mainstand

Inspiration

Class of 2011 จุดกำเนิดเด็กเทพยุคปรากฏการณ์ฟุตบอลทีมชาติไทย



ในยุคหนึ่งที่ฟุตบอลไทย กลายเป็นเบี้ยล่างให้กับทีมเพื่อนบ้านมาเลเซีย  พลาดเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัยติดต่อกัน ในปี 2009 และ 2011 


 

จนบางคนพูดว่าอาจเป็นยุคตกต่ำของฟุตบอลไทย ทั้งที่เพิ่งเริ่มมีการก่อตั้งลีกอาชีพแบบเต็มตัว อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกัน แม้ทีมชุดซีเกมส์ หรือรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีล้มเหลว แต่ก็มีแสงประกายเล็กๆ ที่เริ่มส่องสว่างให้เห็น… เหล่าดาวรุ่งวัย 19 ปี กำลังรวมตัวกันแบบเงียบๆ 

Main Stand x เครื่องดื่มตรา Chang ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลทีมชาติไทย จะขอพาผู้อ่านไปย้อนความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน ถึงจุดกำเนิดเด็กเทพนรกแตก “Class of 2011” ของไทย ที่กลายเป็นกำลังสำคัญพาทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีกลับมาคว้าเหรียญทองซีเกมส์ปี 2013 และ 2015 ได้สำเร็จ

 

ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้

30 มีนาคม 2011 ณ ห้องประชุมสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีการจัดพิธีจับสลากแบ่งสาย ศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบคัดเลือก

ทีมชาติไทย ที่เวลานั้นยังไม่มีหัวหน้าผู้ฝึกสอน ถูกจับอยู่ร่วมสายเดียวกับ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ 2 ชาติมหาอำนาจลูกหนังของทวีป รวมถึง 3 ชาติอย่าง ไต้หวัน, กวม, ฮ่องกง (ไม่ได้แข่งขัน) เป็นเพื่อนร่วมสาย เพื่อหาตัวแทนกลุ่ม 2 ทีม ผ่านเข้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้าย 

“มันเป็นงานที่หนักมากเมื่อต้องมาเจอกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผมไม่กล้าคิดหรอกว่า เราจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ถ้าได้ติดทีมชุดนั้นก็จะทำให้เต็มที่ที่สุด” “บาส” ปกรณ์​ เปรมภักดิ์ เล่าย้อนความหลังเมื่อ 7 ปีก่อน

ตามปกติ เมื่อไหร่ก็ตามที่ ทีมชาติไทย เปิดรับสมัครเฮดโค้ชคนใหม่ ไม่ว่าจะทีมชุดไหนก็ตาม มักจะมีกุนซือมากมายแย่งกันยื่นส่งโปรโฟล์ให้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ พิจารณา แต่กับทีมชาติไทย U-19 หนนี้ เวลาผ่านไป 3 เดือน ยังไม่มีเฮดโค้ชคนไหนเลยที่กล้าเสี่ยงมารับภารกิจที่เป็นไปไม่ได้นี้ 

“ไม่รอด ยังไงก็ไม่รอด” สมชาย ชวยบุญชุม ย้อนความรู้สึกเมื่อได้เห็นผลจับสลากแบ่งกลุ่ม ช้างศึก U-19 “คือตอนนั้นไม่ได้สนใจหรอก แต่เห็นข่าวจับฉลากว่าไทยอยู่ในสายที่มีญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ก็คิดว่าคนเป็นโค้ชนั้น คงโชคร้ายสุดๆ” 

“ตัวผมเองลึกๆก็ใฝ่ฝันว่า อยากคุมทีมชาติไทยสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นชุดไหน มันเหมือนนักเตะที่อยากเล่นทีมชาตินั่นแหละ แต่ผมคงไม่กล้าเสนอตัวหรอก โค้ชสมชายใครจะเอา ถ้าวันนั้นผมรู้นะว่าไม่มีคนเสนอตัว ผมไปคนแรกแล้ว” 

วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน 2011 เสียงโทรศัพท์ของ สมชาย ชวยบุญชุม  ก็ดังขึ้น โดยมีปลายสายคือ สามารถ มะลูลีม สภากรรมการสมาคมฟุตบอลฯ ในเวลานั้น ที่ชักชวนให้เขามาสมัครเป็น เฮดโค้ชทีมชาติไทย U-19 โดยมีแคนดิเดตอีกคนที่เป็นคู่แข่งคือ แอนดรูว์ ออร์ด เฮดโค้ชอคาเดมี บีอีซี เทโรศาสน

“ตอนนั้นคิดว่าตัวเองได้งานแน่ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อ สมาคมฯ เลือกแอนดรูว์ ออร์ด”  น้าฉ่วย กล่าวเริ่ม 

“พอรู้ว่าไม่ได้งานคุมทีมชาติก็มองหางานสโมสรทำทันที ความจริงก็ใกล้ได้งานสโมสรใหม่แล้วล่ะ จู่ๆ พี่สามารถก็โทรมาหาถามผมว่า ‘‘ฉ่วย รับงานไหนไปหรือยัง’ สรุปสมาคมฯให้ฉ่วยคุมเด็ก 19 ปีนะ อาทิตย์หน้าก็เริ่มงานเลย ต้นเดือนหน้าไปชิงแชมป์อาเซียนที่พม่า” 

สมชาย ชวยบุญชุม อึ้งเล็กน้อย... เขามีเวลา 20 วันเพื่อเตรียมทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ไปสู้ศึกฟุตบอล “เอเอฟเอฟ ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ” ทัวร์นาเมนต์เตรียมทีม ก่อนสู้ศึกชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก 

“ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนเอาเรามาฆ่าชัดๆ จะไม่รับก็ไม่ได้ เพราะนี่คือโอกาสเดียวในการทำงานเพื่อชาติ” “น้าฉ่วย” กล่าวหลังจากรับงาน

ณ ตอนนั้นการเตรียมทีมยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยแม้แต่น้อย ยังไม่มีตัวผู้เล่น ยังไม่มีแผนใดๆ   กุนซือใหม่ป้ายแดงเริ่มงานแรกแบบฉุกละหุก ด้วยการประกาศเรียกนักเตะเยาวชนที่เกิดหลัง 1 มกราคม พ.ศ.2536 มาคัดตัวเพื่อไปสู้ศึกชิงแชมป์อาเซียน อย่างเร่งด่วน 

“แค่การคัดตัวก็ปาไปเกือบ 10 วันแล้ว ไอ้ครั้นจะไปเอานักเตะดีๆจากอคาเดมี่สโมสรใหญ่ๆ เขาก็ไม่ให้อีก โชคดีที่นักเตะดังๆชุดนั้นบางคนมาได้ จริงๆแล้วผมแทบไม่รู้จักนักเตะคนไหนเลย อีกอย่างนักเตะก็ไม่รู้ว่าผมเป็นใครด้วย (หัวเราะ)” 

“ผมยังจำวันแรกที่คัดตัวได้อยู่เลย เด็กๆที่มาคัดเดินผ่านผมหน้าสนาม ไม่มีใครยกมือไหว้เลย เดินผ่านเฉยๆ ก็เพราะพวกมันยังไม่รู้ว่าผมคือโค้ชสมชาย” สมชาย ชวยบุญชุม พูดถึงบรรยากาศวันคัดตัวนักเตะ

“ผมเดินทางมาจากชลบุรี ตอนแรกจะมาคัดนักเรียนไทย แต่เปลี่ยนใจมาคัดทีมชาติดีกว่า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือโค้ช รู้แค่ว่าชื่อสมชาย พอตอนเข้าแถวที่สนามเห็นก็ตกใจเล็กน้อย เพราะผมเพิ่งเกือบวิ่งชนแกที่หน้าสนามก่อนมาเข้าแถว” นิติพงษ์​ เสลานนท์​ แบ็คขวาทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน ย้อนเหตุการณ์ไม่เคยลืมของตนเอง 

 

วิ่ง วินัย ใจสู้ 

“เรามีเวลาเตรียมตัวกันน้อยมาก รวมทีมกันจริงๆก็แค่ 2 สัปดาห์ก่อนแข่ง ส่วนใหญ่ก็วิ่งเอาแรงตามสไตล์น้ากับลงทีมอุ่นเครื่อง รูปแบบการขึ้นเกมหรือการเล่นอะไร ไม่ได้ซ้อมกันหรอก น้าแกก็สอนในกระดานเท่านั้น แต่ทุกคนก็เข้าใจเพราะเวลามีจำกัด” ปกรณ์ เปรมภักดิ์ กองหน้าของชุดนั้น เล่าถึงบรรยากาศในแคมป์เก็บตัวครั้งแรกของพวกเขา 

แม้มีเวลาที่จำกัด แต่สิ่งที่ สมชาย ชวยบุญชุม เฮดโค้ชทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ชุดนั้น  เน้นย้ำเสมอ คือ เรื่องระเบียบวินัย พละกำลัง และความเป็นนักสู้ที่ต้องช่วยกันวิ่ง ช่วยกันเล่น เพื่อชัยชนะ 

จนส่งผลให้ ช้างศึก Class of 2011 ประเดิมทัวร์นาเมนต์แรกด้วยตำแหน่ง แชมป์อาเซียน หลังเอาชนะ เมียนมา ชาติเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ สกอร์ 2-1ต่อหน้าแฟนบอลเจ้าถิ่นหลักหมื่นคน ภายในธุวันนา สเตเดี้ยม  และชนะจุดโทษ เวียดนาม  5-4 (เสมอกันในเวลา 1-1) 

อย่างไรก็ดีแชมป์ในรายการนั้น ไม่ได้ทำให้ “โค้ชฉ่วย” มั่นอกมั่นใจขึ้น เมื่อนึกถึงคู่แข่งอย่าง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในรอบคัดเลือกเอเชีย ที่มาตรฐานฟุตบอลสูงลิบลิ่วกว่าชาติในศึกชิงแชมป์อาเซียน

ดังนั้นในฐานะโค้ช จึงพยายามพาไปตระเวนอุ่นเครื่องกับทีมต่างๆ และสเกาท์ผู้เล่นในรุ่นอายุนี้ ไม่ว่าจะผู้เล่นคนนั้นจะเป็นแข้งเด็กที่มีชื่อเสียงหรือไม่มีก็ตามให้ได้มากที่สุด 

โดยมีข้อแม้ว่า เด็กคนนั้นต้องไม่ใช่ผู้เล่นเด็กเส้นหรือนักฟุตบอลฝากที่มีความใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในสมาคม เขาจะเลือกเฉพาะเด็กที่เก่งและมีความสามารถจริงๆ เข้าสู่ทีม 

“ครั้งแรกที่ผมเห็นเขา (ชนาธิป สรงกระสินธ์) ผมนึกถึงนิวัฒน์ (นิวัฒน์​ ศรีสวัสดิ์) เลย เขามีอะไรพิเศษหลายๆอย่าง ผมต้องเอาเขามาติดทีมชุดนี้ให้ได้ ผมจึงถามว่าเขาเป็นใครอยู่ทีมไหน เพื่อที่จะขอตัวมาร่วมทีม”

“ตอนแรกต้นสังกัด (บีอีซี เทโรศาสน) เขาไม่ปล่อยตัวเขามาร่วมทีม ซึ่งผมเจอเคสแบบนี้เยอะมากกับนักเตะชุดนั้น แต่สำหรับเจ ผมต้องเอามาร่วมทีมให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เขาต้องมาอยู่กับทีมชุดนี้ สุดท้ายก็ได้รับการช่วยเหลือจากแมน (ธัญญะ วงศ์นาค) ในการไปคุยกับผู้ใหญ่ จนสโมสรยอมปล่อยตัวเจมาเล่น”

“นอกจากที่เราจะไม่ได้ตัวดีๆมาเพิ่ม เรากำลังจะเสียนักเตะบางคนเพราะสโมสรต้นสังกัดไม่ยอมปล่อยตัวมา นั่นทำให้ผมรู้เลยว่าการเป็นโค้ชทีมชาติไม่ง่าย” ”น้าฉ่วย” ย้ำเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

ท่ามกลางปัญหามากมายที่รุมเร้า โดยเฉพาะการขอตัวนักฟุตบอลจากต้นสังกัด ที่มีโปรแกรมคาบเกี่ยวกับฟุตบอลระดับเยาวชนรายการใหญ่ของประเทศ บวกกับระยะเวลาเตรียมทีมที่น้อยนิด แค่ 14 วันหรือ 336 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนเกมนัดแรกกับ เกาหลีใต้ จะเริ่มต้นขึ้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ โค้ชอย่าง สมชาย กดดันอย่างยิ่ง 

“เราแข่งสนามหญ้าจริง แต่ถูกจัดให้ซ้อมสนามหญ้าเทียม ผมก็ต้องวิ่งหาสนามซ้อมที่เป็นหญ้าจริงด้วยตัวเอง” สมชาย ชวยบุญชุม เริ่มพูดถึงปัญหาแรกที่เจอในช่วง 14 วันอันตราย  

“ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะซ้อมสนามไหนในแต่ละวัน ผมเห็นน้าต้องวิ่งหาสนามซ้อมเองทุกๆวัน แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็ก ก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก” นิติพงษ์​ เสนานนท์ พูดถึงสิ่งที่ได้เห็นกับตาในวันนั้น

ขณะที่ ปกรณ์ เปรมภักดิ์ กล่าวเสริม  “เรามีเวลาเตรียมน้อยนะ และเหมือนว่าเราก็ซ้อมได้ไม่ค่อยเต็มที่สักเท่าไหร่ บางวันเหลือนักเตะซ้อมกันไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ วันสุดท้ายที่ซ้อมผมมีอาการบาดเจ็บ น้าก็เรียกผมไปถาม ผมก็บอกน้าว่าให้คนอื่นไปเถอะ เพราะดูอาการตอนนั้นไม่น่าจะหายทัน”  

ในวันสุดท้ายของการฝึกซ้อม สมชาย ชวยบุญชุม เจอปัญหาใหญ่เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของ ดาวยิงตัวความหวังอันดับ 1 ของทีมอย่าง ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ทำให้เขาจำใจต้องตัด ปกรณ์ ออกจากรายชื่อ 23 ผู้เล่นชุดสุดท้าย ก่อนจะมาเปลี่ยนใจแบบหักพวงมาลัยในวินาทีสุดท้าย เพื่อเสี่ยงกับผู้เล่น 1 คน

“ชุดนั้นเราก็มีกองหน้าดีๆหลายคนนะ ทั้งจาตุรงค์ (จาตุรงค์ พิมพ์คูณ)และเจ้าบี (ชญาวัต ศรีนาวงษ์) แต่ผมว่ายังไม่พอยังไงก็ต้องเสี่ยงเอาไอ้บาส (ปกรณ์ เปรมภักดิ์) ติดไปด้วย ผมเปลี่ยนใจตอน 3 ทุ่มของวันนั้น ก็เลยมีการเปลี่ยนรายชื่อในวินาทีสุดท้าย” 

หากว่ากันตามตรง ณ ตอนนั้น มองไปเหลี่ยมไหน ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า ทีมชาติไทย U-19 ชุดนี้ จะสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายศึกชิงแชมป์เอเชีย ในปี 2012 แม้ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพสาย E รอบคัดเลือกก็ตาม 

 

ปาฏิหาริย์แห่งเทพหัสดิน 

31 ตุลาคม 2554 18.00 น. ณ สนามเทพหัสดิน ทีมชาติไทยประเดิมสนาม “เอเอฟซี ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ 2012” รอบคัดเลือก ด้วยการพบกับเกาหลีใต้

แน่นอนว่าทีม “ช้างศึกจูเนียร์” เป็นรองทุกกระบวนท่า พวกเขามีการเตรียมทีมที่น้อยกว่า พบปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ข้อได้เปรียบเดียวอาจเป็นสภาพอากาศ นั่นทำให้ “น้าฉ่วย” ไม่คิดมากเรื่องแทคติก เขาวางแผนง่ายๆ รับให้แน่น รอสวนกลับ ใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน 

“น้าให้ความสำคัญเกมรับมาก บอกว่าเกมนี้ต้องเล่นด้วยความรัดกุม เราหวังแค่เสมอกับเกาหลีใต้ ก็ไม่คิดหรอกว่าเราจะทำได้ดีกว่านั้น” ธนากร พูดถึงเป้าหมาย และกลยุทธ์ที่ไม่แยบยลของเฮดโค้ชยู 19 ชุดนั้น และครึ่งแรกพวกเขาก็หยุดเกมของเกาหลีใต้ได้ทั้งหมด 

ครึ่งเวลาหลังผ่านไป 12 นาที ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่ถูกเรียกตัวเข้ามา เพื่อหวังใช้เป็นผู้เล่นแบ็คขวา อยู่ๆ ก็ซัดไกลระยะ 35 หลาบอลพุ่งเสียบใต้คานอย่างสวยงาม เสียงแฟนบอลที่เทพหัสดินร่วม 2 พันคนดังสนั่น  และนั่นเป็นประตูชัยให้ทีมชาติไทยออกสตาร์ทด้วยการชนะเกาหลีใต้ ทีมเต็งของกลุ่ม มันเป็นชัยชนะสุดช็อค ลำพังเพียงแค่ผลการแข่งขันก็เซอร์ไพรส์แล้ว หากเจาะลึกเรื่องปัญหาการเตรียมทีมของไทย ยิ่งน่าตกใจกว่า 

“เรายันเกาหลีใต้อยู่ในครึ่งแรก ก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น จังหวะนั้นผมตั้งใจยิงเลย กะว่าเอาให้แรงที่สุด และเอาให้ตรงกรอบ พอบอลเข้าประตูก็วิ่งดีใจสุดชีวิตเลย” ฐิติพันธ์ ฮีโร่ผู้ทำประตูชัยย้อนเล่าความหลัง

“ตอนแรกแผนเรามายันเพื่อ 1 คะแนน แต่พอเราได้ประตูนำ เรายันเพื่อ 3 คะแนนและเราก็ทำได้”

“พอชนะเกาหลีใต้เราก็มั่นใจทันที เพราะขอแค่ชนะไต้หวันและกวมให้เยอะๆ ก็น่าจะไม่พลาดการไปเล่นรอบสุดท้าย” ธนากร สายปัญญา กัปตันทีมชุดนั้น กล่าว 

ทีมชาติไทยที่เพิ่งเอาชนะเกาหลีใต้มาแบบเซอร์ไพรส์ 1-0 ลงสนามนัดที่สองพบกับ ไต้หวัน แน่นอนว่าชื่อเสียงเรียงนาม และความแข็งแกร่งพวกเขาสู้ “ทีมโสมขาว” ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่เกมนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ทั้งที่รูปเกมจะเป็นต่อครองบอลได้ดีกว่า แต่เจาะเกมรับไม่ได้ บรรดาแนวรุกยิงนกตกปลากันเป็นว่าเล่น 

“ก็ไม่รู้จะแก้ตรงไหนแล้ว จะปรับตรงไหนละ เมื่อเราดีกว่าคู่ต่อสู้ทุกอย่าง ผมมองไปที่ตัวสำรอง จะเลือกเปลี่ยนใครดีละ” สมชาย ชวยบุญชุม เผย 

“ผมเห็นบาสนั่งอยู่ ตอนนั้นเขาก็ไม่สมบูรณ์ ผมถามเขาว่าไหวไหม เขาตอบมาว่า ‘ไหว’ ผมก็ส่งเขาลงสนาม ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีหรอก เพราะเขามีโอกาสเจ็บเพิ่ม”  

“น้าฉ่วย” รู้ทั้งรู้ว่าการส่งลูกทีมที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ เป็นเรื่องเสี่ยง แต่นาทีนั้นเขาต้องขอลอง ปกรณ์ ถูกส่งลงสนามในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกม และเพียงการสัมผัสแรกของเขา ก็ทำให้ “น้าฉ่วย” หุบยิ้มไม่อยู่ ที่ข้างสนาม… 

“5 นาทีแรกที่ผมลงสนาม บอลไม่มาถึงผมเลย เหมือนว่าเพื่อนๆยังไม่มั่นใจเราสักเท่าไหร่” ปกรณ์ เล่าถึงการถูกส่งลงสนามในเกมกับไต้หวัน 

แต่โชคชะตาสร้างให้เขาเป็นฮีโร่ในวันนั้น ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซัดเต็มแรง ผู้รักษาประตูรับบอลไม่อยู่กระฉอกออกมาเข้าทาง ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ซัดเข้าไป สุดท้ายไทยรักษาสกอร์ได้ จบเกมชนะไป 1 - 0

“ผมคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจเปลี่ยนเอาเจ้าบาส มาร่วมทีมในวินาทีสุดท้าย” “น้าฉ่วย” เผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของตัวเอง

ทีมชาติไทยที่เอาชนะมา 2 เกมรวด ลงสนามในนัดที่ 3 พบกับ กวม ที่โดนยิงมา 44 ลูกจาก 2 เกมแรก ซึ่งโจทย์ของลูกทีม “น้าฉ่วย” ก็คือการยิงประตูให้ได้มากที่สุดเพื่อผลประตูได้-เสียที่อาจต้องใช้วัดกับเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเมื่อการแข่งขันรอบคัดเลือกสิ้นสุดลง

13-0 สกอร์ที่เกิดขึ้นในเกมวันนั้น “เรายิงไต้หวันมาน้อย ก็หวังจะยิงกวมให้ได้มากที่สุด ตอนนั้น 13 ลูกกับกวม ก็ยังน้อยไปสำหรับเรา เพราะประตูได้เราเป็นรองเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเยอะ” “น้าฉ่วย” กล่าว 

7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ทีมชาติไทยลงสนามนัดสุดท้ายพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น โดยขอเพียงผลเสมอเพื่อการันตีการเข้ารอบ หรือหากแพ้ก็ต้องแพ้ให้น้อยที่สุดเพื่อลุ้นเข้ารอบ แต่มันไม่ง่ายหรอก เมื่อคู่ต่อกรที่ว่านี้ มีระบบฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเอเชีย 

เกมระหว่างทีมชาติไทยพบกับทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับความสนใจจากแฟนบอลเข้ามาเชียร์ขุนพลนักเตะเยาวชนไทยจนเกือบเต็มความจุของสนาม

ภาพที่แฟนบอล 3 พันกว่าคนได้เห็นในวันนั้นคือ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เด็กน้อยเจ้าของส่วนสูง 158 เซนติเมตร  โชว์ทักษะอันยอดเยี่ยม เลี้ยงหลอกนักเตะญี่ปุ่น ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเรียกเสียงฮือฮา ผู้คนเริ่มเรียกเขาอย่างติดปากว่า “เมสซี่เจ” 

“วันนั้นชนาธิปเล่นได้เด่นมาก จะเรียกว่าเป็นนัดที่แจ้งเกิดเขาเลยก็ได้” สมชาย ชวยบุญชุม บรรยายความหลังในเกมนัดนั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเสมอกับญี่ปุ่น 0 - 0 ผ่านเข้ารอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย ได้สำเร็จ ในฐานะแชมป์กลุ่ม 

 

มรดกจากช้างน้อยสู่ช้างใหญ่ 

“ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ตอนนั้นพวกเราคุยกันถึงการไปเล่นฟุตบอลโลกแล้ว ผมว่าเราคือชุดที่ดีชุดหนึ่ง พวกเราเล่นเข้าขากันมาก เราหวังจะไปเล่นฟุตบอลเยาวชนโลกจริงๆ มันเป็นความหวังที่มีความเป็นไปได้” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เริ่มเผย  

นิติพงษ์ เสลานนท์ เสริมในทำนองเดียวกันว่า “ผมจำได้เลย วันที่เราเสมอญี่ปุ่น เราคุยกันแล้วว่าเราจะไปบอลโลก ผมว่าใครได้ติดตามพวกเราเล่นชุดนั้น ก็คิดเหมือนกัน” 

ทีมชาติไทย U-19 ชุด Class of 2011 กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง จากผลงานเหนือความคาดหมายในรอบคัดเลือก ชิงแชมป์เอเชีย ส่งผลให้ผู้เล่นในทีมชุดนี้แทบจะทั้งหมด ถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญในสโมสร กันอย่างเต็มตัว รวมถึงเป็นทีมชาติชุดที่ถูกจับตามองอย่างมาก ในฐานะทีมที่มีโอกาสผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก U-20 ปี 2013 ที่ประเทศตุรกี 

น่าเสียดายที่ทางสมาคมฯ ได้ปลด สมชาย ชวยบุญชุม กุนซือผู้สร้างทีมชุดนี้ ออกจากตำแหน่งแบบฟ้าผ่า พร้อมแต่งตั้ง อาจหาญ ทรงทรัพย์งาม มาทำหน้าที่แทน ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น 

ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิดแค่นั้นในการปรับตัวเข้ากับระบบของโค้ชคนใหม่ ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ ช้างศึก สมหวังในการคว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลโลก 

“แม้เปลี่ยนโค้ช แต่ตอนนั้นพวกเราก็ยังมั่นใจว่าจะได้ไปเล่นฟุตบอลเยาวชนโลก เกมแรกเราชนะจีน 2-1 และเกมที่สองเราก็สู้กับเกาหลีใต้ได้สนุก น่าเสียดายมาโดนยิงท้ายเกมแพ้ 1-2 ทำให้ เกมสุดท้ายสถานการณ์บีบคั้น เราต้องชนะอิรักสถานเดียว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เผย

“เราเสียเร็ว เลยต้องเปิดเกมบุกสถานเดียว และก็โดนโต้กลับเสียอีก 2 ประตู สุดท้ายเราแพ้อิรัก ทำให้ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสอง” ธนากร สายปัญญา แนวรับกัปตันทีม กล่าว

“เสียดายมาก ผมว่าชุดนั้นคือชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งที่ผมเคยเล่นมา ความจริงเราต้องได้ไปฟุตบอลโลก” ปกรณ์​ เปรมภักดิ์ พูดด้วยความเสียดาย  “ถ้าวันนั้นเป็นน้าฉ่วยคุมนะ ผมว่าเราไม่ตกรอบแรก และน่าจะได้ไปบอลโลกด้วย ไม่ได้โทษอาจารย์อาจหาญนะ  แต่แกมีเวลาเตรียมทีมน้อยมาก แถมต้องมาปรับแทติกใหม่อีก” นิติพงษ์ เสนานนท์ เสริมต่อ  

มรดกจากทีมชุดนี้ ได้ส่งผลให้ ทีมชาติไทย ได้ค้นพบกลุ่มผู้เล่นดาวรุ่งเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และหัวจิตใจนักสู้ จนกระทั่งการเข้าคุมทีมชาติไทยของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ในศึกซีเกมส์ เมื่อปี 2013 ก็ได้นำเด็กกลุ่มนี้ ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, นิติพงษ์ เสลานนท์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, อดิศร พรหมรักษ์, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ปกรณ์ เปรมภักดิ์, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ฯลฯ 

ทีมชุดนี้ช่วยกันเล่น จนพา ช้างศึกยู23 กลับมาคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ได้อย่างยิ่งใหญ่ในปี 2013 ที่เนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ก่อนรวมตัวกันกลายเป็นกำลังหลักในทีมชาติชุดใหญ่คว้าแชมป์อาเซียน ในปีถัดมา และยังช่วยกันกลับมาคว้าเหรียญทองได้อีกสมัยในปี 2015 ที่สิงคโปร์ 

แม้เหตุการณ์ที่สนามเทพหัสดิน ในวันนั้นจะผ่านมานานหลายปีแล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่า นี่คืออีกหนึ่งความทรงจำที่กองเชียร์ชาวไทย จะไม่มีวันลืมการต่อสู้ของ ช้างศึกจูเนียร์ Class of 2011 ที่ “เล่นไม่เลิก” จนสร้างปรากฏการณ์สะเทือนเอเชีย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง