FEATURE

Opel และ บาเยิร์น, มิลาน, เปแอสเช : ความสัมพันธ์ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักแบรนด์รถจากเยอรมัน | Main Stand



Opel ถือเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ชุดแข่งขันที่ถูกจดจำมากที่สุดในโลก จากการที่พวกเขายื่นมือสนับสนุนบาเยิร์น มิวนิค, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง 


 

ไม่ใช่ทุกสปอนเซอร์ที่จะได้กำไรและผลลัพธ์ในเชิงบวกกลับมาเหมือนกับที่ Opel ได้รับ 

และนี่คือเรื่องราวการกระโดดลงสู่ตลาดฟุตบอลที่ทำให้ Opel เกิดเป็นแบรนด์ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลก จำได้มากที่สุดตลอดกาล

จากจุดเริ่มต้นที่คอกวัว...พวกเขามาไกลขนาดนี้ได้อย่างไร ? ติดตามที่นี่ 

 

Opel ... Made In Germany

ถ้าเอ่ยว่าสินค้านี้ Made In Germany คนทั่วโลกต่างมั่นใจกับสินค้านั้น ๆ ได้ เพราะ เยอรมัน = คุณภาพ 

บริษัท Opel ก็เช่นกัน พวกเขาเป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันพันธุ์แท้ อยู่คู่กับชาวด๊อยช์มาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 18 ผ่านทุกเหตุการณ์สำคัญ ๆ บนโลก และพวกเขายังคงดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้... 


Photo : us.motorsactu.com

หากถามว่าเคล็ดลับของพวกเขาคืออะไร เหตุใดจึงทำเงินมากมาย และไม่มีทีท่าขาดทุนหรืออ่อนแรงลงเลยเป็นระยะเวลามากกว่า 100 ปี คำตอบที่ง่ายเเละทำให้ทุกคนเข้าใจเคล็ดลับของพวกเขาที่สุดคือ "วิสัยทัศน์" นั่งเอง

แม้ทุกคนจะจดจำ Opel ได้ในฐานะแบรนด์รถยนต์จากเยอรมัน แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขายิ่งใหญ่ไม่ใช่เล่น ก่อนที่ Opel จะมาเปิดบริษัท และผลิตรถยนต์เป็นเจ้าแรกของประเทศนั้นหากมองย้อนกลับไปในความสำเร็จของพวกเขา เราจะได้เห็นว่าพวกเขาเติบโตอย่างมีขั้นตอน Step by Step และที่สำคัญ คือ พวกเขาเลือกช่วงเวลาลงทุนได้อย่างเฉียบขาด

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1862 ที่ Opel ถือกำเนิด โดยผู้นำที่ชื่อว่า อดัม โอเปิล พวกเขาเป็นเพียงโรงงานเล็ก ๆ ขนาดเท่าคอกวัว รับหน้าที่ทำจักรเย็บผ้าขายซึ่งในยุคนั้น ถือว่าเป็นช่วง "ยุควิคตอเรีย" กล่าวคือเป็นยุคที่สหราชอาณาจักรถือเป็นมหาอำนาจของวงการอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ชื่อของ "ยุควิคตอเรีย" มาจากชื่อของกษัตริย์สหราชอาณาจักรสมัยนั้น นั่นคือสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย 

การมีกษัตริย์เป็นผู้หญิงทำให้ธุรกิจการทอผ้ายุควิคตอเรียนั้นเฟื่องฟูแบบขีดสุด เพราะหญิงสาวในยุคนั้นจะแต่งตัวกันอย่างหรูหราฟู่ฟ่า เสื้อผ้าแต่ละชิ้นต้องใช้ผ้าเป็นจำนวนมาก อาทิ ชุดกระโปรงสุ่มบาน และมีจับระบาย เท่านั้นยังมี Accessories ที่ทำจากผ้าอีกมากมายทั้งผ้ารัดเอว ผ้าคลุมไหล่ หรือแม้กระทั่งผ้าคลุมศีรษะ เรียกได้ว่าใส่กันเยอะไว้ก่อน หากนึกภาพไม่ออกก็ขอให้นึกภาพ อลิซาเบธ สวอน นางเอกจากภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean นั่นแหละ 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้กิจการของ Opel ขยายใหญ่โตขึ้น จนเริ่มบุกลุยตลาดใหม่ และเป็นการหยิบเอาตลาดที่ถูกต้องอีกตามเคย เพราะในปี 1890 ถือว่าเป็นยุคทองของจักรยาน เพราะเริ่มมีการเอายางมาใส่ล้อ และการเอาสายเคเบิลแบบมีปลอกมาใช้เพื่อเป็นเบรก ณ เวลานั้นใคร ๆ ก็ปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะใช้เพื่อการท่องเที่ยว หรือการแข่งขัน ซึ่งก็เป็นยุคที่ Opel เข้ามาทำกิจการจักรยาน และพวกเขาก็ร่ำรวยประสบความสำเร็จ ครองตลาดใหญ่ของวงการนักปั่นไปอีก

ต่อมา จักรยานก็กลายเป็นของทั่วไปไม่ได้ว้าวเหมือนอดีต จึงทำให้ Opel จับตลาดใหม่อีกครั้ง ครั้งพวกเขาเล่นกับกระแสของโลกตามเคย เพราะหลังจาก บริษัทยานยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง ฟอร์ด ถือกำเนิดขึ้นเป็นเจ้าแรกของโลกได้ไม่นาน Opel ก็ได้เห็นโอกาสและด้วยความที่มีทุนทรัพย์รวมถึงวิทยาการในมือ พวกเขาจึงเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในประเทศเยอรมันในปี 1920 ... จนกระทั่งทุกวันนี้


Photo : opel.com

ร่ายยาวมาถึงตรงนี้คุณเห็นความเก่งและเฉียบขาดในการมองตลาดกับพวกเขาหรือเปล่า ? แม้จะมีช่วงสงครามโลกที่เข้ามาเบรกและทำให้เกิดปัญหาบ้าง แต่ Opel ยังคงเดินหน้า และเพิ่มคุณภาพของสินค้าพวกเขา จนเอาตัวรอดมาได้ และเมื่อมาถึงช่วงเวลาหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็เริ่มขึ้น...ซึ่งการขยับตัวของ Opel ในครั้งนี้ทำให้คนเกือบทั้งโลกรู้จักพวกเขามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น แม้จะไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการยานยนต์ก็ยังต้องร้อง “อ๋อ” เมื่อเห็นโลโก้ของพวกเขา ...  

 

ตลาดใหม่คือฟุตบอล

หลังจากเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมัน ต้องประสบปัญหาเพราะพวกเขาต้องเป็นฝ่ายชำระหนี้สงคราม หรือที่เรียกกันว่า "ค่าปฏิกรรมสงคราม" เนื่องจากพวกเขาเป็นฝ่ายแพ้ และต้องชดใช้ความเสียหายให้กับผู้ชนะ ตามกฎหมายที่มีบันทึกไว้ชัดเจน 

แม้จะเป็นการถอยหลังลงบ้าง แต่เยอรมันใช้โอกาสนั้นในการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถชำระหนี้ได้และลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง จากนั้น เยอรมัน ก็ไม่เคยหยุดรอใครอีกเลยในด้านอุตสาหกรรมนี้ 


Photo : motorsactu.com

สิ่งที่แน่นอนและเกี่ยวข้องกับประชากรทั้งโลกคือ เมื่อโลกสงบสุขมันก็เป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและวิทยาการต่าง ๆ จะได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง พวกเขาไม่ต้องไปรบกับใคร มีเงินอยู่ในมือ ดังนั้นหลังจากพ้นสงครามโลก จึงเป็นยุคที่ศิลปะและวิทยาการเฟื่องฟูภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และหากเราจะรวมฟุตบอลเป็นหนึ่งในศิลปะและวิทยาการด้วย... ก็ย่อมได้อยู่เเล้ว  เพราะการดูกีฬา หรือ ฟุตบอลถือเป็นกิจกรรมสันทนาการ ให้ความเพลิดเพลิน สร้างอารมณ์ร่วม ไม่ต่างจากศิลปะแขนงอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อยในแง่ของผลลัพธ์ 

Opel เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้เดิมทีพวกเขาจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรฟุตบอลในประเทศเยอรมันอย่าง SC Opel Rüsselsheim ซึ่งเป็นทีมประจำเมือง แต่ทีม ๆ นี้ก็เป็นทีมฟุตบอลเล็ก ๆ เพื่อท้องถิ่น ไม่มีความสำเร็จ และไม่มีการลงทุน หรือปรากฎบนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอะไรนัก 

เหตุผลที่ Opel ยังไม่ทุ่มเงินกับฟุตบอลมากอาจจะเป็นเพราะในช่วงปี 1950 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ) เป็นต้นมานั้น แม้จะเป็นปีที่พวกเขาใส่ใจตลาดกีฬามากขึ้น เพราะบริษัท Opel ใช้ตลาดกีฬาเพื่อเพิ่มภาพจำให้กับแฟนกีฬาเป็นประจำ แต่ไม่ใช่การใช้เงินสนับสนุนแบบที่ใครเข้าใจ 

ลูกชายทั้ง 5 คนของ อดัม โอเปิล เป็นแชมป์ปั่นจักรยานระดับประเทศ และบางคนนั้นไปถึงระดับแชมป์ทวีป นอกจากนี้ หลานสาวของเขาอีก 2 คนก็เคยเป็นเเชมป์ขี่ม้าระดับโลกคนแรกที่เป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนก็เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ก่อตั้งคณะกรรมการโอลิมปิก หรือ ไอโอซี ของประเทศเยอรมันในปี 1951 ... ทุกคนที่กล่าวมาทำให้ชื่อของบริษัท Opel ขึ้นไปอยู่บนหน้าหนึ่งข่าวกีฬาของสำนักพิมพ์ต่างๆ โดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียอะไรเลย 


Photo : www.opelclub.com

สิ่งต่าง ๆ เริ่มเป็นภาพชัดขึ้นเมื่อสโมสรฟุตบอลเริ่มมาขอสปอนเซอร์จากบริษัทห้างร้านเอกชนต่าง ๆ ที่มีทุนทรัพย์ เพื่อของบสนุบสนุนทีม โดยสโมสรจะตอบกลับด้วยการสวมใส่ชุดแข่งขัน หรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่แสดงให้แฟนบอลของพวกเขาเห็นว่า "บริษัทนี้คือผู้สนับสนุนเรา" ซึ่งโดนปกติแล้ว แฟนฟุตบอลท้องถิ่นนั้นมีความจงรักภักดี (Loyalty) สูงมาก หากมีใครมาช่วยให้ทีมของพวกเขาเก่งขึ้น ช่วยสนับสนุนและสร้างความภาคภูมิใจให้กับทีมรัก พวกเขาก็จะตอบแทนบริษัทนั้นกลับด้วยการสนับสนุนสินค้า หรือทางใดก็ตามที่สามารถช่วยผู้สนับสนุนของทีมพวกเขาได้ 

เมื่อศิลปะได้รับการฟื้นฟูและประชาชนมีความสุนทรีย์และกำลังทรัพย์มากพอที่จะเสพศิลปะและวิทยาการเหล่านั้น ฟุตบอลก็เริ่มเปลี่ยนไป คนดูอยากดูฟุตบอลที่สนุก เพราะมันคือเอนเตอร์เทนเมนต์ ที่สามารถเข้าถึงคนทุกชนชั้นได้ ดังนั้นสโมสรต่าง ๆ ก็เริ่มตื่นตัวในการพัฒนาทีมให้เก่งขึ้น เพื่อฐานแฟนบอลของตัวเอง เมื่อนั้นก็ถึงเวลาที่ Opel จะต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนกีฬาบ้าง เพื่อผลักดันให้องค์กรโตไปพร้อม ๆ กับความนิยมของโลก โดยเฉพาะฟุตบอลนั่นเอง 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 

ยุคใหม่ได้เริ่มขึ้นเเล้ว หลังเข้าสู่ยุค 60s เป็นต้นมาวงการฟุตบอลในยุโรปเติบโตขึ้นและพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบไม่หยุด ฟุตบอลเริ่มกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงิน มีการซื้อ-ขาย นักเตะในราคาแพง มีแฟนบอลจำนวนมากเข้ามาชมเกมจนแน่นสนาม จนหลายสโมสรต่อเติมอัฒจันทร์เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ  ยังไม่ต้องพูดถึงการถ่ายทอดสดเลยก็ยังได้ในยุคนั้น เพราะเทคโนโลยีด้านสื่อและสารสนเทศยังไม่บูมเหมือนปัจจุบัน ทำให้การถ่ายทอดสดไปทั่วโลกนั้นทำได้อยาก แต่ก็อย่างทีได้กล่าวไว้ข้างต้น ต่อให้ไม่มีการถ่ายทอดสดมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะฟุตบอลนั้นติดตลาดไปเรียบร้อยเเล้ว


Photo : motorsactu.com

Opel อาจจะเชื่องช้าไปบ้างในการลุยตลาดฟุตบอลระดับโลก เพราะในช่วงที่ โลโก้ ห้างร้านต่าง ๆ จะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ทีมฟุตบอล และขึ้นไปอยู่บนหน้าอกเสื้อนั้น หรือช่วงราวๆ กลางยุค 70s พวกเขาไม่สามารถเกาะกับ บาเยิร์น มิวนิค ทีมที่ดีที่สุดในประเทศได้ พวกเขาปล่อยให้บริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกอย่าง Magirus ชิงพื้นที่ตรงนั้นไป และ Magirus ก็ปังเปรี้ยงไปพร้อม ๆ กับผลงานของ บาเยิร์น ในยุคนั้นที่ถือว่าเป็นหนึ่งในยุคทองของสโมสร 

ดังนั้นเมื่อพวกเขามีบทเรียนจากการ "ไม่ทุ่ม" เพราะตลาดของฟุตบอลทำเงินมากขึ้นในทุกวัน และแฟนฟุตบอลจากทั่วโลกก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ Opel จึงเชื่อมั่นว่า "การทุ่มเงิน" เพื่อเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอล คือสิ่งที่พวกเขาควรจะเริ่มทำอย่างจริงจัง และแน่นอนว่ามันไม่สายเกินไป... เพราะแม้กระทั่งทุกวันนี้ค่าสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อของทีมฟุตบอลทั่วยุโรปก็ยังมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  

ในปี 1989 โอเปิล จัดการทุ่มเงิน 45 ล้านยูโร เพื่อเป็น สปอนเซอร์ หน้าอกเสื้อทีม บาเยิร์น มิวนิค จนได้ และพวกเขาไม่เคยผิดหวัง เพราะตั้งแต่มาอยู่กับ บาเยิร์น ทีมมีพัฒนาการไปในทางบวกเสมอมา อย่างน้อย ๆ ก็ในแง่ของตัวเลข ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนับตั้งแต่ยุค 80s เป็นต้นมา บาเยิร์น มิวนิค เป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรเดียวในยุโรป ที่ปิดไตรมาสรายรับด้วยการ "ได้กำไร" ทุกปี จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ 

สิ่งที่ Opel ได้จากบาเยิร์น ก็คือสโมสรแห่งนี้พาเเบรนด์ของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปยังทั่วโลก เพราะ ณ เวลานั้นการถ่ายทอดสดเริ่มเข้าถึงผู้คนมากขึ้น อีกทั้งฟุตบอลรายการยุโรปที่มีการรีเเบรนด์จาก ยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ก็เป็นรายการที่ทำให้แฟนบอลที่มีรสนิยมดูบอลในลีกที่แตกต่างกันมาเจอกัน ซึ่งมั่นทำให้มูลค่าทางการตลาดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว 

อีกประการหนึ่งนักเตะของ บาเยิร์น ที่มี Opel เป็นสปอนเซอร์นั้นล้วนแต่เป็นนักเตะดังที่ภาพจำแห่งยุคทั้งนั้น มิเชล บัคลัค, โอลิเวอร์ คาห์น, สเตฟาน เอฟเฟนเเบร์ก, โลธาร์ มัทเธอุส และอื่น ๆ อีกมากมาย นักเตะพวกนี้มีความนิยมส่วนตัวเยอะ พวกเขาเป็นที่รักของแฟนๆ และการปรากฎตัวในสนามด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับโลโก้ Opel มันยิ่งทำให้เกิดภาพจำที่ชัดเจนขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วย 


Photo : www.dfb.de

เรื่องนี้ไม่ใช่การยกเมฆ มีตัวเลขเปิดเผยจาก Sport+ สื่อที่ทำหน้าที่เสนอข่าวเกี่ยวกับตัวเลขทางการตลาดในด้านกีฬา ยืนยันว่าโลโก้ Opel ของ บาเยิร์น มิวนิค นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เรียกได้ว่าหากถามชาวเยอรมัน 100 คน ว่าพวกเขารู้หรือไม่ว่าบริษัทใดที่เป็นสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อของ บาเยิร์น มิวนิค จะมีถึง 70 คนที่ตอบได้ว่า Opel ในทันที 

แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับโลโก้สปอนเซอร์ทีมฟุตบอลในประเทศอื่นๆ เปรียบเทียบในช่วงยุค 2000s กับทีมอันดับ 1 ในแง่การตลาดของโลก ณ เวลานั้นอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมีชาวอังกฤษเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นที่รู้ว่าสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อของพวกเขาคือ Vodafone ว่าง่ายๆ ขนาดคนอังกฤษยังจำ Opel ได้ดีกว่าทีมที่เก่งที่สุดในประเทศของพวกเขาเลยด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้ Opel ยังเป็นที่จดจำของแฟนบอลประเทศฝรั่งเศสในฐานะสปอนเซอร์ทีมบาเยิร์น มิวนิค ถึงร้อยละ 20 ของประชากรในประเทศ, ที่สเปน อีกร้อยละ 10, และชาติอื่นๆ ในสหราชอาณาจักรอีกร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด...

ซึ่งการสำรวจนี้เสร็จสิ้นก่อนที่ บาเยิร์น มิวนิค จะคว้าแชมป์ ยูฟ่า เเชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2000-01 ด้วยซ้ำ นั่นเห็นได้ชัดว่าแม้ Opel จะมาช้า แต่พวกเขาก็มาแบบถูกที่ถูกเวลา จนประสบความสำเร็จในแง่การตลาดอย่างจัง 

สิ่งที่ตามมาจาก บาเยิร์น มิวนิค คือยุคที่ Opel ลุยตลาดนอกประเทศ พวกเขาเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ชุดเเข่งของ เอซี มิลาน ตั้งแต่ปี 1994 ถึงปี 2006 รวมถึง ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ในปี 1994 ถึงปี 2003 ซึ่งก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้แฟนบอลรู้จักแบรนด์ Opel มากขึ้น

ที่มิลาน มีนักเตะชุดที่เรียกได้ว่า "ระดับโลกทั้งทีม" เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่ กัลโช่ เซเรีย อา ถูกเรียกว่าลีกที่ดีที่สุดในโลก นักเตะของ มิลาน ทุกคนมีชื่อเสียงตั้งแต่ผู้รักษาประตูถึงกองหน้า ภาพของ จอร์จ เวอาห์, เปาโล มัลดินี่, อังเดรย์ เชฟเชนโก้ หรือแม้แต่ ริคาร์โด้ กาก้า ในการสวมชุดทีมที่มี Opel บนหน้าอกยังคงเป็นภาพจำของแฟนบอลอีกหลาย ๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้ 

ขณะที่ เปแอสเช นั้นแม้จะไม่มีนักเตะดังเท่ากับ มิลาน หรือ บาเยิร์น แต่พวกเขาก็ยังมีนักเตะระดับไอค่อนอยู่บ้างที่เคยสวมเสื้อของ Opel อาทิ ไร, นิโกลาส์ อเนลก้า, เปโดร เปาเลต้า และสำคัญที่สุดคือ โรนัลดินโญ่ 

และอีกครั้งที่การลงทุนกับสโมสรเหล่านี้ทำให้พวกเขาได้ภาพลักษณ์ที่ดีกลับมา ชาวฝรั่งเศส รู้จัก Opel ระดับ 3 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่อิตาลี นั้น Opel เป็นที่รู้จักของแฟนบอลแดนมักกะโรนีถึง 40% ของประชากรทั้งประเทศ 

"ในยุค 2000s Opel ถือเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ชุดแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเลย พวกเขาให้การสนับสนุน บาเยิร์น มิวนิค, มิลาน และ ปารีส มาเป็นเวลานานเกือบทศวรรษ และพวกเขาถูกจดจำได้จากแฟน ๆ มากขึ้นเป็นเงาตามตัว"

"ผมคิดว่าการเป็นสปอนเซอร์นั้นได้ผลดียิ่งกว่าการทำโฆษณาด้วยซ้ำ การเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งนี่แหละที่เปรียบเสมือนน้ำมันที่ทำให้การโฆษณามีประสิทธิภาพ" ฮาร์มุท ซาสโตรว์ ( Hartmut Zastrow) ผู้อำนวยการบริหารของ Sport + มาร์เก็ตติ้ง กล่าว 


Photo : The Antique Football @AntiqueFootball

ความจริงแล้วไม่ต้องมีงานวิจัยก็เชื่อว่าแฟนบอลในประเทศไทยหลายคนก็คงเห็นเช่นนั้น พวกเราเห็น Opel อยู่บนหน้าอกเสื้อของ บาเยิร์น, มิลาน และ เปแอสเช มานานจนเป็นภาพจำ แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าบริษัท Opel ขายอะไร? แต่เราก็ยังจำโลโก้สินค้าของพวกเขาได้อยู่ดี ไม่ต่างอะไรกับสปอนเซอร์เสื้อแข่งที่อยู่กับทีมฟุตบอลในยุคที่ประสบความสำเร็จที่สุดอื่น ๆ อาทิ SHARP กับ แมนฯ ยูไนเต็ด Carlsberg กับ ลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่ง JVC กับ อาร์เซน่อล 

ทุกอย่างมันค่อนข้างการันตีชัดเจนว่าเมื่อ Opel คิดจะลงทุนกับฟุตบอล พวกเขาเลือกเอาทีมที่ดีและเก่งมากพอที่จะทำให้แบรนด์ของพวกเขาออกสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกครั้งที่พวกเขากระโดดเข้าตลาดแบบถูกที่ถูกเวลา และได้ผลบวกกลับไปเสมอ 

 

การเลิกสนับสนุน และการอ่านเทรนด์โลก 

แม้จะส่งผลแง่บวกในด้านชื่อเสียง… อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการลงทุนด้านการตลาดนั้นเปลี่ยนไปเสมอตามเทรนด์ต่าง ๆ ของโลก ซึ่ง Opel ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เมื่อมาถึงจุดหนึ่งพวกเขาก็ถอนตัวจากการเป็นสปอนเซอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค, มิลาน และ เปแอสเช และทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงยุค 2000s ทั้งสิ้น 

มันไม่ใช่เรื่องของการขาดทุนแต่อย่างใด แม้บริษัทจะเปิดเผยว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในด้านการตลาดและโฆษณา แต่ยอดขายของรถนั้นไม่ได้ดีขึ้น พวกเขามองว่าขีดจำกัดในการสปอนเซอร์ชุดแข่งสำหรับ Opel มาถึงเเล้ว และต้องการเปลี่ยนทิศทางโฆษณาแบบใหม่แทน เพื่อผลักดันด้านยอดขายบ้าง 


Photo : gmauthority.com

"ผลบวกบางอย่างจับต้องได้ แต่มันก็ยังมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกหลายอย่างเช่นกัน ... เราเองต้องต่อสู้เพื่อโน้มน้าวให้ฝ่ายการเงินยอมจ่ายเงิน ซึ่งคนวงในคนหนึ่งบอกว่า ด้วยมูลค่าที่จ่ายไป เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก ว่ากันตามตรงในแง่ยอดขายมันไมได้เติบโตมากขึ้นเท่าไรนัก" 

"เราไม่สามารถสนับสนุนพวกเขาได้ต่อไป สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราเชื่อว่าขีดจำกันของผลสำเร็จในการแข่งขันที่มีผลต่อการโฆษณานั้นเดินทางมาถึงเเล้ว" รูดิเกอร์ อัสซิยง (Rüdiger Assion) โฆษกของ Opel ว่ากับสื่อในเยอรมัน โดยให้เหตุผลว่าทางบริษัทจะปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่หลังจากสิ้นยุค 2000s 

นี่ไม่ใช่เรื่องเจ๊งหรือไม่เจ๊ง แต่มันคือการ "เน้น หรือ ไม่เน้น" มากกก่า เพราะนับตั้งแต่ Opel ถอนสปอนเซอร์ ดูเหมือนว่าในแง่ยอดขายของพวกเขาจะดีขึ้น ปัจจุบันแบรนด์ Opel มีตัวเลขยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปี 2010-2020 ที่พวกเขาไม่ขึ้นหน้าอกเสื้อุตบอล มีการยืนยันว่า ยอดขายดีขึ้น 5.42% และได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นด้วย

"เราได้รับการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งทางการตลอดในยุโรป เรามุ่งเน้นไปที่ช่องทางการขายที่ทำกำไรแก่กลุ่มเป้าหมายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นั้นเป็นผลลัพธ์ที่ดี ที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ" เซเวียร์ ดัชเฮมิน กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายของ Opel ว่าไว้ ในปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่พวกเขาสามารถขายรถได้ถึง 700,000 คนภายในเวลาแค่ 8 เดือนเท่านั้น 

แม้ฟุตบอลจะไม่ได้ทำให้การขายรถดีเท่ากับการโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่อย่างน้อย ฟุตบอลทำให้บริษัท Opel มีชื่อเสียงที่กว้างไกลและแน่ใจได้ว่าเป็นบริษัทที่ได้รับความเชื่อถือ ในการสนับทีมฟุตบอลถึง 3 ทีมพร้อม ๆ กัน ด้วยเงินยอดรวมราวปีละ 50 ล้านยูโร นั่นคือการลงทุนที่ไม่ใช่น้อย ๆ 


Photo : int-media.opel.com

แต่หากจะบอกว่า Opel ยังคงเดินหน้าและได้ส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ณ เวลานั้น โดยไม่ได้มีฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งในความก้าวหน้า นั่นคงเป็นเรื่องที่เกินจริงไปหน่อย ฟุตบอลไม่ได้เพิ่มยอดขาย แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ ที่สุดท้ายแล้วเมื่อความมั่นใจมาเจอกับการโฆษณาในยุคใหม่และการปรับปรุงคุณภาพ มันก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งที่แปรเปลี่ยนไปยอดขายที่ดีขึ้นในทางอ้อมเช่นกัน  

นั่นคือสาเหตุที่ Opel ไม่เคยขึ้นหน้าอกเสื้อสโมสรฟุตบอลระดับโลกอีกเลย เพราะปัจจุบันพวกเขาจะต้องใช้เงินมากกว่าเดิมถึง 3 - 4 เท่า จากที่เคยทำในอดีต และ Opel ชั่งน้ำหนักมาแล้วว่ามันไม่คุ้มกับสิ่งที่พวกเขาต้องการที่แท้จริง

แต่ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้ Opel ยังคงเป็นผู้สนับสนุนในวงการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลหรือแฟนบอล แต่เน้นไปที่ท้องถิ่นของพวกเขาอย่างประเทศเยอรมัน  

แม้จะไม่ได้ขึ้นหน้าอกเสื้อแต่ Opel ก็ยังเป็นหุ้นส่วนในเชิงกลยุทธ์กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยโลโก้ของ Opel จะปรากฎบนแขนเสื้อด้านซ้ายของขุดแข่งขันของทีม นอกจากนี้ยังมีสโมสร ไมนซ์05 และเช่นเคยพวกเขาไม่ได้ขึ้นหน้าอกเสื้อ แต่เป็นการ "ซื้อชื่อสนามของเหย้าของทีม" โดยทุกวันนี้ สนามแข่งของ ไมนซ์ มีชื่อว่า "Opel Arena" และถูกใช้งานในชื่อนี้มาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน 


Photo : sportuned.com

นับตั้งแต่จักรเย็บผ้า, จักรยาน จนมาถึงสโมสรฟุตบอล  ไม่ว่ามองไปทางไหนสิ่งต่างๆ บนโลกนี้สามารถทำให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าได้ทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสายตาของคุณนั้นเฉียบคมพอหรือป่าวที่จะอ่านและวิเคราะห์ว่า "ของชิ้นนี้กำลังมา" เท่านั้นยังไม่พอ... ใจคุณต้องถึงด้วยที่จะลงทุนกับสิ่งนั้นแบบเต็มๆ เพื่อได้ผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

เหมือนกับที่ Opel ทำ พวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนในด้านโฆษณาได้เป็นอย่างดี.... เลือกให้ถูกที่ ถูกเวลา วิเคราะห์ให้ขาด เมื่อนั้น จับอะไรก็กลายเป็นเงินเป็นทองไปหมด  

แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่คุณภาพของคุณด้วย... Opel ทำแบรนด์ตัวเองให้เเข็ง และทำสินค้าให้มีคุณภาพ ก่อนที่พวกเขาจะกระโดดออกนอกวงการเพื่อไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ... รู้จักตัวเองให้ดีก่อนจะออกไปลุยกับสิ่งที่เราไม่รู้จักและรออยู่ข้างหน้า 

หวังว่าเรื่องของ Opel และการเลือกสนับสนุนทีมฟุตบอลอย่าง บาเยิร์น, มิลาน และ เปแอสเช จะให้ประโยชน์และมุมมองบางอย่างสำหรับคุณไมว่าด้านใดก็ตาม 

 

แหล่งอ้างอิง :  

https://www.opel.de/opel-erleben/opel-und-sport.html 
https://www.wsj.com/articles/SB867683715255952000 
https://www.dw.com/en/opel-will-stop-sponsorship-of-fc-bayern-munich/a-374538 
https://museumofjerseys.com/2017/01/17/how-bayern-munich-paris-st-german-ac-milan-and-sparta-prague-dealt-with-having-opel-as-sponsors-when-they-met-in-europe/ 
https://www.faz.net/aktuell/sport/fussball-bundesliga-opel-ueberdenkt-sponsorvertrag-mit-bayern-muenchen-129114.html 
https://www.sportbusiness.com/?fbclid=IwAR2vhZDFDM0jgoInlCRWOwzPbLyP5y46XBZURgy8wdQsNrJXzla7YVWYSH8 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x