mainstand

Feature

The Last Shot : วีรกรรมปีศาจส่งท้ายที่ทำให้ ไมเคิล จอร์เเดน กลายเป็นเทวดา?



ย้อนกลับไปเมื่อปี 1995 คำถามที่ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในวงการบาสเกตบอลคือ "ไมเคิล จอร์แดน ที่หวนกลับสู่ NBA อีกครั้ง จะยังโชว์ฟอร์มเทพได้หรือไม่?"


 

แฟนบาสทุกคนน่าจะทราบดีว่า MJ ประกาศเลิกเล่นไปเมื่อปี 1993 ด้วยสาเหตุ "หมดความท้าทาย" ทั้งการคว้าแชมป์ NBA 3 สมัยติดกับ ชิคาโก บูลส์ รวมถึงเรื่องเศร้านอกสนามกับการจากไปของ เจมส์ จอร์แดน บิดาผู้เป็นที่รักจากเหตุฆาตกรรม โดยหนึ่งในสิ่งที่เจ้าตัวทำ คือการเบนเข็มสู่การเป็นนักเบสบอลอาชีพ ซึ่งเป็นกีฬาที่พ่อรัก แต่ถึงแม้จะเลิกเล่นไปราวๆ 1 ปีครึ่งก็ตาม เมื่อหวนกลับคืนมาอีกครั้งในสีเสื้อบูลส์ทีมเดิม เขาก็ไม่ทำให้แฟนๆ ทั่วโลกต้องผิดหวังแต่อย่างใด

แต่สำหรับบางคน กลับไม่ให้ความยอมรับในเรื่องดังกล่าว เมื่อไมค์อาจสร้างความสำเร็จด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง?

 

การกลับมาของตำนาน

หลังกลับมาลงสนามอีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาล 1994-95 จอร์แดนลุยต่อ ด้วยการนำทีมบูลส์จบฤดูกาล 1995-96 ช่วงฤดูกาลปกติด้วยสถิติ ชนะ 72 แพ้ 10 ดีที่สุดตลอดกาลในขณะนั้น (สถิติปัจจุบันคือ โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ฤดูกาล 2015-16 สถิติ 73-9) และคว้าแชมป์ NBA เป็นสมัยที่ 4 โดยที่ตัวเขาเองนั้นได้ MVP ทั้งในฤดูกาลปกติและรอบชิงชนะเลิศ ถือเป็นการลบคำสบประมาทที่ว่า "กลับมาแล้วฝีมือจะตกลง" ได้อย่างราบคาบ


Photo : www.si.com

ไม่เพียงแค่นั้น ในปีถัดมา ฤดูกาล 1996-97 ไมเคิล จอร์แดน ยังตอกย้ำให้ทุกคนรู้เข้าไปอีกว่าเขาคือสุดยอดผู้เล่นของยุค โดยพาบูลส์คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 5 และตัวเองก็ได้ตำแหน่ง MVP ใน NBA Finals อีกครั้ง โดยครั้งนี้ ยังเป็นการคว้าแชมป์ในบ้านอีกด้วย เนื่องจากพวกเขาสามารถปิดซีรี่ส์ ชนะ ยูท่าห์ แจ๊ซ ในเกมที่ 6 ณ ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ สนามเหย้าของพวกเขา (ในยุคนั้น ทีมที่มีสถิติดีกว่าจะได้เล่นที่บ้านตัวเองในเกม 1, 2, 6, 7 ในระบบ 2-3-2 ทว่าปัจจุบันใช้ระบบ 2-2-1-1-1 ซึ่งทีมสถิติดีกว่าจะได้เล่นที่บ้านในเกม 1, 2, 5, 7 โดยทีมใดได้ 4 เกมก่อน จะคว้าแชมป์ทันที)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในขณะขึ้นรับถ้วย แลรี่ โอไบรอัน หรือถ้วยแชมป์ NBA แฟนๆ จะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า "ครั้งที่ 6 ครั้งที่ 6" ซึ่งจอร์แดนก็ได้ตอบและพร้อมกับชูนิ้วด้วยว่า "แน่นอน แหวน 6 วง" นั่นทำให้จอร์แดนนั้นกลับมาเล่นกับบูลส์ต่ออีกในฤดูกาล 1997-98 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายของ ไมเคิล จอร์แดน กับ ชิคาโก้ บูลส์ ในวัย 35 ปี พร้อมย้ำอีกครั้งหลังเดินสายรับรางวัลต่างๆ ว่า

"เราจะคว้าแชมป์ครั้งที่ 6 มาให้กับแฟนๆ"

 

ฤดูกาลอันตะกุกตะกัก

ทว่าฤดูกาล 1997-98 ซีซั่นสุดท้ายของจอร์แดนกับบูลส์ ไม่ได้สวยหรูและราบรื่นสักเท่าไหร่ ตั้งแต่การที่คู่หูของไมค์คือ สก็อตตี้ พิพเพ่น ได้รับการบาดเจ็บ จนทางบอร์ดบริหารมีข่าวจะเทรดตัวของเขาไปทีมอื่น รวมถึง เดนนิส ร็อดแมน เริ่มที่จะหมดไฟ ทำให้บูลส์ในตอนนั้นมีปัญหาภายในรุมเร้าอย่างมาก ถึงขั้นมีกระแสข่าวว่า "นี่คือการรวมตัวของ 3 ประสาน จอร์แดน-พิพเพ่น-ร็อดแมน ฤดูกาลสุดท้าย" เพราะทุกคนนั้นหมดไฟ รวมถึง เจอร์รี่ ไรน์สดอร์ฟ เจ้าของทีมอยากจะสร้างทีมใหม่ เนื่องจากผู้เล่นหลักต่างอายุเยอะกันทั้งนั้น 


Photo : sneaker-peace.com

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากพิพเพ่นหายจากอาการบาดเจ็บ ร็อดแมนกลับมามีไฟ พร้อมกับจอร์แดนที่กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ให้ลุกขึ้นสู้และคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ให้ได้ นั่นทำให้บูลส์จบฤดูกาลปกติด้วยสถิติชนะ 62 แพ้ 20 เป็นอันดับที่ 1 ของ NBA ร่วมกับ ยูท่าห์ แจ๊ซ และต่อยอดด้วยชัยชนะในรอบเพลย์ออฟอย่างราบรื่น อาจจะมีสะดุดนิดนึงในรอบชิงแชมป์สายตะวันออกกับ อินเดียน่า เพเซอร์ส ที่นำโดย เรจจี้ มิลเลอร์ ซึ่งต้องเล่นถึงเกม 7 ซึ่งเป็นเกมตัดสิน

โดยก่อนเกมชิงดำดังกล่าว ไมเคิล จอร์แดน เครียดมาก ตัวเขาไม่ให้สัมภาษณ์สื่อใดๆ และคุยกับเพื่อนร่วมทีมแทบนับคำได้ ซึ่งพิพเพ่นเผยกับสื่อว่า "ไมค์ดูเครียดมาก เขาไม่คุยกับใครเลย แม้กระทั่งให้สัมภาษณ์ก่อนเกม เขามุ่งมั่นกับเกมนี้สุดๆ และพวกเราก็เช่นกัน เราต้องผ่านเกมนี้ไปให้ได้ เพื่อเข้าชิงชนะเลิศ และนำแหวนวงที่ 6 มาให้แฟนๆ"

ซึ่งสุดท้าย บูลส์ก็ได้เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน กับทีมเดิมที่เคยชนะในปีก่อนหน้าคือ ยูท่าห์ แจ๊ซ ที่มีคู่หู คาร์ล มาโลน และ จอห์น สต็อคตัน เป็นตัวหลัก ทว่าคราวนี้ แจ๊ซได้เปรียบในการเป็นเจ้าบ้านมากนัดกว่าบ้าง (ได้เล่นในบ้านเกม 1, 2, 6, 7) เนื่องจากพวกเขาเอาชนะได้ทั้ง 2 นัดที่เจอกันในฤดูกาลปกติ


Photo : bleacherreport.com

การเจอกันในครั้งนี้ถือเป็นมวยถูกคู่ ทั้งสองทีมแลกหมัดกันอย่างสูสี แต่ที่สุดแล้ว บูลส์ก็ยังข่มกว่านิดๆ เพราะแม้ในเกมแรก บูลส์จะแพ้แจ๊ซไปในช่วงต่อเวลาก็ตาม ทว่า 3 เกมถัดมาบูลส์ก็สามารถเอาชนะได้ แต่ก็มาพลาดท่าในเกมที่ 5 คารัง จนทำให้บูลส์นำซีรี่ส์อยู่ที่ 3-2

แม้ขออีกเกมเดียว พวกเขาก็จะเป็นแชมป์ แต่เกมที่ 6 พวกเขาต้องไปเล่นที่ เดลต้า เซ็นเตอร์ (ปัจจุบันใช้ชื่อ วิวินท์ สมาร์ท โฮม อารีนา) เมือง ซอล์ทเลค ซิตี้ บ้านของ ยูท่าห์ แจ๊ซ ซึ่งสนามแห่งนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,265 ฟุต หรือ 1,300 เมตร แถมในการวัดค่าเสียงดังของผู้ชมในตอนนั้น ยังสูงถึง 116 เดซิเบล ซึ่งถือเป็นเสียงเชียร์ที่ดังมาก เนื่องจากแฟนๆ ของแจ๊ซนั้นต่างคาดหวังว่าคู่หู มาโลน-สต็อคตัน จะสามารถพาแจ๊ซคว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้เสียที

 

เกมเปี่ยมเดิมพัน

ในเกมที่ 6 นั้น บูลส์เริ่มต้นได้ไม่ดีเท่าไหร่ แถมยังต้องเสียกำลังหลักอย่าง สก็อตตี้ พิพเพ่น ที่ออกจากสนามไปตั้งแต่ช่วงต้นเกมเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ และต้องเข้าล๊อคเกอร์รูมเพื่อประเมินอาการ นั่นทำให้เหลือคีย์แมนเพียงจอร์แดนกับร็อดแมนเท่านั้น 


Photo : www.sportscasting.com

บูลส์ต้องการแชมป์สมัยที่ 6 ในรอบ 8 ปี ก่อนที่ผู้เล่นหลักนั้นจะกระจัดกระจายไปคนละทางตามที่คาดการณ์ ส่วนแจ๊ซต้องการยื้อไปให้ถึงเกมสุดท้าย เพื่อต่อฝันแชมป์สมัยแรกให้กับสโมสร ซึ่งเกมในวันนั้นคับเขี่ยวกันอย่างมาก 

"มันเป็นเกมที่ดุเดือดมากๆ สก็อตตี้ต้องออกจากสนามไป ในตอนนั้นฟิลสั่งให้ผมช่วยไมค์ให้มากขึ้น และทำทุกอย่างที่จะทำได้ เราต้องการเกมนี้" โทนี่ คูโคช ฟอร์เวิร์ดหน้าหล่อของบูลส์เปิดเผยหลังจบเกมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ด้วยเดิมพันสูงส่ง ทำให้เกมนี้เป็นไปอย่างสูสี ทั้งสองทีมบดกันมาตลอดแบบไม่มีใครยอมให้ทำแต้มทิ้งห่าง จนกระทั่งใน 1 นาทีสุดท้ายของเกม แจ๊ซนำบูลส์อยู่ 86-83 ไมเคิล จอร์แดน ตัดสินใจเข้าวาง 2 คะแนน ทำให้สกอร์นั้นตามอยู่ 1 คะแนนที่ 86-85 แต่อย่างไรก็ตามแจ๊ซจะได้เป็นฝ่ายบุกในช่วงเวลาที่เหลือ ...

 

จังหวะสุดท้าย

และใน 18.9 วินาทีที่เหลือนั้นเอง เมื่อ คาร์ล มาโลน ได้บอลในมือ ไมเคิล จอร์แดน อ้อมมาจากด้านหลังและขโมยบอลไป ทำให้บูลส์นั้นได้บุกกลับ และมีโอกาสที่จะทำแต้มแซงชนะ แม้ว่าแจ๊ซจะนำอยู่ 1 คะแนนก็ตาม 


Photo : www.basketinside.com

จอร์แดนเริ่มเซ็ทเพลย์บุกด้วยการเลี้ยงบอลขึ้นมาจากฝั่งตนเอง และให้ทุกๆ คนฉีกออกไปด้านข้าง เพื่อจอร์แดนจะได้ดวลตัวต่อตัวกับ ไบรอน รัสเซลล์ การ์ดจากฝั่งแจ๊ซที่อาสาเข้ามาประกบตัวเขา และจอร์แดนก็ได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัว ครอสโอเวอร์ให้รัสเซลล์เสียหลัก แล้วยิง 2 คะแนนสำคัญลงไปในระยะ 17 ฟุต ในขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 5.2 วินาทีเท่านั้น 

นั่นคือสกอร์สุดท้ายของเกม บูลส์ชนะแจ๊ซด้วยคะแนน 87-86 และได้แชมป์ NBA เป็นครั้งที่ 6 ในที่สุด ซึ่งถือเป็นการคัมแบ็คอย่างสวยงาม รวมถึงลูกสุดท้ายที่จอร์แดนชู้ตลงในเกมทำให้บูลส์คว้าแชมป์นั้น ได้รับการขนานนามว่า "The Last Shot" หรือลูกยิงลูกสุดท้ายของ ไมเคิล จอร์แดน กับ ชิคาโก บูลส์ 

"นี่เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เป็นเกมที่ไมเคิลเล่นดีที่สุดเลย เขาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ และพิสูจน์อีกคร้ังให้เราเห็นแล้วว่าเขาทำได้ เขาคือฮีโร่อย่างแท้จริง" โค้ช ฟิล แจ๊คสัน บรรยายถึงความสามารถของจอร์แดนหลังจบการแข่งขัน

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับความสุดยอดดังกล่าวได้อย่างสนิทใจ ...

 

เกมจบ...คนไม่จบ

ความพ่ายแพ้ 2 ปีติดของ ยูท่าห์ แจ๊ซ กับทีมๆ เดียวนั้นเป็นสิ่งที่ฝังใจพวกเขามาก และในลูก The Last Shot นี้เอง เรื่องราวกลับไม่จบง่ายๆ อย่างที่แฟนๆ บูลส์ และแฟนๆ ทั่วโลกของจอร์แดนอยากให้เป็น


Photo : www.dailyherald.com

สาเหตุก็เพราะในจังหวะที่จอร์แดนนั้นโยกหลบ ไบรอน รัสเซลล์ เพื่อยิงลูกสุดท้ายนั้น รัสเซลล์ได้ล้มลงกับพื้นไปทั้งตัวก่อนที่จอร์แดนจะยิงลงไป นั่นทำให้แฟนๆ ของแจ๊ซนั้นต่างไม่พอใจ และพยายามที่จะบอกว่า "จอร์แดนนั้นฟาล์ว" เนื่องจาก MJ ได้เอาเอามือซ้ายไปผลักรัสเซลล์จนล้มลง ก่อนจะยิงลูกแห่งตำนานลูกนั้นลงไป 

เรื่องราวได้บานปลายไปกันใหญ่ เมื่อกลุ่มแฟนๆ ของแจ๊ซได้รวมตัวกันประท้วง เพื่อต้องการให้เกมแห่งความทรงจำนี้เป็นโมฆะ โดยมีการเรียกร้องให้ NBA สอบสวนจังหวะปัญหา แถมสื่อในรัฐยูท่าห์ยังช่วยโหมกระแส นำเสนอข่าวนี้กันอย่างวงกว้าง 

Deseret News หนังสือพิมพ์ประจำรัฐยูท่าห์ โดย ทอม สมาร์ท นักข่าวของสำนัก ได้สัมภาษณ์ ไบรอน รัสเซลล์ ผู้เล่นที่ประกบจอร์แดนในเพลย์สุดท้ายด้วย และได้คำตอบว่า "ผมรู้ว่าพวกคุณจะพูดอะไร เขา (จอร์แดน) ไม่สามารถผ่านผมไปได้หรอก โลกทั้งโลกก็เห็นกันหมดแล้ว มือของเขานั้นผลักผมเล็กน้อย และนั่นทำให้ผมล้มลง ก่อนที่จะยิงลูกนั้นลงไปได้"

ด้วยความที่จอร์แดนนั้นเก่งกาจจนมีคู่ปรับมากมายเต็มไปหมด จึงไม่แปลกที่จะมีพวกเขาเหล่านั้นร่วมจองกฐิน หนึ่งในนั้นคือคู่กัดของไมค์ในยุค 1980’s อย่าง ไอเซย์ โธมัส ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทันควันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า มือซ้ายของจอร์แดนนั้นผลักรัสเซลล์จริง แถมยังซ้ำด้วยว่า อุบายของจอร์แดนนั้นมันมากเกินกว่าที่กรรมการจะรับมือทัน 

"คุณไปดูมือซ้ายของจอร์แดนสิ เขาพยายามจะผลักรัสเซลล์ให้ได้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับจอร์แดนจริงๆ คือ เขามีกลอุบาย ทริคต่างๆ เยอะแยะมากมาย นั่นทำให้ยากที่จะป้องกันเขาได้"

 

นาทีนั้นจากกรรมการ

การประท้วงจังหวะปัญหานั้นจริงจังถึงขนาดที่แฟนๆ ของแจ๊ซได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยัง NBA รวมถึงบานปลายถึงศาลประจำรัฐ เพื่อให้เปิดการสอบสวนในเรื่องนี้


Photo : www.deseret.com

แม้ไม่สามารถนำเรื่องนี้ไปขึ้นศาลยุติธรรมได้ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข้อสงสัย แต่สื่อก็ได้มีนำเอาเรื่องนี้ไปคุยกับ แมทธิว ดูแรนท์ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา แห่งรัฐยูท่าห์ ซึ่งท่านได้ตอบว่า "บางคนโต้แย้งว่าไม่ได้มีการผลักในจังหวะนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนๆ บูลส์ทั้งนั้น จริงอยู่ที่เรื่องนี้มันไม่สามารถนำขึ้นไปว่าความได้ แต่ถ้าถามผม มันก็เป็นการผลักนะ ซึ่งผมก็ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจประเด็นเหล่านี้หรอก" อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาดูแรนท์ได้เน้นย้ำว่า ไม่มีทางสามารถที่จะไปเปลี่ยนประวัติศาสตร์นี้ได้

แต่แฟนๆ แจ๊ซไม่หยุดเพียงแค่นั้น ประเด็นนี้เริ่มลุกลามมากขึ้น จนกระทั่งสื่อหลายเจ้านั้นได้ไปสัมภาษณ์กรรมการที่ตัดสินในเกมนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ แดนนี่ ครอวฟอร์ด กรรมการผู้มากประสบการณ์ และอยู่ใกล้กับเหตุการณ์ดังกล่าวมากที่สุด

"วันนั้นเสียงเชียร์ดังมาก ผมจำได้ว่า จบเกมไปแล้วแฟนๆ ยังโห่ใส่พวกเรา (ผู้ตัดสิน) อยู่เลย ... ในจังหวะนั้นมันเป็นจุดที่ไมเคิลนั้นได้เปรียบรัสเซลล์อยู่นะ เขาหยุดเล็กน้อย แล้วรัสเซลล์ก็ถอยก่อนจะเสียจังหวะ นั่นทำให้ไมเคิลได้มีโอกาสได้ยิง มันเป็นการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีของพวกเราผู้ตัดสิน และเราตัดสินตามจังหวะที่เราเห็นต่อหน้า ทั้งผมและ ดิค บาเวตต้า กับ ฮิว ฮอลลินส์ นั้นเห็นตรงกัน" นี่คือคำยืนยันจากตุลาการในสนามว่า จังหวะดังกล่าวไม่ผิดกติกา

แต่ถึงจะมีการชี้แจงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แฟนๆ ของแจ๊ซนั้นไม่สนใจอีกแล้ว พวกเขาต่างสาปส่งกรรมการชุดนี้อย่างหนักหน่วง ทั้งสามคนได้รับโทรศัพท์ที่มาพร้อมกับคำด่า และจดหมายสนเท่ห์มากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาหวั่นไหว ตามปากคำของครอวฟอร์ด

"มันผ่านไปแล้ว มันเป็นการเล่นที่คุณไม่สามารถโต้เถียงได้ มันเป็นงานของเรา เราอยู่ในตำแหน่งที่ถูกวิจารณ์แน่นอน และเราต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง"

 

เรื่องราวยังเล่าขาน

เรื่องดังกล่าวนี้กลายเป็นที่ถกเถียงกันเป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่ง 20 ปีให้หลังจาก The Last Shot คือในปี 2018 ได้มีการนำเรื่องนี้มาจุดประเด็นกันอีกรอบ กับการจั่วหัว "ครบรอบ 20 ปี The Last Shot" 


Photo : @TheCrossover

ในการฟื้นประเด็นรอบนี้ สื่อได้มีการไปสัมภาษณ์บรรดาดาวดังทั้งในอดีตและยุคปัจจุบัน ซึ่งหลายคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น ไม่ว่าจะชมจากทางบ้าน หรือได้ดูสดๆ ในสนาม หนึ่งในนั้นก็คือ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ดาวดังจอมยิง 3 แต้มแห่ง พ.ศ. นี้จากวอริเออร์ส ซึ่งให้มุมมองว่า "มันน่าตลกจริงๆ ไบรอน รัสเซลล์ เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนโปรดของผม ผมเจ็บปวดแทนเขานะ แต่ผมก็รัก ไมเคิล จอร์แดน มากๆ เช่นกัน เรื่องลูกนั้นนะเหรอ? ไม่ต้องสงสัยเลย รัสเซลล์โดนผลักแน่นอน" 

อีกคนที่ถูกถามคือ เจอรี่ สโลน โค้ชของ ยูท่าห์ แจ๊ซ ที่เห็นเพลย์เต็มๆ ในวันนั้น แถมบางคนยังตั้งข้อสังเกตว่า สโลนนั้นไม่ได้สนใจ หรือย้อนกลับไปดูเทปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่ แม้แต่จะไปถามถึงหรือขอแย้งคำตัดสินจากกรรมการ ตลอดจนออกไปร่วมคัดค้านกับชาวยูท่าห์ด้วยเลย 

"มันเหมือนความเสียใจมากกว่านะ ที่ทั้งจอห์นและคาร์ลไม่สามารถทำได้ (กับการคว้าแชมป์) เราต้องก้าวไปข้างหน้า คุณต้องลืมมันไป ไม่อย่างนั้นคุณจะใช้ชีวิตของคุณต่อไปไม่ได้และคุณจะรู้สึกแย่อยู่ตลอด" นี่คือสิ่งที่สโลนบอกไว้ในปี 2008 หลังเหตุการณ์ผ่านมา 10 ปี และยังบอกอีกด้วยว่า สิ่งที่เขาเสียดายที่สุดในเกมนั้นคือ การที่ จอห์น สต็อคตัน มีโอกาสชู้ตในตอนท้ายเกม แต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งทำให้แจ๊ซนั้นไม่สามารถคว้าโอกาสยื้อสู่เกม 7 ไว้กับมือตัวเอง

ประเด็นนี้กลายเป็นที่ถกเถียงกันไปไม่จบไม่สิ้น แน่นอนว่าเมื่อไปถามแฟนบูลส์ พวกเขาต่างก็บอกว่า ไมเคิล จอร์แดน นั้นเล่นสะอาด และเป็นการลื่นล้มของรัสเซลล์เอง แต่เมื่อไปถาม แฟนๆ ของแจ๊ซ ทุกคนก็พูดว่า จอร์แดนนั้นผลักจนทำให้รัสเซลล์ลื่นล้มลงไป 

ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ได้ แม้แต่ตัวของ ไบรอน รัสเซลล์ เอง เพราะแม้แต่เจ้าตัวเอง ยังเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ในเวลาต่อมา โดยบอกแต่เพียงว่า ตนเองนั้นป้องกัน ไมเคิล จอร์แดน อย่างสุดความสามารถ จน ยูท่าห์ แจ๊ซ ควรจะรีไทร์เบอร์เสื้อให้กับเขาด้วย

แล้วคุณล่ะ คิดว่า "The Last Shot" นั้น ถูกต้องใสสะอาด หรือมีการฟาวล์และผิดกฎกันแน่?

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ปริศนาฆ่าหัวใจ : คดีฆาตกรรมที่ทำให้ ‘จอร์แดน’ ลาจาก NBA

เหตุที่ "JORDAN" โด่งดังข้ามกาลเวลา และเหนือกว่าแค่ชื่อนักบาสเกตบอล



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง