mainstand

Feature

เรียว มิยาอิจิ : เทพยูทูบ และวอนเดอร์คิด FM ชาวญี่ปุ่น ที่ล้มเหลวในโลกจริง?



“ผมตั้งหน้าตั้งตารอที่จะช่วยเขาเติมเต็มศักยภาพที่นี่ ที่อาร์เซนอล” อาร์เซน เวนเกอร์ อดีตกุนซือของปืนใหญ่กล่าว

เมื่อราว 8 ปีก่อน ได้มีนักเตะญี่ปุ่นคนหนึ่งสร้างความฮือฮาในโลกลูกหนัง หลังได้เซ็นสัญญากับ อาร์เซนอล ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ตั้งแต่ยังไม่จบชั้นมัธยมปลาย 

“เรียว มิยาอิจิ” คือชื่อของเขา แต่บางคนอาจจะรู้จักกับเขามาก่อนหน้านั้น จากไฮไลต์ในยูทูบที่ดูโดดเด่นสมัยที่ลงเล่นให้ทีมโรงเรียน ในศึกฟุตบอลมัธยมปลายชิงแชมป์แห่งชาติญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ การได้ย้ายมาเล่นในยุโรป ยังทำให้เขาถูกประเมินว่า “เด็กมหัศจรรย์” ของเกม Football Manager เกมคุมทีมฟุตบอลชื่อดัง ที่ถ้ามีโอกาสต้องซื้อไปร่วมทีมให้ได้ 

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อมิยาอิจิ ได้เล่นให้ทัพปืนใหญ่ในลีกเพียงแค่นัดเดียว ตลอด 4 ปีในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดียม เกิดอะไรขึ้นกับเขา ร่วมติดตามไปพร้อมกับ Main Stand 

ฟุตบอลมัธยมปลายสร้างชื่อ 


Photo : Sky Sports

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติมัธยมปลายหรือ “ศึกชิงแชมป์ฤดูหนาว”  ถือเป็นหนึ่งในสังเวียนอันศักดิ์สิทธิ์ของของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น เมื่อนักเตะระดับทีมชาติมากมาย ที่สร้างชื่อมาจากเวทีแห่งนี้ 

ไล่เรียงตั้งแต่ ฮิเดโตชิ นาคาตะ, ชุนซุเกะ นาคามูระ, ชินจิ โอคาซากิ มาจนถึงชุดทีมชาติปัจจุบันอย่าง ยูยะ โอซาโกะ ก็ล้วนผ่านรายการนี้มาแล้วทั้งสิ้น 

เช่นเดียวกับ เรียว มิยาอิจิ เขาคือนักเตะที่ได้รับการจับตามองตั้งแต่ศึกชิงแชมป์ทั่วประเทศครั้งที่ 88 ในช่วงปลายปี 2009 หลังพาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยจูเกียว จากจังหวัดไอจิ บ้านเกิด เข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย 

แม้ว่าทีมจะจอดป้ายเพียงแค่รอบ 2 แต่ลีลาการลากเลื้อยอันน่าตื่นตาก็ทำให้เขาได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนักเตะผลงานเด่นของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา สำหรับนักเตะที่ไม่ได้มาจากทีมแชมป์ และที่สำคัญเขาเพิ่งอยู่แค่ชั้น ม.5 เท่านั้น 

สิ่งนี้ก็ไปเข้าตา อาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือของอาร์เซนอลในตอนนั้นที่ชอบปั้นเด็กเข้าอย่างจัง จึงได้เชิญ มิยาอิจิ มาทดสอบฝีเท้ากับทัพปืนใหญ่ในช่วงหน้าร้อนปี 2010 และดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ผลงานของเขาในการทดสอบฝีเท้าประทับใจโค้ชชาวฝรั่งเศสมาก จนได้รับสัญญาอาชีพ และย้ายมาอยู่กับอาร์เซนอล ในเดือนมกราคม 2011 

“เรียวมีความสามารถที่ยังไม่ได้ขัดเกลาซึ่งทำให้สโมสรทั่วโลกสนใจเขา ผมตั้งหน้าตั้งตารอที่จะช่วยเขาเติมเต็มศักยภาพของตัวเองที่นี่” เวนเกอร์กล่าว 


Photo : Sky Sports

แน่นอนว่าดีลในครั้งนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วญี่ปุ่น เพราะนอกจากมิยาอิจิ จะได้สัญญาอาชีพตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมปลาย ชนิดว่าไม่มีโอกาสได้ร่วมพิธีจบการศึกษา เขายังเป็นนักเตะที่ได้เซ็นสัญญากับทีมใหญ่จากยุโรปโดยที่ไม่เคยผ่านเวทีเจลีกมาก่อนอีกด้วย 

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นการผจญภัยอันยาวนานในยุโรปของเขา 

เรียวดินโญ  

แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์เล่นในลีกระดับอาชีพมาก่อน แต่มิยาอิจิ ก็ทำได้อย่างไม่เคอะเขิน หลังถูกปล่อยให้ เฟเยนูร์ด ในลีกเนเธอร์แลนด์ ยืมตัวระหว่างรอใบอนุญาตทำงาน เขาก็สร้างปรากฎการณ์ได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ลงสนาม 

เพราะแค่เพียงนัดที่ 2 ของการลงเล่นกับเฟเยนูร์ด เรียว ก็สามารถเบิกประตูแรกในชีวิตนักเตะอาชีพได้สำเร็จ หลังซัดด้วยซ้ายเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้ทีมเอาชนะ เฮราเคิลส์ 2-1 พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมนัดนั้นไปครอง พ่วงด้วย 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของลีกอีกตำแหน่ง 


Photo : www.mirror.co.uk

ประตูดังกล่าวไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นที่งดงามสำหรับมิยาอิจิ แต่ยังทำให้เขาจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นนักเตะชาวญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุด ที่สามารถทำประตูได้ในลีกยุโรป ด้วยวัย 18 ปี 1 เดือน 29 วัน ทำลายสถิติเดิมของ ทาคายูกิ โมริโมโต สมัยมาเล่นให้ คาตาเนีย ได้สำเร็จ 

ก่อนที่ครึ่งฤดูกาลแรกในฐานะนักเตะอาชีพ เรียว ทำผลงานได้อย่างน่าตื่นตา ซัดไป 3 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ จาก 12 นัดที่ลงสนาม จนได้รับการยกย่องจากสื่อแดนกังหันลม และจากลีลาการลากเลื้อยที่เนียนตาของเขา ยังทำให้ถูกตั้งฉายาว่า “เรียวดินโญ” โดยมีที่มาจาก โรนัลดินโญ ตำนานชาวบราซิล 

ผลงานดังกล่าวทำให้เวนเกอร์ไม่รอช้าที่จะดึงตัวเขากลับ พร้อมเดินเรื่องขอใบอนุญาตทำงานอีกครั้ง และครั้งนี้พวกเขาก็ได้รับข่าวดี เมื่อเรียวได้รับเวิร์คเพอร์มิต หลังเวนเกอร์ และสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ช่วยกันรวบรวมหลักฐานยืนยันว่าเขาคือนักเตะพรสวรรค์อนาคตไกล 

“เรียว มีเทคนิคที่เป็นธรรมชาติ เขามีสมดุลที่ยอดเยี่ยม และความเร็วระดับปรากฎการณ์ การผ่านบอลและลูกครอสของเขาอยู่ในระดับสูง เขาเป็นนักเตะที่น่าตื่นตา” เวนเกอร์กล่าวผ่านหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของอาร์เซนอล  

“เขามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับ เฟเยนูร์ด ที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เรากำลังรอที่จะได้เห็นการมีส่วนร่วมของเขาในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงกับอาร์เซนอล”  


Photo : www.mirror.co.uk

อย่างไรก็ดี ในฤดูกาล 2011-12 เขาได้อยู่กับอาร์เซนอลเพียงแค่ครึ่งฤดูกาล และได้ลงสนามไปเพียงแค่ 2 เกมในศึกลีกคัพเท่านั้น ทำให้ตอนตลาดหน้าหนาวเปิดทำการ เขาต้องย้ายทีมอีกครั้งด้วยสัญญายืมตัว โดยเป็น โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส เพื่อนร่วมลีกที่รับไปดูแล

และที่รีบอค สเตเดียม ทำให้เขากลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง มิยาอิจิ ประเดิมสนามได้อย่างสุดยอด หลังประเดิมประตูแรกได้ทันที ช่วยให้ทีมเอาชนะมิลวอลล์ 2-0 ในศึกเอฟเอ คัพรอบที่ 3 

“เรียวมีความสามารถที่เหลือเชื่อมาก เขามีความเร็วที่เอาไว้ทำลายคู่แข่งคู่แข่ง เขาเร็วระดับฟ้าแลบ และมีสเต็ปเท้าที่ยอดเยี่ยม เขายังดีกว่านี้ได้อีก” โอเวน คอยล์ กุนซือของโบลตันในตอนนั้นกล่าว 

“เมื่อเขาได้โอกาส เขาแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาสามารถทำอะไรได้ สุดท้ายผลลัพท์ก็จะกลายเป็นตัวตัดสินทุกสิ่ง เมื่อเขาได้บอล บางสิ่งก็จะเกิดขึ้น”

เรียว เข้ากับโบลตันได้อย่างแนบเนียน เขากลายเป็นตัวลากเลื้อยประจำทีม และถูกส่งลงสนามบ่อยครั้ง เขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับทีมใหม่และกลายเป็นขวัญใจแฟนบอล แถมยังเคยได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของสโมสรในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 มาแล้ว

ในตอนนั้นเขาได้รับการคาดหวังว่าจะกลายเป็นดาวดวงใหม่ของญี่ปุ่น เพราะมิยาอิจิ เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 20 ปี เท่านั้น เขาทำได้ดีในการค้าแข้งในลีกระดับสูงอย่างพรีเมียร์ลีก ทั้งที่ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ยังเป็นเพียงนักเตะระดับมัธยมปลาย ซึ่งมันถือเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดมาก

“การได้ฝึกซ้อมกับเขาทุกวัน ผมให้เขาอยู่ในกลุ่มเดียวกับ แจ็ค วิลเชียร์ และ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ เขาจะเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเตะของพรีเมียร์ลีกในอนาคต” เกรตา สเตนสัน อดีตเพื่อนร่วมทีมโบลตันกล่าวกับ The Telegraph 

“ในการฝึกซ้อมเรามีนักเตะที่ตัวใหญ่และแข็งแกร่ง และเขาก็ต้องเจอกับพวกนี้ เขามีทักษะอย่างแท้จริง เขาเร็วมาก และแน่นอนว่าเขาจะเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง”
 
อย่างไรก็ดี สิ่งที่พวกเขาหวังเอาไว้ มันกลับไม่เคยเกิดขึ้น 

เจ็บซ้ำซ้ำ เจ็บช้ำช้ำ

 


photo : Reuters 

ชีวิตกับโบลตัน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดบนเกาะอังกฤษของมิยาอิจิ เมื่อหลังจากนั้น เขามีสถานะเป็นเพียงนักเตะตัวยืม หลังถูกปล่อยให้หลายทีมยืมตัวไปใช้งาน ตั้งแต่ วีแกน แอธเลติก ไปจนถึง ทเวนเต ในเอเรดิวิซีลีก จนหมดสัญญากับอาร์เซนอล และย้ายไปร่วมทีม ซังต์ เพาลี ในปี 2015 

ตลอด 4 ปีกับอาร์เซนอล เรียว ลงเล่นให้ทัพปืนใหญ่ไปเพียงแค่ 7 นัด แม้ว่าเขาจะได้รับโอกาสล้ำค่าในการลงสนามในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกถึง 2 นัด แต่เกมลีกกลับตรงกันข้าม เขาได้สัมผัสเกมเพียงแค่นัดเดียว แถมยังอยู่ในสนามไม่ถึง 20 นาที 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มิยาอิจิ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากก็คือ อาการบาดเจ็บ เขาเป็นนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยมากมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับอาร์เซนอล จนแม้แต่ตอนย้ายไปเล่นในเยอรมันกับ ซังต์ เพาลี ก็ยังหนีไม่พ้น 

ด้วยสไตล์การเล่นของเรียว ที่ชอบลากเลื้อย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นเป้าของคู่แข่ง บวกกับความเร็วของเขาในระดับวิ่ง 100 เมตรในเวลาเพียงแค่ 10.84 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับนักฟุตบอล และการวิ่งเต็มฝีเท้าก็กลายเป็นดาบสองคมทำให้เขาเจ็บง่ายยิ่งขึ้น 


Photo : Sky Sports

มิยาอิจิ เจอกับอาการบาดเจ็บมาเกือบทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานอย่างเจ็บข้อเท้า ที่ต้องพักราว 1-3 เดือน เจ็บเอ็นหลังหัวเข่าที่ต้องพักราว 3 สัปดาห์ ไปจนถึงกล้ามเนื้อฉีกที่ต้องหยุดเล่นไปเกือบปี

แต่ที่หนักสุดสำหรับเขา คืออาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีกขาด ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่กลับเกิดขึ้นถึงสองหนในสมัยที่เล่นให้กับ อาร์เซนอล และ ซังต์ เพาลี จนทำให้พลาดโอกาสลงสนามรวมเป็นระยะเวลาถึง 495 วัน หรือเกือบหนึ่งปีครึ่งเลยทีเดียว

“ตอนที่ผมได้รับบาดเจ็บ ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ทุกสิ่งในด้านลบบนโลกใบนี้เข้ามาทำร้ายร่างกายผมไปทุกอย่าง ผมรู้สึกแบบนั้น ผมเอาแต่เช็คเรื่องเอ็นไขว้หน้าทาง Yahoo ตลอด” มิยาอิจิ กล่าวกับ Nikkan Sports 

อาการบาดเจ็บไม่เพียงส่งผลทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อจิตใจ มันเป็นเหมือนฝันร้ายที่คอยหลอกหลอน และยิ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ มันก็ยิ่งส่งผลในด้านลบที่ทำให้นักเตะบางคนไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีกเลย 

แต่สำหรับ มิยาอิจิ ปัญหาของเขา มันไม่ได้มีแค่นั้น 

สูญเสียตัวตน 

อันที่จริงในปี 2010 ที่มิยาอิจิ เดินทางมาทดสอบฝีเท้า อาร์เซนอล ไม่ใช่สโมสรเดียว ที่เชิญเขามาร่วมฝึกซ้อม แต่ยังมี อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ยอดทีมแห่งแดนกังหันลมผู้เลื่องชื่อในการปั้นดาวรุ่ง ที่เข้ามาร่วมแจมอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม 

แต่อย่างที่ทราบดีสุดท้าย มิยาอิจิ ก็ตัดสินใจเลือกอาร์เซนอล จากการเป็นยักษ์ใหญ่ในลีกระดับท็อป แถมยังอุดมไปด้วยนักเตะระดับโลกมากมาย ที่เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับตัวเขามากกว่า  

“ผมอยากเรียนรู้จากนักเตะระดับโลก มันมหัศจรรย์มากที่ได้เล่นกับพวกเขาที่นี่แม้จะเป็นแค่การฝึกซ้อม อย่างที่ผมเคยบอกไว้ มันทำให้คุณกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าเดิมจริงๆ” มิยาอิจิกล่าวเมื่อปี 2013 

แน่นอนว่าการได้เล่นหรือซ้อมกับนักเตะระดับสูง ย่อมส่งผลดีในแง่การพัฒนาฝีเท้า ซึ่ง มิยาอิจิ ก็เห็นด้วยตรงจุดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นแรงกดดันต่อตัวเขาในการไล่ตามนักเตะเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว  

“สมัยก่อนตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น การได้เล่นกับทีมใหญ่ ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าในฐานะมืออาชีพ ผมมองผลลัพธ์เป็นสิ่งสำคัญ” มิยาอิจิ ย้อนความหลังกับ Nikkan Sports  

“ในตอนนั้นผมก็มองแค่ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่จะให้เกิดผลลัพธ์มันต้องมีทั้งการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ที่บางครั้งอาจจะได้รับบาดเจ็บ แต่จริงๆ แล้วผลลัพธ์มันไม่ใช่สิ่งที่ออกมาได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา”

“ผมเป็นคนใจร้อนอยู่เสมอ ผมอยากได้ผลลัพธ์ไวๆ การไปต่างประเทศ พอมองไปรอบๆ ทุกคนในสโมสรใหญ่จะค่อยๆ ก้าวขึ้นไปเสมอ อย่างเนย์มาร์ ก็อยู่รุ่นเดียวกับผม ผมรู้สึกร้อนรนทุกวัน ผมอยากจะไล่ตามพวกเขา อยากทำให้ได้ ผมต้องทำให้ได้”

การรายล้อมไปด้วยนักเตะระดับโลก ตอนที่เล่นให้กับ อาร์เซนอล ทำให้เขาพยายามเลียนแบบการเล่นของนักเตะเหล่านั้น เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นนักเตะระดับท็อป  แต่เมื่อไรไม่รู้ที่เขาได้สูญเสียตัวตนของตัวเองไปแล้ว 

“ตอนอยู่อาร์เซนอล ผมไม่ได้คิดถึงความเร็วที่เป็นจุดเด่นเฉพาะตัวของผมเลย ตอนนี้เมื่อนึกถึงความเร็ว ก็ทำได้อยู่นะ แต่ตอนนั้นผมไม่เห็นอะไรเลย คนรอบตัวผมเขาเก่งเกินไป ผมรู้สึกสูญเสียความมั่นใจว่าอย่างผมน่ะคงไม่ไหว”  มิยาอิจิกล่าวต่อ

“การจ่ายบอลของ (เมซุต) โอซิล มันดีนะ การจ่ายบอลแบบนั้น ไม่ต้องรีบวิ่งก็ได้  ตอนนั้นอยากเป็นแบบโอซิล ไม่ได้มองตัวเองเลย จริงๆ แล้ว สนามหญ้าบ้านข้างๆ ก็ไม่ได้เขียวไปกว่าผมหรอก แต่ตอนนั้นผมเรียกร้องในสิ่งที่ผมไม่มีมากเกินไป ก็เลยสูญเสียตัวตนของตัวเอง”  


Photo : hotnews24h.info

นั่นจึงทำให้เขา ไม่สามารถกลับมาเป็นมิยาอิจิ คนเดิมที่เคยสร้างปรากฎการณ์สมัยที่เล่นให้กับ เฟเยนูร์ด ได้อีกเลย บวกกับอาการบาดเจ็บซ้ำๆ ที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำในฐานะนักเตะที่ไม่ประสบความสำเร็จในยุโรป 

อย่างไรก็ดี เขาเป็นนักเตะที่ล้มเหลวอย่างนั้นหรือ? 

นักฟุตบอลคนหนึ่ง   

ปัจจุบัน มิยาอิจิ อยู่กับ ซังต์ เพาลี มาเป็นฤดูกาลที่ 4 หลังจากต้องพักไปเกือบสองเดือนในช่วงท้ายฤดูกาล 2017-2018 อาการบาดเจ็บหนักก็ดูจะไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเขาอีกเลยเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว

เขาได้ลงเล่นตลอดทั้งฤดูกาลเมื่อซีซั่น 2018-19 ที่ผ่านมา และทำผลงานได้ไม่เลว ยิงไป 5 ประตูจาก 25 นัด แม้อาจจะไม่สามารถพาทีมเลื่อนชั้น แต่เขาก็มีความสุขกับสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ 


Photo : hotnews24h.info

“ในที่สุดผมก็ได้กลายเป็นนักฟุตบอล เป็นนักฟุตบอลคนหนึ่ง ได้ออกไปซ้อมทุกวันโดยไม่เจ็บ เปลี่ยนเป็นชุดซ้อม ออกไปเตะฟุตบอล และเตรียมตัวสำหรับสุดสัปดาห์” มิยาอิจิ ระบายความรู้สึกกับ Nikkan Sports  

“จนถึงตอนนี้ การไม่มีอาการบาดเจ็บถือเป็นฤดูกาลที่ดี ฤดูกาลนี้ผมไม่พลาดลงสนามเพราะการบาดเจ็บเลย มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก การได้ฝึกซ้อมทุกวันโดยไม่ขาด เป็นสิ่งที่ผมดีใจมากๆ”

มิยาอิจิ เติบโตขึ้นมากจากในอดีต เวลาในช่วงวัยรุ่นของเขาถูกใช้ไปเพื่อเรียนรู้ เขาพยายามเปลี่ยนแปลงการเล่น และรู้ว่าควรเล่นแบบไหน แม้ว่าตอนนี้เขาอาจจะไม่ดุดันเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อเอาตัวรอดในลีกที่โหดหินในยุโรป 

ตอนที่กำลังฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บสมัยอยู่อาร์เซนอล ผมรู้สึกว่าที่นี่เท่านั้นที่ทำให้ผมมีชีวิตต่อไปได้ จากนั้นผมก็เลยพยายามวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้น ตอนที่อยู่อาร์เซนอล ผมอาจจะเร็วก็จริง ผมก็แค่แสดงให้เห็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาเท่านั้น แค่นั้นจริงๆ และหลังจากนั้นผมก็บาดเจ็บ” 

“ตอนนี้ผมฝึกวิธีวิ่งที่จะไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ ผมขัดเกลาอาวุธของตัวเองให้เร็วและแข็งแกร่งขึ้น (ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ) ที่ไม่ใช่แค่เชิงประสาทสัมผัส ตอนนี้ผมทำจุดแข็งของผมโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก”

ในขณะเดียวกัน แม้ว่ามิยาอิจิ จะค้าแข้งมาแล้ว 9 ฤดูกาล แต่เขาเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น เขายังมีเวลาค้าแข้งอีกพักใหญ่ และยังมีเป้าหมายที่จะกลับไปติดทีมชาติอีกครั้งหลังเคยติดธงครั้งล่าสุดเมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ในปี 2012

Photo : Sky Sports

“ท้ายที่สุด ผมออกมาเล่นต่างประเทศก็เพื่อติดทีมชาติญี่ปุ่นไปฟุตบอลโลกนะ” 

มันจึงเร็วไปที่จะตัดสินว่าเขาล้มเหลว แม้กระทั่งทุกวันนี้ เขายังเป็นอนาคตของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น และกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น มันไม่สายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ และเส้นทางของเขาก็ยังอีกยาวไกล 

“ตอนนี้ผมไม่ร้อนรนอีกแล้ว การไม่ร้อนรนมันน่าจะดีกว่า เพราะมันทำให้เราได้สนุกกับฟุตบอล ตอนนี้การได้เป็นนักฟุตบอลมันก็มีความสุขมากแค่ไหนแล้ว” มิยาอิจิ ทิ้งท้าย 

แหล่งที่มา: 

https://www.planetfootball.com/quick-reads/the-seven-stages-of-ryo-miyaichis-career-japanese-messi-to-comeback-kid/ 
https://bleacherreport.com/articles/1133191-ryo-miyaichi-is-he-arsenals-and-the-w 
https://www.shoot.co.uk/football-mysteries-why-did-ryo-miyaichi-fail-to-make-the-grade-at-arsenal/ 
https://www.nikkansports.com/sports/column/wall/news/201904120000374.html

https://www.telegraph.co.uk/sport/football/teams/arsenal/8523791/Arsene-Wenger-impressed-by-Ryo-Miyaichi-progress-as-Japan-striker-presses-claims-for-place-in-first-team-squad.html 

https://www.transfermarkt.us/ryo-miyaichi/verletzungen/spieler/129688 
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง