mainstand

Feature

ชนเผ่ามาไซ : ชนเผ่าที่ยืนเฉยๆ ก็สามารถกระโดดได้สูงกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้



คริสเตียโน่ โรนัลโด สปรินท์เข้าหาลูกฟุตบอลที่ลอยโด่งมาก่อนจะเทคตัวได้สูงถึง 71 เซนติเมตรเพื่อขึ้นโหม่งและทำประตูได้อย่างเฉียบขาด หลังจากนั้นทุกคนก็ตื่นเต้นและบอกว่านั่นคือสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของมนุษยชาติ


 

อย่างไรก็ตามในป่าเร้นลับแห่งประเทศเคนย่า มีความมหัศจรรย์ของมนุษยชาติซ่อนตัวอีกเพียบ ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยนักกระโดดสูงที่มีพรสวรรค์และส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ที่สำคัญพวกเขาแค่ยืนเฉยๆ และกระโดดเท่านั้น ไม่ต้องการระยะรันเวย์ใดๆ ทั้งสิ้น

นี่คือเรื่องราวของชนเผ่ามาไซ เจ้าของฉายา "นักล่าสิงโต" ที่คัดเลือกผู้นำของเผ่าด้วยการหาว่าใครกระโดดสูงที่สุด และวิธีการกระโดดที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร 

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

เหล่านักรบที่ให้ความสำคัญกับการกระโดด 

ย้อนอดีตไป แอฟริกา ยังเป็นทวีปที่เต็มไปด้วยชนเผ่าน้อยใหญ่ที่มีความเชื่อแตกต่างกันไป และชนเผ่ามาไซ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีถิ่นฐานประจำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า มาไซ มาร่า ในปัจจุบันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากผ่านช่วงเวลาการสู้รบปรบมือและสงครามเผ่ามาอย่างยาวนาน ปัจจุบันมีประชากรชนเผ่ามาไซ เหลืออยู่ทั้งหมดราว 9 แสนคน โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือ มาไซตอนเหนือ ที่อยู่ในตอนใต้ของประเทศ เคนย่า และ มาไซตอนใต้ ที่อยู่ในตอนเหนือของประเทศ แทนซาเนีย


Photo : www.tripadvisor.com

แรกเริ่มเดิมทีชาวมาไซ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เพราะพวกเขาจะเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล ไม่นิยมอยู่ติดที่แบบถาวร พวกเขาไม่ได้เพาะปลูกเป็นหลัก แต่เน้นไปที่การเลี้ยงสัตว์ที่สามารถเดินทางได้เช่น วัว แพะ และ แกะ เป็นต้น 

การใช้ชีวิตแบบเดินทางแบบนี้ แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องได้เจอกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับเผ่าอื่นๆ หรือไม่ก็สัตว์ป่าอย่าง สิงโต ที่มักจะเล็งมาที่ปศุสัตว์ของชาวมาไซ ดังนั้นการที่พวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัยได้ดีที่สุด คือการจำเป็นต้องมีกลุ่มนักรบประจำเผ่า และจำเป็นต้องมีผู้นำที่เปรียบเหมือนกับแม่ทัพในสนามรบนั่นเอง 


Photo : annaeverywhere.com

ชาวมาไซนั้นถือว่าเป็นชนเผ่าที่นับรุ่นอายุเป็นอย่างมาก ในกลุ่มอายุไล่เลี่ยกันพวกเขาจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกอย่าง พวกเขามีวิธีแบ่งกลุ่มอายุที่สืบทอดต่อกันมานาน อาทิในช่วงอายุ 14-16 ปี เด็กผู้ชายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นวัยรุ่นต้องเดินทางท่องดินแดนของเผ่าเพื่อแนะนำตัวเองเป็นเวลา 4 เดือน นอกจากนี้ยังมีพิธีคัดกรองหานักรบตามประเพณีของเผ่า และพิธีเปลี่ยนจากวัยนักสู้สู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในช่วงอายุครบ 35 ปี ที่พวกเขาจะสามารถตัดสินใจเรื่องอนาคตของตัวเองในเรื่องต่างๆ รวมถึงการสร้างครอบครัวได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องฟังคำแนะนำจากพ่อหรือแม่อีกต่อไป

โดยในช่วงการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็นนักรบของเผ่านั้น เด็กหนุ่มจะต้องใช้เวลา 3 เดือนในป่าเพื่อเรียนรู้ในการดูแลฝูงวัว และคอยต่อสู้กับเหล่านักล่าต่างๆ ที่จะมาทำอันตรายให้กับฝูงปศุสัตว์นั่นเอง โดยว่ากันว่าเมื่อพวกเขาเปลี่ยนสถานะมาเป็นนักรบแล้วชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทันที 


Photo : www.sciencesource.com

มีกฎมากมายภายในหมู่นักรบของชาวมาไซ พวกเขาจะไม่สามารถกินอาหารที่มีคนอื่นปรุงได้อีก ทุกๆ จานนักรบชาวมาไซจะต้องเป็นคนทำเองทั้งหมด และไม่กินอาหารร่วมโต๊ะกับผู้หญิงด้วย ที่สำคัญคือพวกเขาต้องตัดสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายออกทั้งหมด เพราะเชื่อกันว่าเป็นการฝึกรับมือกับสถานการณ์คับขัน เตรียมตัวให้อยู่รอดในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นสภาวะขาดแคลนอาหารเป็นต้น 

ส่วนสิทธิพิเศษจากการเป็นนักรบคือพวกเขาจะสามารถไว้ผมได้ ซึ่งเป็นสถานะเดียวในเผ่าที่ไม่จำเป็นต้องโกนหัวตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าเมื่อได้เป็นนักรบ หน้าที่ของหนุ่มๆ เหล่านั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปอีกแบบ และมีสิ่งแปลกๆ หนึ่งอย่างที่เหล่านักรบต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการกระโดดนั่นเอง 

 

กระโดดเพื่ออะไร? 

ชาวมาไซเน้นย้ำเรื่องการกระโดดในหมู่นักรบมาก และแอบซ่อนกุศโลบายไว้ในวันที่พวกเขาเข้าพิธีกรรมระหว่างขยับรุ่นจากนักรบจูเนียร์ สู่นักรบอาวุโสของเผ่า 


Photo : wikimedia.org

โดยในเทศกาลแห่งการคัดเลือกนั้นจะมีพิธีหนึ่งที่ชื่อว่า อาดูมู (Adumu) หรือพิธีกระโดดเต้นนั่นเอง ซึ่งการเต้นนี้จะใช้การกระโดดเป็นหลัก เหตุผลเพราะว่าเพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแข็งแรง 

ในงานพิธีวันนั้นเหล่านักรบจะต้องกระโดดให้สูงที่สุดเพื่อแสดงความแข็งแกร่งให้ว่าที่เจ้าสาวของพวกเขาเห็น โดยสาวๆ ในเผ่าจะประทับใจมากเมื่อเห็นนักรบคนใดที่กระโดดได้สูงที่สุด นั่นจึงทำให้วัยรุ่นชายหลายคนหัดฝึกการกระโดดมาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อเตรียมพร้อมสู่พิธีการนี้ 

สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้กุศโลบายจากเหตุผลเรื่องการหาคู่แล้ว ทักษะการกระโดดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกับนักรบชนเผ่ามาไซ เพราะพวกเขาไม่เพาะปลูก ด้วยเหตุผลของการทำลายและลบหลู่พื้นดิน ดังนั้น "วัว" จึงเป็นสิ่งมีค่าเป็นอย่างมาก และบางครั้งนอกจากพวกเขาจะต้องเฝ้าระวังฝูงวัวที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารเดียวของเผ่าแล้ว พวกเขายังต้องหาช่องทางการขโมยวัวจากเผ่าอื่นๆ ด้วย


Photo : michaelfairchild.com

"อาดูมู ไม่ใช่แค่การกระโดดเพื่อร้องรำทำเพลงหรอกนะ ทักษะการกระโดดสำคัญและทรงคุณค่ามากๆ สำหรับนักรบของเรา พวกเขากระโดดได้สูงและแข็งแกร่งมาก เมื่อพวกเขาเข้าไปขโมยวัวของเผ่าอื่น พวกเขาสามารถกระโดดข้ามรั้วเข้าไปและขโมยวัวของเผ่าออกมาได้อย่างง่ายดาย" ชาวเผ่ามาไซรุ่นอาวุโสคนหนึ่ง กล่าวกับสื่ออย่าง CNN    

นอกจากการกระโดดทำให้ร่างกายแข็งแกร่งและส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อและความว่องไวแล้ว สิ่งเหล่านี้จะส่งผลไปยังการคัดเลือก "นักรบเหนือนักรบ" อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือหัวหน้าเผ่านั่นเอง โดยส่วนนี้นอกจากจะต้องกระโดดสูงที่สุดเพื่อพิสูจน์ด้านร่างกายแล้ว พวกเขาเหล่านี้จะต้องเป็นคนที่ฉลาดและกล้าหาญ โดยตัดสินกันที่กิจกรรมวัดใจ นั่นก็คือการล่าสิงโตนั่นเอง

การเผชิญหน้ากับสิงโต สำหรับชาวมาไซ ถือว่าเป็นประสบการณ์ "ครั้งหนึ่งของชีวิต" เพราะพวกเขาเชื่อว่าหากสามารถดวลกับราชสีห์และเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่การล่าเพื่อนำไปเป็นอาหาร หรือแม้แต่การล่าเพราะถูกสิงโตคุกคามก่อน ทว่ามันคือประเพณีและการฝึกฝนสำหรับวัฒนธรรมของชาวมาไซ นักรบคนใดปลิดชีพสิงโตได้ ก็เปรียบเหมือนกับการคว้าแชมป์กีฬาชนิดหนึ่งนั่นเอง

การล่าสิงโตนั้นมี 2 แบบ นั่นคือการล่าแบบกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นแบบทดสอบสำหรับนักรบหน้าใหม่ที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเขาจะแยกตัวออกมาจากเผ่าและรวมกลุ่มกันวางแผนเพื่อปลิดชีพสิงโต ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะไม่มีชาวเผ่าคนใดเห็นเลย นอกจากกลุ่มนักรบด้วยกันเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มนักรบอาวุโสประสบการณ์สูงนั้นจะทำอะไรที่ยากยิ่งกว่านั้น นั่นคือการออกโซโล่เดี่ยวฆ่าสิงโตในแบบการดวลตัวต่อตัว พวกเขาเหล่านี้จะมีทั้งทักษะการล่าที่เหนือชั้นกว่าเด็กที่ขึ้นรุ่นมาใหม่ รวมถึงมีประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดอีกด้วย 


Photo : www.dailymotion.com

ทั้งหมดนี้คือความสำคัญของการกระโดดของชนเผ่ามาไซเมื่อครั้งอดีต โดยมีการกระโดดเป็นจุดเริ่มต้นจากทุกเรื่อง การกระโดดของชายชาวมาไซฯ นั้นมีความหมายเป็นอย่างมาก นั่นหมายความถึงพวกเขาจะได้ครอบครัว, ได้รับการยอมรับจากคนในเผ่า รวมถึงยังนำไปสู่การได้เป็นหัวหน้าเผ่าอีกด้วย

นักรบคนใดที่กระโดดได้สูงที่สุด และสามารถคว่ำสิงโตได้ด้วยตัวคนเดียว นักรบผู้นั้นจะกลายเป็นผู้นำ นี่คือกฎของชาวมาไซแต่โบราณนานมา ทว่าปัจจุบันทางการได้ออกกฎว่าการล่าสิงโตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นกฎหมู่ข้อนี้จึงหายไป เหลือแต่เพียงการกระโดดสูงเท่านั้น ที่เป็นเครื่องชี้วัดว่าใครแน่ที่สุดในเผ่า 

"หลายปีก่อนถ้าคุณจะกลายเป็นหัวหน้าทั้งเผ่าได้ คุณจำเป็นจะต้องสังหารสิงโตให้ได้ แต่เวลาผ่านไปพวกนักอนุรักษ์ก็ก้าวเข้ามาและผลักดันให้เกิดการหยุดล่าสัตว์อย่างสิงโต" Mtaine David Swakei หัวหน้าเผ่ามาไซกล่าวกับ CNN 

"ตอนนี้พวกเราก็เลยต้องปรับเปลี่ยนการเลือกหัวหน้ากันใหม่ เหลือเพียงการ อาดูมู หรือการกระโดดเต้นเท่านั้น ใครที่กระโดดสูงที่สุดก็กลายเป็นหัวหน้าเผ่าไป"  

 

กระโดดอย่างไรให้ได้เป็นหัวหน้าเผ่า?

แค่บอกว่ากระโดดสูงมันอาจจะดูง่ายๆ ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่การกระโดดของชาวมาไซ แตกต่างกับสิ่งที่เราเห็นจากนักกีฬาระดับโลกในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก


Photo : www.blackwhitereadallover.com

เรายกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุด คือประตูของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในเกม เซเรีย อา ฤดูกาล 2019-20 ที่ ยูเวนตุส ชนะ ซามพ์โดเรีย เกมนั้น โรนัลโด้ กระโดดขึ้นสูงจากพื้นดินถึง 71 เซนติเมตร ซึ่งทุกคนบนโลกก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะนี่คือความสูงในการกระโดดที่มากโขสำหรับนักฟุตบอลคนหนึ่ง

ท่ากระโดดของโรนัลโด้ในวันนั้น คือใช้ระยะการสปรินท์ตัวราว 5-10 เมตร เพื่อเสริมแรงกระโดดให้สูงยิ่งขึ้น จากนั้นเขาก็เทคตัวด้วยสปริงข้อเท้าจนได้ความสูง 71 เซนติเมตร เมื่อรวมกับส่วนสูงของเขาก็คือ 2.65 เมตรจากพื้นเลยทีเดียว 

แต่ชาวมาไซนั้นแตกต่าง พวกเขาไม่ต้องการพื้นที่ที่ใช้เป็นรันเวย์ในการเสริมแรงกระโดดเลย การกระโดดของพวกเขาที่เอาไว้ใช้ในพิธีอาดูมู คือการยืนตรงๆ แล้วเอามือแนบลำตัว จากนั้นก็เด้งตัวขึ้นแบบเป็นเส้นตรง ราวกับที่เท้าของพวกเขามีสปริง

คนที่กระโดดเก่งที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้คือ 80 เซนติเมตร ซึ่งแน่นอนว่ามันมากกว่าที่โรนัลโด้สามารถทำได้และทั้งโลกต้องตะลึงจนเป็นไวรัล ... เท่านั้นยังไม่พอ ชาวมาไซยังให้คำจำกัดความของการกระโดดที่เพอร์เฟ็กต์มากกว่าแค่ความสูงอีกด้วย ...


Photo : greatplainsfoundation.com

ทว่าสำหรับชาวมาไซ ใครที่จะเป็นหัวหน้าเผ่าได้นอกจากจะสูงแล้ว พวกเขาต้องทำมันให้นุ่มนวลเหมือนกับมีสปริงติดอยู่ที่เท้าจริงๆ เวลาที่พวกเขากระโดดและแลนดิ้งลงพื้น สองเท้าจะทำการดีดตัวขึ้นไปอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง และยิ่งลงนุ่มเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้การสปริงข้อเท้าของพวกเขาดีขึ้นเท่านั้น 

จะเห็นได้ว่านักรบของชาวมาไซก็ไม่ต่างกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักในแง่ของสภาพร่างกาย และเมื่อพวกเขาอยู่กับวัฒนธรรมการกระโดดที่มีความหมายกับชีวิต นั่นจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมพวกเขาจึงยืนเฉยๆ แต่กลับกระโดดสูงกว่า โรนัลโด้ ที่วิ่งมาเทกตัวได้ 

 

ยิ่งกว่า โรนัลโด้ อีกหนึ่งเรื่อง? 

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กระโดดสูงได้ขนาดนั้นก็เพราะว่าการดูแลร่างกายที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์ มีโค้ชฟิตเนส มีตารางการออกกำลังกาย และจำกัดประเภทอาหารอย่างเคร่งครัดตลดชีวิตการค้าแข้ง ... ทว่าสำหรับชาวมาไซ ... นั่นไม่จำเป็น 


Photo : thepoliticalbouillon.com

มีนักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กเดินทางมายัง เคนยา เพื่อตรวจสอบร่างกายของชาวมาไซ และพบว่าจริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้มีสุขภาพที่แข็งแรงไปทั้งหมด โดยเฉพาะผลการตรวจร่างกายที่พบว่า อวัยวะภายในของพวกเขามีไขมันพอกไว้มากกว่าชนเผ่าอื่นๆ 

แม้ชาวมาไซจะออกกำลังกายมากกว่ากลุ่มคนโลกตะวันตก (ทีมแพทย์เปรียบเทียบกับสังคมของเขาเอง) พบว่าชาวมาไซมีการเคลื่อนไหวมากกว่าชาวตะวันตกอยู่ถึง 75% ทว่าเหตุผลที่พวกเขายังมีไขมันในร่างกายเยอะ ก็เพราะการที่อาหารการกินของชาวมาไซมาจากวัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ, นม หรือเลือด ถือว่าเป็นอาหารหลักของพวกเขา และแทบจะไม่มีการกินอาหารที่เป็นผักมากนัก เนื่องจากพวกเขาไม่นิยมทำการเกษตรเอง จึงทำให้ค่าไขมันนั้นมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ ในแอฟริกา

อย่างไรก็ตามพันธุกรรมที่สืบทอดต่อกันมาทำให้ชาวมาไซไม่ได้มีปัญหากับเรื่องนี้ เพราะพวกเขาไม่มีประวัติการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์มากนัก

"อาจจะมีบางสิ่งที่คอยปกป้องพวกเขาอยู่ บางทีอาจจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางพันธุกรรม นั่นหมายความว่าร่างกายของพวกเขาสามารถทนกรดไขมันมันอิ่มตัวจำนวนมากได้" เดิร์ก ลุนด์ คริสเตียนเซ่น หัวหน้าทีมนักวิทย์กล่าวถึงชาว มาไซฯ 

โดยเขาขยายความต่อไปว่า อาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขามาตรวจร่างกายชาวมาไซ ในช่วงเวลาที่อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นช่วงที่ชาวเผ่าอยู่ดีกินดี โดยทางทีมของ คริสเตียนเซ่น เชื่อว่าหากพวกเขาได้มาศึกษาร่างกายของชาว มาไซฯ ตลอด 4 ฤดู พวกเขาจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่า ทำไมชาวมาไซฯ จึงมีไขมันเยอะ แต่กลับไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ


Photo : www.lonelyplanet.com

"บางทีการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารของชาวมาไซฯ อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของปี หรือบางทีพวกอาจจะถึงฤดูแล้งที่วัวของพวกเขาผลิตนมน้อยลง จนเกิดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านการกินด้วย" คริสเตียนเซ่น กล่าว 

แน่นอนช่วงเวลาที่ทีมนักวิทย์จากเดนมาร์กมาเยือนเผ่ามาไซครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้มาในช่วงที่ชาวเผ่าจะจัดกิจกรรมอาดูมู ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวมาไซจะซ้อมกระโดดกันทั้งวันทั้งคืนเพื่อเทศกาลเลือกคู่ที่รอคอย และการกระโดดนั้นก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ ที่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 500 แคลอรี่ ภายใน 1 ชั่วโมงอีกด้วย (เทียบกับการกระโดดเชือกที่มีลักษะการกระโดดคล้ายกับเผ่ามาไซฯ มากที่สุด) 

ในเทศกาลที่มีความหมาย และการกระโดดสามารถบอกอนาคตของพวกเขาได้ เชื่อว่าชาวมาไซคงไม่ซ้อมกระโดดแค่วันละ 1 ชั่วโมงแน่ พวกเขาอาจจะทำ 4, 5 หรือ 6 ชั่วโมงต่อวันก็ได้ใครจะไปรู้ และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่การกระโดด กลายเป็นส่วนพัฒนาทางพันธุกรรมที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ยังสงสัยก็เป็นได้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://sciencenordic.com/denmark-diseases-exercise/the-maasai-keep-healthy-despite-a-high-fat-diet/1376530
https://edition.cnn.com/2015/03/25/africa/maasai-warriors-they-used-to-hunt-lions-now-they-dance/index.html
https://www.gadventures.com/blog/story-behind-maasai-jumping-dance/
http://www.siyabona.com/maasai-tribe-east-africa.html
http://www.maasai-association.org/lion.html
https://safarijunkie.com/culture/maasai-jumping-dance/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง