mainstand

Feature

คุณตาย...แต่ผมรวย : เมื่อกลิ่นเงินหอมเกินไปจน 'เอเวอเรสต์' เหม็นโฉ่ด้วยความทุจริต



มนุษย์คือสัตว์ที่มีความคิดความอ่านมากที่สุดในโลกนี้ นั่นทำให้เราสามารถมีวิวัฒนาการและไปได้ไกลกว่าเผ่าพันธุ์ใดๆ


 

อย่างไรก็ตามทุกอย่างล้วนมีสองด้าน ในความเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ ทำให้มนุษย์คิดว่าตัวเองสามารถเอาชนะได้ทุกอย่างบนโลกนี้ แต่ลืมไปว่ามีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่อาจต้านทานได้ นั่นคือ "ธรรมชาติ"

นี่คือเรื่องราวของการดูถูกธรรมชาติและมั่นใจในตัวเองเกิน กับสโลแกนที่ว่า "ผู้พิชิตเอเวอเรสต์" ทำให้หลายคนเลือกจะทำในสิ่งที่ถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง สุดท้ายต้องจบด้วยความตาย

ติดตามเรื่องราวการโกงของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างธรรมชาติได้ที่นี่

 

เอเวอเรสต์...ยิ่งยากมนุษย์ยิ่งอยากเอาชนะ

มีหลายคนเข้าใจผิดว่า เอเวอเรสต์ คือชื่อของภูเขาลูกหนึ่ง แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะ เอเวอเรสต์ นั้นเป็นเพียง "ยอดเขา" ของเทือกเขา หิมาลัย ที่เป็นจุดแบ่งระหว่างพรมแดนของ เนปาล และ ทิเบต  


Photo : www.britannica.com

ผู้คนทั้งสองประเทศที่โดนเทือกเขาหิมาลัยกั้นอยู่ ต่างรู้ดีว่า "ยอดเขาเอเวอเรสต์" คือยอดเขาที่ยากต่อการพิชิต และไม่เคยปราณีต่อผู้ที่คิดจะลองขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของมัน นั่นจึงทำให้ชาว เนปาล เรียกที่นี่ว่า มารดาแห่งท้องสมุทร ขณะที่ชาว ทิเบต เองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาตั้งชื่อด้วยความเคารพว่า มารดาแห่งสวรรค์

เดิมทียอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาหิมาลัย ไม่ได้มีชื่อเรียกเฉพาะ คนท้องถิ่นและกลุ่มผู้สำรวจเรียกมันว่า ยอดที่สิบห้า (Peak XV) ก่อนจะเปลี่ยนเป็น เอเวอเรสต์ จากการตั้งชื่อของ เซอร์ แอนดรูว์ วอห์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ เซอร์ จอร์จ เอเวอเรสต์ นักสำรวจภูมิศาสตร์คนสำคัญชาวเวลส์และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการการสำรวจในอินเดียระหว่างปี 1830 จนถึง 1843

แม้จะเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ แต่ความหมายยังคงเดิม เอเวอเรสต์ คือยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก การจะขึ้นไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้ยากลำบากเกินกว่าที่จะเดินขึ้นไปดุ่มๆ และพิชิตมันได้  

เรื่องนี้คนท้องถิ่นแถวนั้นรู้ซึ้งถึงความหมายเป็นอย่างดี ชาว เชอร์ปา ชนเผ่าท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตีนเขามาเป็นพันๆ ปี ยกให้ยอดเขาแห่งนี้เป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต พวกเขามีความเชื่อว่าการขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ หมายถึงการได้ขึ้นไปสักการะพระเจ้าผู้สร้างโลกนั่นเอง


Photo : www.thebmc.co.uk

เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน โลกเชื่อมต่อกันได้ไม่ยากลำบาก การเดินทางรอบโลกคือสิ่งที่เป็นไปได้ จึงทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความโหดหินของ เอเวอเรสต์ ลอยไกลไปเข้าหูของกลุ่มผู้รักความท้าทายจากทั่วโลก และแน่นอนว่าสำหรับมนุษย์บางคน การก้าวข้ามขีดจำกัดคือการเสพติดที่ไม่อาจจะหยุดยั้งได้ 

เมื่อการพิชิตเอเวอเรสต์หมายถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษยชาติ ดังนั้นมันจึงดึงดูดผู้คนให้เข้ามาลองดูว่า "ของจริงจะเป็นแบบไหน" 

 

กระแสนักปีนเขาหลั่งไหล

ประวัติการเดินทางพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ของมนุษย์ถูกบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงยุค 1920 เป็นต้นมา จนกระทั่งอีก 30 ปีต่อจากนั้น เอเวอเรสต์ ก็ถูกพิชิตโดย เซอร์ เอดมันด์ ฮิลลารี ชาวนิวซีแลนด์ โดยอาศัยการช่วยเหลือจากผู้นำทางท้องถิ่นชาวเชอร์ปาที่ชื่อว่า เทนซิง นอร์เก ในปี 1953


Photo : www.couriermail.com.au

เมื่อมีคนทำสำเร็จข่าวดังกล่าวก็ยิ่งดังขึ้นไปใหญ่ มนต์ขลังของ เอเวอเรสต์ ไม่มีทางหมดสิ้นไปง่ายๆ นานวันเข้ากระแสความสนใจก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ และสุดท้ายมันก็กลายเป็นปัญหาที่ยากจะรับมือ

ว่ากันว่าชีวิตเราเป็นของเรา ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้หากไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม การพิชิตเอเวอเรสต์เองก็เช่นกัน ยอดเขาที่ธรรมชาติเป็นเจ้าของไม่มีสิทธิ์ที่จะปฎิเสธใครก็ตามที่อยากจะพิชิตมัน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายที่เหล่านักปีนเขาและนักผจญภัยทั่วโลก วางเอเวอเรสต์ให้เป็นเป้าหมายใหญ่ของชีวิต

ส่วนฝั่งประเทศ เนปาล ที่เป็นประเทศที่ยากจนอยู่แล้ว เมื่อมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาก็เหมือนเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ จนสุดท้ายเงินที่เข้ามาในประเทศก็เป็นเงินที่มาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก และ เอเวอเรสต์ เองก็คือสถานที่ยอดนิยมอันดับ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อมีคนอยากปีน และประเทศก็อยากให้คนมาปีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเกิดการ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ตีนเขาหิมาลัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยกลายเป็นพื้นที่ที่มีค่าดั่งทองคำ โรงแรมที่พักผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด นอกจากนี้ยังมีความเจริญต่างๆ เข้ามาทั้งโรงพยาบาล สถานที่หย่อนใจ ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าในอดีตหลายเท่านัก


Photo : www.himalayanadventuretreks.com

ด้วยความที่ต่างคนก็ต่างได้ประโยชน์ ทำให้กฎและข้อบังคับสำหรับคัดเลือกคนที่สามารถเลือกเดินขึ้น เอเวอเรสต์ ได้นั้นจุ๋มจิ๋มเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่คุณมีเอกสารการเดินทาง ใบรับรองแพทย์ที่สามารถระบุว่าร่างกายแข็งแรง ก็ผ่านด่านแรกได้แล้ว ขณะที่ด่านที่ 2 ไม่ใช่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเรื่องเงิน ที่ผู้วางเป้าหมายในการพิชิตต้องจ่ายค่าธรรมเนียมราวๆ 10,000-12,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 350,000 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยทีเดียวกับการพาตัวเองไปลำบากและเสี่ยงชีวิต 

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินและมั่นใจในตัวว่ามีดีพอ นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และบังเอิญว่ามีคนแบบนี้มากมายบนโลก ทำให้จากยอดเขาที่นานทีปีหนจะมีคนพิชิตได้กลับกลายเป็นว่ามีผู้มาท้าพิสูจน์กันแบบทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งมากเกินกว่าที่ธรรมชาติไม่อาจจะใจดีได้อีกต่อไป 

 

ที่ไหนมีเงิน...ที่นั่นมีการโกง 

จริงอยู่ที่เอกสารการเดินทาง ใบรับรองแพทย์ และเงินอีก 350,000 บาท ถือว่าเป็นตัวคัดกรองที่ใช้ได้ผลในระดับหนึ่ง ทว่าบางครั้งของแบบนี้มันก็เกิดการโกงกันได้ สำหรับบางคนที่มีเงินเพียงอย่างเดียว


Photo : torontosun.com

ชาวเชอร์ปา ที่เป็นผู้นำทางเปิดเผยกับสื่ออย่าง เดอะ ไทมส์ ว่าความจริงการปีนเอเวอเรสต์นั้นง่ายกว่าที่คิด เพราะมีบริษัทนายหน้ารับปลอมใบอนุญาตและเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจาก 12,000 เป็น 22,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการฮั้วกันกับเจ้าพนักงานของรัฐบาลเนปาลด้วย 

มีการค้นพบข้อมูลว่าเงินที่นักไต่เขาจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ มีถึง 90% ที่ไปไม่ถึงปลายทางและหายไปในกลีบเมฆ 

เห็นได้ชัดว่าเป็นความทุจริตที่เกิดขึ้นกันแทบทุกภาคส่วน  แม้ว่าการปีนเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นความผิดร้ายแรงของประเทศเนปาล แต่เมื่อกลิ่นเงินมันหอมหวานความผิดจึงกลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะส่วนใหญ่แล้วความผิดพลาดและหลักฐานจะไม่สามารถลงมาชี้ตัวคนผิดได้ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะกลุ่มนักปีนที่ผิดกฎหมายอาจจะต้องประสบอุบัติเหตุ หรือไม่ก็เสียชีวิตขณะเดินทางไปเลย 

"นักปีนเขาที่ไร้ความสามารถที่ถูกนำทางโดยผู้นำทางไร้ความสามารถ คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาขึ้นไปยืนอยู่บนจุดที่ออกซิเจนต่ำ แน่นอนว่ามันจะเกิดปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย" ไซม่อน โลว์ กรรมการผู้จัดการของ Jagged Globe หนึ่งในบริษัทนายหน้าสำหรับคนอยากปีนเขากล่าวกับ เดอะ การ์เดี้ยน 


Photo : www.deutschlandfunk.de

การที่มีคนขึ้นไปมากขึ้นทำให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งการจราจรบนเขาที่แออัด และภายในที่ที่ออกซิเจนบางเบา ทำให้เกิดเรื่องที่ยากจะควบคุมและทำให้มีสถิติการเสียชีวิตของนักปีนเขามากขึ้นในทุกๆ ปี โดยเฉพาะจุดที่เรียกว่า "แคมป์ที่ 4" หรือ "โซนมรณะ" ที่มีความสูงระดับ 8,000-8,850 เมตร ซึ่งหากใครขึ้นไปเสียชีวิตที่จุดนั้นจะเป็นเรื่องยากมากที่จะเอาศพลงมาได้ เพราะมันเป็นจุดที่อันตรายเกินไปสำหรับคนที่ต้องขึ้นไปช่วยเหลือ

"มีคนมาปีนเขาเอเวอเรสต์มากกว่าที่เราจะรับมือได้ เราขาดเรื่องความละเอียดของกฎ ไม่เคยมีใครระบุไว้ชัดสักครั้งว่ามีคนสามารถขึ้นไปได้ครั้งละกี่คน และสามารถขึ้นไปได้เมื่อไหร่บ้าง" กุล บาฮาดูร์ กูรุง เลขาธิการ สมาคมนักปีนเขาแห่งประเทศเนปาล กล่าว

ขณะที่ เอริค เมอร์ฟี่ย์ นักปีนเขาที่พิชิตเอเวอเรสต์มาถึง 3 ครั้ง ก็ยอมรับว่าการไม่ได้คัดกรองคนที่มีประสบการณ์คือสาเหตุของการเสียชีวิต และกองศพที่ไม่มีใครเก็บกู้ได้อย่างแน่นอน


Photo : www.alpineascents.com

"ทุกนาทีมีค่า ไม่มีใครขึ้นไปช่วยพวกเขาได้เพราะมันต้องใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมงเพื่อไปยังจุดนั้น แค่นั่นมันเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วว่าทำไมจึงไม่ควรขึ้นไปสำหรับนักปีนเขาที่ไม่มีประสบการณ์" เมอร์ฟี่ย์ กล่าว

การทุจริตในเนปาลสำหรับการขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ คือเรื่องที่ทางการกำลังเร่งแก้ไข ทว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน เพราะการทุจริตที่มีมานานมันฝังรากลึกไปแล้วไม่ใช่แค่กับคนปีนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มันรวมถึงผู้ประกอบการที่ว่ากันว่า บริษัทอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่เปิดใหม่มากมาย ใช้ของคุณภาพต่ำเพราะไม่มีการตรวจสอบตอนจัดตั้งบริษัทขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเรื่องการฮั้วกันของโรงแรมที่พัก ซึ่งจัดอาหารที่อาจส่งผลต่อการปีนเขาของผู้มาพัก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พวกเขาป่วยหรือประสบอุบัติเหตุเพื่อจะได้ใช้บริการโรงพยาบาลหรือบริษัทเฮลิปคอปเตอร์ช่วยเหลืออีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าที่ไหนมีเงิน ที่นั่นย่อมมีคนที่อยากจะได้มันโดยไม่สนวิธีการ และถึงตอนนี้ปัญหาดังกล่าวมากขึ้นจนปะทุและผู้เกี่ยวข้องไม่อาจจะอยู่เฉยได้อีกต่อไป

 

เริ่มใหม่ไม่สาย

ปัจจุบันทางการเนปาลเริ่มมีการพูดถึงการตั้งกฎใหม่เพื่อลดความเสี่ยงทั้งหมดที่กล่าวไป โดยว่ากันว่าต่อไปนี้หากใครคิดจะขึ้น เอเวอเรสต์ พวกเขาต้องมีประวัติเคยพิชิตยอดเขาอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงบนเทือกเขาหิมาลัย ที่มีความสูงระดับ 6,500 เมตรมาก่อน นอกจากนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันเรื่องความฟิตและความพร้อมให้มากที่สุด ที่สำคัญยังมีการบังคับให้ต้องมีไกด์ชาวเชอร์ปานำทางด้วย 


Photo : nationalpost.com

นี่คือการเริ่มแก้ปัญหาโดยเบื้องต้น โดยเริ่มกันที่คนปีนก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายปัญหาที่ต้องแก้ แต่อย่างน้อยๆ เริ่มช้าก็ยังดีกว่าไม่เริ่มเลย

สิ่งที่ต้องกังวลคือภายใต้ใบอนุญาตใหม่ที่ยากกว่าเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะถูกเพิ่มจาก 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 1 ล้านบาท   

เพราะตัวเงินที่สูงขึ้นอาจจะทำให้การทุจริตไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็ตามทนกลิ่นหอมของมันไม่ไหว และทำลายสิ่งที่หลายคนอยากจะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างง่ายดาย ... 

ชีวิตไม่ใช่ของเล่น และการให้ความเคารพธรรมชาติคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรพึงสำนึก สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการผลักดันคนเห็นแก่ตัวออกไปจากระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษามนต์ขลังของเอเวอเรสต์เอาไว้สืบต่อไป 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/world/2019/aug/14/nepal-sets-new-rules-for-everest-climbers-after-deadly-season 
https://gearjunkie.com/fake-climbing-permits-everest-2018
https://learningenglish.voanews.com/a/who-should-climb-everest-/4938988.html
https://www.nytimes.com/2019/05/26/world/asia/mount-everest-deaths.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง