้อม ก็ต้องมีมาตรการ เพื่อให้ทุกทีมยกระดับตัวเองขึ้นมาให้ได้”

อรรณพ เชื่อว่า คุณภาพของการแข่งขันจะไม่ลดลงไป เมื่อสโมสรจากไทยลีก 4 ได้รวมลีกกลับมาฟาดแข้งกับ ทีมจากไทยลีก 3 เพราะเชื่อว่า ภาพรวมของสโมสรในลีกรากหญ้า น่าจะมีการตื่นตัวมากขึ้นและพัฒนาศักยภาพของทีม ตามโครงสร้างลีกที่เปลี่ยนไป และมีคู่แข่งมากขึ้น 

นอกจากนี้ อรรณพ ยังเผยถึงความเป็นไปได้ ในการเปิดโอกาส และให้สโมสรประจำจังหวัดที่ไม่มีทีม ส่งเข้าร่วมการแข่งขันบอลอาชีพ สามารถเสนอทีมเข้าไปได้ เพื่อเอาดึงแฟนบอลในจังหวัดเหล่านี้ กลับมามีส่วนรวมกับฟุตบอลไทย ซึ่งในปัจจุบัน มีถึง 18 จังหวัด ที่ไม่มีสโมสรอยู่ในลีกอาชีพ 4 ระดับ ภายใต้เงื่อนไขที่สโมสรเหล่านี ต้องผ่านคลับไลเซนซิ่ง ที่สมาคมฯ กำหนด 

“สำหรับจังหวัดที่ไม่มีทีม หรือเคยมีทีม แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในลีกอาชีพ ก็มีเป็นไปได้ที่เราจะเปิดโอกาสให้ ทีมพวกนี้ได้กลับเข้ามาสู่ลีกอาชีพ เพื่อให้ทุกจังหวัดมีทีมเชียร์ อย่างเช่น ชุมพร, พังงา, นครนายก ฯลฯ ทีมพวกนี้สามารถเสนอตัวมาได้เลย แต่ต้องมีคนรับผิดชอบ และต้องทำคลับไลเซนซิ่ง ให้ผ่านคุณสมบัติตามเกณฑ์”

“ยกเว้นทีมที่เคยปัญหาข้อพิพาท เช่น เรื่องค่าค้างเหนื่อยนักเตะ, คดีฟ้องร้อง ถ้าเป็นกรณีนี้ เราคงไม่เอา ส่วนจังหวัดที่ไม่มีปัญหา เรายินดี แต่คุณต้องทำให้ได้มาตรฐานการตามที่สมาคมฯ กำหนดไว้” 


Photo : KHON KAEN UNITED

ฟุตบอลไทย โดยเฉพาะลีกรากหญ้า มีเสน่ห์ และลักษณะเฉพาะตัว คงไม่สามารถนำโมเดลของลีกสูงสุด หรือลีกจากประเทศอื่นมาใช้ได้เสียทีเดียว 

เมื่อเราย้อนดูจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ลีกภูมิภาค หรือ ไทยลีก 3-4 ล้วนแต่มีข้อดีที่ต่างกัน ทั้ง เรื่องกระแสท้องถิ่นนิยมในยุคแรก และการปรับเข้าสู่โครงสร้างอาชีพ ในช่วงยุคหลัง

 “ความเป็นท้องถิ่นนิยม” ที่เกิดจาก ความรู้สึกร่วม ระหว่าง ผู้คนกับทีมท้องถิ่น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อยอดผู้ชมในสนาม ของการทำทีมฟุตบอลระดับภูมิภาค  

ขณะเดียวกัน ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ต่างๆ ก็ช่วยทำให้ สโมสรจากลีกล่าง พัฒนาสู่ความเป็นทีมกีฬาอาชีพ 

ดังนั้น ทั้ง กระแสท้องถิ่นนิยม และโครงสร้างอาชีพ จึงเป็นสองสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น ควบคู่พร้อมๆกัน เพื่อให้รากฐานของฟุตบอลอาชีพไทย อย่างลีกรากฐาน สามารถเติบโตและแข็งแกร่งได้ด้วยตัวเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง