FEATURE

เบอร์ลิน 1936 : เมื่อโอลิมปิกของฮิตเลอร์อาจมีส่วนทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 | Main Stand



"นาซีประสบความสำเร็จในการโฆษณาชวนเชื่อ และฮิตเลอร์ก็ได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ" ซูซาน บาชรัค ภัณฑารักษ์ ที่เคยจัดนิทรรศการ "นาซี โอลิมปิก: เบอร์ลิน 1936" กล่าว
 

 

ขึ้นชื่อว่าโอลิมปิก มันคือมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ที่แต่ละชาติส่งนักกีฬามาชิงชัยเหรียญทอง ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตรและชื่นมื่น แถมบางครั้งยังเป็นเวทีสมานฉันท์ ที่ทำให้ชาติที่มีปัญหากันลืมความขัดแย้งลงชั่วคราว

อย่างไรก็ดี อาจจะไม่ใช่สำหรับ เบอร์ลิน 1936 เพราะแม้ว่าฉากหน้าจะดูสวยหรู แต่มันกลับมีส่วนทำให้เกิดสงครามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างสงครามโลกครั้งที่ 2

เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ติดตามเรื่องราวไปพร้อมกับ Main Stand

 

ของขวัญจากการสืบทอดอำนาจ

โอลิมปิก เป็นมหกรรมกีฬาที่หลายคนใฝ่ฝัน ที่ไม่ใช่แค่นักกีฬาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนานาประเทศที่พยายามแย่งสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพอย่างดุเดือดเป็นประจำทุก 4 ปี

แต่อาจจะต่างออกไปสำหรับเบอร์ลิน 1936 เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ท่านผู้นำสูงสุดของเยอรมันในตอนนั้น ดูจะไม่ใยดีทัวร์นาเมนต์กีฬาสุดยิ่งใหญ่รายการนี้ในตอนแรก เนื่องจากมันเป็นเพียงภารกิจที่สืบเนื่องมาก่อนที่เขาจะขึ้นสู่ตำแหน่งในปี 1933

Photo : Britannica 

"เบอร์ลิน ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ก่อนที่ฮิตเลอร์จะเข้ามากุมอำนาจ" ซูซาน บาชรัค ภัณฑารักษ์ ที่เคยจัดนิทรรศการ "นาซี โอลิมปิก: เบอร์ลิน 1936" ที่ United States Holocaust Memorial Museum กล่าวกับ National Public Radio

"คำถามที่ใหญ่ที่สุดคือพวกนาซี ภายใต้การนำของฮิตเลอร์อยากเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่รู้จักความเป็นสากล"

Photo : United States Holocaust Memorial Museum 

อย่างไรก็ดี โยเซฟ ก็อบเบลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการของเยอรมัน เล็งเห็นถึงประโยชน์ของมัน เนื่องจากในตอนนั้นจักรวรรดิไรช์ที่ 3 ปกครองด้วยระบอบเผด็จการแบบขวาจัด ที่เชิดชูชาวอารยัน หรือชาวนอร์ดิก ที่มีผมสีทองและตาสีฟ้า จึงได้พยายามโน้มน้าวท่านผู้นำว่านี่คือโอกาสสำคัญ ที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ของชาวอารยันให้โลกได้รับรู้  

และทันทีที่ท่านผู้นำเห็นพ้อง รัฐบาลของฮิตเลอร์ ก็เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง พวกเขาทุ่มเงินไปถึง 42 ล้านไรช์มาร์ค (ราว 73,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน) เพื่อเนรมิตศูนย์กีฬาโอลิมปิกแบบครบวงจร ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน

แน่นอนว่าภายใน โอลิมปิก สเตเดียม สนามกีฬาอันโอ่โถง ซึ่งเป็นสังเวียนหลักของโอลิมปิกครั้งนี้ ยังได้สร้างที่นั่งพิเศษไว้ให้ฮิตเลอร์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาซี ไว้ด้วย

Photo : ResearchGate 

"ในโอลิมปิก สเตเดียม มีอัฒจันทร์เป็นวงกลมคล้ายกับโคลอสเซียมของโรมัน ที่ทำให้ ฮิตเลอร์ ได้นั่งอยู่เหนือเจ้าหน้าที่โอลิมปิก ในตำแหน่งที่เด่นที่สุด" แลร์รี ไรท์เตอร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Dangerous Games: Australia at the 1936 Nazi Olympics กล่าวกับ ABC

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้ ฮิตเลอร์ และนาซี สนใจโอลิมปิกครั้งนี้

 

ประกาศศักดาชาวอารยัน (และกดขี่ยิว)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ฮิตเลอร์ และนาซี ให้ความสำคัญกับโอลิมปิกครั้งนี้เป็นพิเศษ ก็คือความที่มันมีต้นกำเนิดมาจากกรีกโบราณ ซึ่งเกี่ยวพันกับพวกเขา เนื่องจากตามตำนานของนาซีอ้างว่าชาวอารยันเอง ก็สืบเชื้อสายมาจากกรีกโบราณ

ทำให้พวกเขาพยายามหยิบโยงตำนานปรัมปราของกรีก มาตีความใหม่ และเกิดสิ่งที่เรียกว่า "การวิ่งคบเพลิง" ขึ้น มันคือการวิ่งระยะทางไกล ที่นำไฟจากภูเขาโอลิมเปีย มาจุดในโอลิมปิก และทำให้การแข่งขันครั้งนั้นกลายเป็นครั้งแรกในโอลิมปิกสมัยใหม่ที่มีสิ่งนี้ 

Photo : United States Holocaust Memorial Museum 

"จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ของนาซี แต่เป็นของ คาร์ล เดียม (ประธานกรรมการจัดการแข่งขันเบอร์ลิน 1936) ที่ได้ไอเดียนี้มาจากการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์กรีก" บาชรัค อธิบาย 

"และกระทรวงโฆษณาการ ภายใต้การนำของ โยเซป กอบเกลส์ คิดว่ามันเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการโฆษณาเกมการแข่งขัน" 

อย่างไรก็ดี แม้จะเห็นถึงโอกาสในการเชิดชูชาวอารยัน แต่มันก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่กวนใจฮิตเลอร์ สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้ นั่นก็คือชนชาติที่เรียกว่า ชาวยิว 

Photo : United States Holocaust Memorial Museum 

ฮิตเลอร์ มีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับยิวมาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจากเขามักจะถูกเพื่อนเล่นที่เป็นคนเชื้อสายยิวเอาเปรียบมาตลอด และกลายเป็นความรู้สึกฝังใจต่อคนชนชาตินี้

ยิ่งไปกว่านั้น จากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิ่งทำให้เขารู้สึกเกลียดชนชาตินี้ขึ้นไปอีก เมื่อเขารู้สึกว่าชาวยิวคือหนอนบ่อนไส้ ทำให้เยอรมัน กลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม แถมยิวส่วนใหญ่ยังสนับสนุนคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ

ทำให้เมื่อ ฮิตเลอร์ ขึ้นสู่อำนาจ เขาพยายามกวาดล้างชนชาติยิวไปจากสังคม เริ่มตั้งแต่ออกกฎหมายจำกัดสิทธิของชาวยิว ที่ทำให้พวกเขากู้เงินไม่ได้ แต่งงานกับคนเยอรมันไม่ได้ ไปจนถึงจับคนยิวไปอยู่ในค่ายกักกัน 

Photo : Smithsonian Magazine 

เช่นกันสำหรับ โอลิมปิก 1936 ฮิตเลอร์ และนาซี พยายามกีดกันไม่ให้นักกีฬาสายเลือดยิวเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งถูกห้ามใช้ลู่วิ่ง สนามว่ายน้ำ คอร์ทเทนนิส สถานที่ฝึกซ้อม หรือถึงขั้นไล่ออกจากสโมสรกีฬา 

มาร์กาเร็ต แลมเบิร์ต (ชื่อเดิมคือ เกรเทล เบิร์กมันน์) คือหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เธอคือนักกระโดดสูงที่เก่งที่สุดในยุคนั้น แต่กลับถูกไล่ออกจากสโมสรกีฬา จากความที่มีเชื้อสายยิวในสายเลือด

Photo : The New York Times 

"ในฤดูใบไม้ผลิ 1933 ฉันได้รับจดหมายจากสโมสรกีฬา ในจดหมายเขียนว่า 'คุณจะไม่ได้รับการต้อนรับจากที่นี่อีกต่อไป เพราะว่าคุณคือยิว ไฮล์ ฮิตเลอร์'" แลมเบิร์ตให้สัมภาษณ์กับ Holocaust museum เมื่อปี 1996 

"พวกเขาไล่ฉันออกจากสโมสร และนั่นก็คือจุดจบในชีวิตนักกีฬาของฉัน จากความเกี่ยวข้องที่ฉันมี" 

อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ของฮิตเลอร์ ก็เกือบทำให้พวกเขาถูกยึดสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ 

 

ทั่วโลกประณาม 

นโยบายอันสุดโต่งของฮิตเลอร์ อาจจะดูดีในสายตาของเขา และพรรคนาซี รวมไปถึงผู้สนับสนุน แต่ในระดับนานาชาติ มันคือความคิดที่เป็นภัยต่อมนุษย์ 

"การที่ฮิตเลอร์ละเมิดสิทธิส่วนรวมในการปฏิบัติต่อชาวยิวในเยอรมัน ถือเป็นความท้ายทายต่ออารยธรรม" พลตรีจอห์น เอฟ โอไรอัน ฮีโร่สงครามโลกชาวอเมริกันจากกล่าวกับ National Public Radio 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ทำให้นักกีฬาเชื้อสายยิวหลายคน รวมไปถึงคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ขู่ว่าจะคว่ำบาตรการแข่งขัน ที่มีตั้งแต่ไม่มาร่วมแข่งไปจนถึงย้ายสถานที่จัดการแข่งขันไปที่อื่น 

Photo : YouTube | Vintage Footage 

"โอลิมปิก 1936 อาจถูกยกเลิกเพราะนโยบายต่อต้านยิวของเยอรมัน" พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ The New York Times ในเดือนเมษายนปี 1933 ระบุ 

เมื่อฟีดแบ็คในระดับนานาชาติไม่ดี และอาจโดนยึดสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ ทำให้นาซีพยายามแก้ลำ ด้วยการเชิญ แลมเบิร์ต นักกระโดดสูงเชื้อสายยิวเข้ามาติดทีมชาติ 

"เหตุผลเดียวที่ฉันได้อยู่ในทีมโอลิมปิกเพราะว่าคนอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่น ๆ ขู่ว่าจะไม่มาเข้าร่วมโอลิมปิก 1936 เนื่องจากการเหยียดชาวยิว" แลมเบิร์ตย้อนความหลัง 

Photo : Jewish Telegraphic Agency 

นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามระงับข้อพิพาท ด้วยการเชิญเจ้าหน้าที่โอลิมปิก นักธุรกิจ และนักการเมือง มาเยอรมัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติและความขัดแย้งที่นี่ และสัญญาว่าการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นเกมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน 

"ในต่างประเทศ ฮิตเลอร์และลูกน้องของเขาจากคณะกรรมการโอลิมปิกเยอรมันพยายามพูดว่า คนเยอรมันที่เป็นยิวทุกคนไม่ว่าใครก็ตามมีโอกาสติดทีมชาติ แต่คำพูดนี้ไม่เป็นความจริง" ไรท์เตอร์กล่าว

"มันไม่ใช่โอลิมปิกเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ มันเป็นเหมือนเกมทายคำปริศนา" 

แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเกมทายคำปริศนาที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

 

ยิ่งใหญ่อลังการ 

1 สิงหาคม 1936 ไฟโอลิมปิก ก็เดินทางมาถึง โอลิมปิก สเตเดียม ทว่าผู้ที่นำไฟไปจุดที่สนามกลับไม่ใช่นักกีฬา แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า ฟริตซ์ ชิลเกิล อันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สูง ผมบลอนด์ และตาสีฟ้า ตามขนบชาวอารยัน 

"รูปลักษณ์เขาตรงตามอุดมคติของผู้ชายอารยัน แต่เขาเป็นเหมือนหลาย ๆ อย่างในโอลิมปิก ที่เป็นการประชาสัมพันธ์และการแสดง" ไรท์เตอร์ อธิบายกับ ABC  

Photo : Wikipedia 

พิธีเปิดในวันนั้นเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ พวกเขามีทั้งนักร้องประสานเสียง และวงดนตรีอย่าง Berlin Philharmonic ที่มี ริชชาร์ท ชเตราส์ นักดนตรีคลาสสิคชื่อดัง เป็นผู้ควบคุมวง มาบรรเลงเพลง และแน่นอน คนกล่าวเปิดงานจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ฮิตเลอร์ 

"ผมขอประกาศว่าเกมการแข่งขันที่เบอร์ลินได้จัดขึ้นเพื่อฉลองโอลิมปิกยุคใหม่ครั้งที่ 11 ขอเปิดการแข่งขัน" คำกล่าวของฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นประโยคเดียวที่เขาพูดต่อสาธารณะในระหว่างการแข่งขันโอลิมปิก 

ในขณะที่บนฟ้าก็มีเรือเหนาะฮินเดนเบิร์ก ลอยเด่นอยู่เหนือโอลิมปิก สเตเดียม ท่ามกลางสายตาผู้ชมนับแสน ที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดสุดอลังการ 

Photo : United States Holocaust Memorial Museum 

"มีอยู่คนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน ทุกคนต่างยกแขนขวาไปข้างหน้าเพื่อทำท่าทำความเคารพแบบนาซี และหลังจากนั้นนักกีฬาก็เดินพาเหรดอย่างพร้อมเพรียง" ไรท์เตอร์บรรยาย

ส่วนนอกสนาม ก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครเคยเห็นป้ายต่อต้านชาวยิวอย่างที่เคยได้ยินมา ในขณะที่คนเยอรมันก็ล้วนเป็นมิตร และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พวกเขาพูดจาดีกับทุกคน โดยเฉพาะคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน 

ทำให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแข่งขันครั้งนั้น ล้วนกลับมาด้วยความประทับใจและรู้สึกดีต่อเจ้าภาพ พวกเขามองว่า เยอรมันและนาซี ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แม้แต่ เฟรเดริค ที เบอร์แชล นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ New York Times ยังกล่าวชื่นชมหลังพิธีปิด  

Photo : Twitter | @ihf_info 

"คนต่างชาติที่รู้จักคนเยอรมันจากสิ่งที่เห็นใน 2 สัปดาห์อันเพลิดเพลิน สามารถกลับบ้านไปพร้อมกับความประทับใจ" เบอร์แชลกล่าวในบทความ 

"พวกเขาคือคนชาติที่มีความสุข และมีความเจริญรุ่งเรือง มากกว่าความเชื่อว่า ฮิตเลอร์ คือคนโดดเด่นที่สุด"  

"ผู้นำทางการเมืองของโลก ดูจะใส่ร้ายคนเยอรมันมากไป ทั้งที่พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นคนรักสงบ ที่โลกควรให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่พวกเขา" 

อย่างไรก็ดี มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ? อย่างที่รู้ ไม่ใช่แน่นอน ...

 

เครื่องมือนำไปสู่สงคราม 

"นาซีประสบความสำเร็จในการโฆษณาชวนเชื่อ และฮิตเลอร์ก็ได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ" บาชรัค กล่าวกับ  National Public Radio

"แม้แต่ เฟรเดริค เบอร์แชล นักข่าวการเมืองของ The New York Times ยังพูดหลังทัวร์นาเมนต์ว่าเกมการแข่งขันได้ทำให้เยอรมันกลับมาอยู่ในแนวเดียวกันกับชาติอื่น ๆ หรือบอกว่าทำให้พวกเขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกครั้ง" 

Photo : Atlas Obscura 

เบอร์ลิน 1936 อาจจะจบลงไปด้วยความชื่นมื่นพร้อมกับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนานาชาติ แต่สุดท้ายมันเป็นเพียงแค่การจัดฉากเท่านั้น เมื่อหลายสิ่งที่โลกเห็น เป็นเพียงแค่ภาพที่นาซีต้องการที่จะทำเสนอ 

ไม่ว่าจะเป็นการเก็บป้ายต่อต้านยิวทั่วกรุงเบอร์ลินชั่วคราว หรือการเอาหนังสือพิมพ์ต่อต้านยิวอย่าง Der Stürmer ออกจากแผง ไปจนถึงกำชับให้ประชาชนแสดงความเป็นมิตรกับผู้มาเยือน โดยเฉพาะชาวอเมริกัน-แอฟริกัน

ในขณะที่ แลมเบิร์ต นักกระโดดสูงชาวยิว ก็เป็นเพียงแค่การสร้างภาพเท่านั้น เมื่อก่อนการแข่งขันไม่กี่วัน เธอกลับถูกไล่ออกจากแคมป์ทีมชาติ ทั้งที่หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้นเธอเพิ่งทำสถิติกระโดดได้ถึง 5 ฟุต 3 นิ้ว ซึ่งเป็นระดับเดียวกันที่สามารถคว้าเหรียญในโอลิมปิกครั้งนั้นได้ 

Photo : Alchetron 

"ฉันกลายเป็นคนแพ้เสมอไม่ว่าจะทางไหน เพราะว่าถ้าฉันชนะ มันจะกลายเป็นการดูถูกจิตใจคนเยอรมันว่า 'ชาวยิวเก่งพอที่จะคว้าเหรียญโอลิมปิกได้อย่างไร' ฉันต้องกลัวไปตลอดชีวิตแน่ และถ้าฉันแพ้ ฉันก็จะกลายเป็นตัวตลก 'ดูสิ เรารู้ว่าคนยิวทำไม่ได้'" เธอย้อนความหลัง

แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น คือโอลิมปิกครั้งนั้น ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

เพราะแม้ว่าพรรคนาซี จะเป็นพรรคที่มีอิทธิพลต่อชาวเยอรมันเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงเริ่มต้น มันไม่ได้รับความนิยมขนาดนั้น ก่อนที่โอลิมปิก จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้พวกเขากลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง 

Photo : PBS International 

"มันเป็นระบอบการปกครองที่ค่อนข้างอายุน้อย แม้ว่าจะเป็นเผด็จการอยู่แล้ว แต่มันก็มีความสำคัญมากที่จะสร้างความนิยม (ต่อระบอบ) โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวที่มีส่วนสำคัญในการเติบโตของขบวนการนาซี" บาชรัค อธิบาย 

"แน่นอนว่ากีฬาและโอลิมปิกเป็นวิธีที่ดีที่จะทำอย่างนั้น"  

เช่นกับกับ โอลิเวอร์ ไฮลมส์  นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ที่กล่าวว่ามหกรรมกีฬาที่เบอร์ลิน ได้ปลุกให้พรรคนาซี ที่เริ่มเสื่อมความความนิยมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และที่สำคัญมันได้สร้างภาพลักษณ์ให้ฮิตเลอร์กลายเป็น "พ่อของแผ่นดิน" 

Photo : The Times of Israel 

"มันเป็นจุดสูงสุดของความเคารพในเยอรมัน และในหมู่ประชาชน" ไฮลมส์ กล่าวกับ Quartz 

"มันทำให้ฮิตเลอร์สามารถแสดงศักยภาพในฐานะผู้นำ พ่อของประเทศ แม้ว่าเขาจะเดินทางไปพบปะ (เจ้าหน้าที่จากทั่วโลก) แต่เขาพูดเพียงแค่ครั้งเดียวใน 16 วัน และมันก็แค่ประโยคเดียว" 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด โอลิมปิกครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความนิยมของพรรคนาซีแก่คนในประเทศเท่านั้น แต่มันยังช่วยปรับภาพลักษณ์ของพรรคในสายตาคนทั้งโลก ที่ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นมิตร ไม่มีพิษมีภัย และปกติดี แม้ว่าสุดท้ายมันจะเป็นแค่ละครฉากหนึ่งก็ตาม

Photo : Britannica  

"ในช่วงทศวรรษที่ 1930 นาซีเยอรมัน มีปัญหาใหญ่ในเรื่องภาพลักษณ์ จากความก้าวร้าวและการละเมิดสัญญาอย่างต่อเนื่อง" ไฮลมส์ กล่าวต่อ 

"แต่โอลิมปิกมีบทบาทสำคัญในการแสดง 'ใบหน้าอันเป็นมิตร' และแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นประเทศที่เปิดรับและอดทนอดกลั้น แถมยังเป็นสมาชิกที่เป็นมิตรในสังคมวงกว้าง" 

ในขณะที่ บาร์บารา เบิร์สติน อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก และมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอนเสริมว่า "มันทำให้การต่อต้าน (ฮิตเลอร์) อ่อนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดจนถึงปี 1936" 

"ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าเขากำลังมุ่งไปในทางที่ผิดอย่างชัดเจน  แต่ด้วยโอลิมปิกก็ทำให้เขามีโอกาสแสดงว่าเขาปกติดี มีเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นคนอื่น" 

Photo : Rare Historical Photos 

แต่สิ่งสำคัญที่สุดมันคือการอำพรางการเตรียมตัวสู่สงครามของเยอรมัน รวมถึงทำให้นานาชาติไม่ทันระวัง เพราะหลังจากนั้นเพียงแค่ 3 ปี พวกเขาก็ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย ยกพลบุกโปแลนด์ ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในสงครามที่เลวร้ายที่สุดในมวลมนุษยชาติ

"มีคนที่อยู่ในชุดเครื่องแบบมากมาย และมียุวชนฮิตเลอร์ ทุกคนดูกระตือรือร้นมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวเพื่อสงคราม แต่พวกเขาก็ทำให้เราเชื่อว่าพวกเขาแค่กลัวรัสเซีย" ดอร์ริส คาร์เตอร์ นักกระโดดสูงทีมชาติออสเตรเลียที่เข้าร่วมโอลิมปิกในครั้งนั้นกล่าวสมัยยังมีชีวิตอยู่ 

"พวกเขามีสาธารณูปโภคที่สวยงาม แต่ฉันจำไม่ได้ว่าเราเดินจากห้องแต่งตัวไปสนามอย่างไร มันเป็นอุโมงค์ที่ทอดยาว ฉันโชคดีที่ได้กลับไปเบอร์ลินในปี 1946 เพื่อไปเดินขบวนพาเหรดแห่งชัยชนะ และมันก็ชัดเจนว่าอุโมงค์เหล่านี้ และทางเข้าจากชั้นใต้ดินไปสนาม เป็นที่หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศ ที่พร้อมเสมอเมื่อสงครามมาถึง" 

 

เครื่องเตือนใจ  

หลังจากโอลิมปิก 1936 ทัวร์นาเมนต์กีฬาระดับโลกก็ต้องเว้นไปถึง 12 ปี จากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เยอรมัน เป็นผู้เริ่มต้น และทำให้โลกได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกเขา โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 6 ล้านคน  

หลังจากนั้น พรรคนาซี และตราสวัสดิกะ ก็กลายเป็นสิ่งต้องห้าม และน่ารังเกียจ จนทำให้มันถูกลบจากทุกที่ในเยอรมัน ยกเว้นเพียงแค่ โอลิมปิก สเตเดียม เบอร์ลิน 

Photo : DFB 

อย่างไรก็ดี การดำรงอยู่ที่นี่ของมันไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความตั้งใจที่จะใช้สังเวียนแห่งนี้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเลวร้ายของการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือทางการเมือง 

ทำให้นอกจากตราสัญลักษณ์ 5 ห่วงของโอลิมปิก ในสนามที่ตอนนี้กลายเป็นรังเหย้าของสโมสรของแฮร์ธา เบอร์ลิน ยังมีสัญลักษณ์นกอินทรีของนาซี ตราสวัสดิกะ รวมไปถึงป้ายชื่อของนักกีฬาที่ต้องสังเวยชีวิตไปในช่วงสงคราม 

ราวกับว่ามันคือเครื่องเตือนใจ ด้วยความหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว

Photo : Michael Stone Online 

"มันน่าจะเป็นสถานที่สุดท้ายในเบอร์ลินที่มีตราสวัสดิกะในที่สาธารณะ" ไรท์เตอร์อธิบาย 

"มันไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อเชิดชูระบอบนาซี แต่มันอยู่ในฐานะเครื่องเตือนใจของความเลวร้าย และความน่ากลัวที่เกิดขึ้นที่นั่น และยกย่องนักกีฬาที่ต้องเผชิญกับมัน" 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.npr.org/templates/story/story.php?storyId=91246674 
https://www.abc.net.au/radionational/programs/archived/bodysphere/remembering-the-1936-berlin-%E2%80%98nazi-olympics%E2%80%99/6674614 
https://time.com/4432857/hitler-hosted-olympics-1936/ https://www.historyplace.com/worldwar2/triumph/tr-olympics.htm 
https://theweek.com/captured/640037/when-nazi-germany-hosted-summer-olympics 
https://qz.com/1230045/hitler-and-the-nazis-used-the-olympics-as-propaganda-like-north-korea-russia-qatar/
https://bleacherreport.com/articles/1268484-the-1936-olympics-a-necessary-reflection-and-the-value-of-a-single-human-being 
https://slate.com/culture/2018/02/the-united-states-olympic-appeasement-in-1936-helped-fuel-the-rise-of-nazi-germany.html 
https://www.theholocaustexplained.org/life-in-nazi-occupied-europe/controlling-everyday-life/olympics/ 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x