FEATURE

ธนวรรธน์ เขียวเจริญ : ชายหนักเกือบ 200 กิโลฯ ที่ตายแล้วเกิดใหม่ด้วยการวิ่ง | Main Stand



"ตอนที่น้ำหนักตัว 198 กิโลกรัม สภาพผมเหมือนคนตายทั้งเป็น ผมใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปไม่ได้ เคยเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะหยุดหายใจตอนนอน 2 ครั้ง ภรรยาร้องไห้ไม่รู้จะทำอย่างไร" 


 

2-3 ปีก่อน "ตั้ม-ธนวรรธน์ เขียวเจริญ" มีน้ำหนักตัวเฉียด 200 กิโลกรัม เขาเจอกับแพ็คเกจที่ตามมา คือ ปัญหาสุขภาพ เคยเกือบตายเพราะมีอาการหยุดหายใจขณะหลับนอน 

ในตอนนั้น หากมีใครสักคนบอกว่า "ชายคนนี้" จะสามารถพิชิตฟูลมาราธอน และใช้เวลา 1 เดือนกว่า ๆ วิ่งทุกวันเพื่อสะสมระยะทางให้ได้ 750 กิโลเมตร คงเป็นเรื่องที่แม้แต่เจ้าตัวก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย 

ลำพังตอนนั้นแค่แบกร่างกายให้เดินได้ต่อเนื่อง 100 เมตร ธนวรรธน์ ก็สารภาพแล้วว่า เขาเหนื่อยแทบขาดใจ  

แต่หลังจากที่ ธนวรรธน์ หันมาดูแลตัวเอง คุมอาหารควบคู่กับการ "วิ่ง" ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงคือ น้ำหนักตัวลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง สามารถทำในภารกิจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นจริงได้ ด้วยสองขา บวกกับหนึ่งหัวใจที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่

 

ตายทั้งเป็น

เสียเงินทองไม่ตาย หากจะหามันคงไม่สาย แต่หากสุขภาพร่างกายล้มละลาย ชีวิตที่มีลมหายใจอยู่ก็คงไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น 

ธนวรรธน์ เขียวเจริญ เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เขาแทบจะใช้ชีวิตเหมือนคนติดเตียง ติดโซฟา ไม่อยากลุก ขยับร่างกายไปไหนเลย เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินไป และปัญหาสุขภาพที่ส่งผลให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนปกติทั่วไปได้

"ผมเคยเป็นอดีตนักกีฬารักบี้เยาวชนทีมชาติไทย เล่นมาตั้งแต่มัธยมฯ จนถึงระดับมหาวิทยาลัย กระทั่งตอนอายุ 22 ปี ได้รับบาดเจ็บจึงตัดสินใจเลิกเล่น หลังจากนั้นก็ปล่อยตัว มีความสุขกับการกิน เที่ยว ดื่ม จากน้ำหนัก 120 กิโลฯ ก็พุ่งมาขึ้นสูงสุดถึง 198 กิโลฯ"

เป็นเวลานับ 10 ปีที่ ธนวรรธน์ ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้ดูแลตัวเอง จากต้นทุนร่างกายที่เคยแข็งแรงกำยำ สมัยเล่นรักบี้ ผ่านไปหลายปี เขาแทบไม่เหลือร่องรอยของคนที่เป็นนักกีฬาอีกเลย อันเป็นผลจากการใช้ร่างกายหนักหน่วงสะสมจนเกิดปัญหาด้านสุขภาพ


"ผมเป็นคนที่ดื่มของมึนเมาทุกวัน สมมติเดือนนึงมี 31 วัน ผมดื่มยันสว่างไปประมาณ 28 วัน สูบบุหรี่จัดมาก วันละ 2 ซอง ผมไม่กล้าตรวจสุขภาพ เพราะกลัวหมอ แต่มั่นใจเลยว่าตอนนั้นเป็น ความดันโลหิตแน่นอน มีอาการกรดไหลย้อนด้วย"

"พอน้ำหนักตัวเรามากขนาดนั้น มันทำให้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปได้ ผมเอนตัวลงนอนบนเตียงแบบคนอื่นไม่ได้ ต้องอาศัยนั่งหลับเอา ขับรถแค่ 5 นาที ผมก็สามารถหลับในได้เลย กลายเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์ร้าย และไม่อยากออกไปไหนเลย วัน ๆ อยากจะนอนอย่างเดียว ไม่อยากออกนอกบ้าน ร่างกายก็แย่ลงทุกวัน"

"สภาพตอนนั้นเหมือนคนตายทั้งเป็น ผมไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว ไม่เคยเลย ส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วย ภรรยาก็เป็นห่วงเรา เขาก็นอนหลับไม่สนิทเหมือนกัน เพราะเขากลัวเราจะเป็นอะไรไป" ตั้ม ธนวรรธน์ เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงเวลานั้น 

 

จุดเปลี่ยนระยะ 5 กิโลเมตร 

ธนวรรธน์ ใช้ชีวิตมาค่อนข้างสมบุกสมบัน กระทั่งคืนวันหนึ่งเขาตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยเป็นมานับ 10 ปีใหม่หมด 

ไม่ใช่เพราะหมอสั่ง แต่เขาเริ่มสัมผัสได้ว่า "ความตาย" อาจคืบคลานเข้ามาหาได้ในไม่ช้า หากยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม

"ผมเคยเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะหยุดหายใจตอนนอนถึง 2 ครั้ง หนแรกเกิดขึ้นระหว่างที่หลับอยู่ ผมรู้สึกเหมือนมีน้ำเปรี้ยว ๆ ดันขึ้นมาตรงคอ ไม่สามารถหายใจเข้าได้ จนต้องสำรอกออกมา ครั้งแรกหยุดหายใจไปไม่นานมาก ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง"

"จนมาเกิดเหตุการณ์ครั้งที่สอง เป็นแบบเดิมเลย แต่คราวนี้เป็นนานมาก จนภรรยาผมร้องไห้ ทำอะไรไม่ถูกเลย ทุบหลังจนเราสำรอกออกมา ผมเกิดอาการกลัวตาย คิดว่าถ้าไปหาหมอ ยังไงเขาก็ต้องสั่งให้เรามาออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร ก็คิดว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจริงจัง อย่ารอให้หมอสั่ง"


ธนวรรธน์ เริ่มต้นจากการควบคุมอาหารอย่างจริงจังและเข้มข้น จากคนที่ชอบกินมื้อดึก โซ้ยกับแกล้มเป็นว่าเล่น ยามตั้งวงสุรา เขาหักดิบไม่รับประทานอาหารเย็น ตัดแป้ง ลองศึกษาหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทดลองทำตาม ถูกบ้าง ผิดบ้าง เพื่อต้องการให้น้ำหนักตัวลดลงมา

สายตาของเขาไปสะดุดกับเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของ "พี่นะ" นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ชายคนหนึ่งที่เคยมีน้ำหนักตัวถึง 100 กิโลกรัม เคยป่วยหนัก เนื่องจากไม่เคยออกกำลังกาย แต่สุดท้ายมาได้ชีวิตใหม่ เพราะการวิ่ง จนสามารถเป็น คนไทยที่พิชิต 6 ฟูลมาราธอนระดับเมเจอร์ทั่วโลก (บอสตัน, นิวยอร์ก, ชิคาโก, ลอนดอน, เบอร์ลิน, โตเกียว) มาแล้ว 

ธนวรรธน์ จึงเชื่อว่า ถ้าคนเราตั้งใจทำอะไรจริง น้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาลก็สามารถลดลง และมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ หากเสริมด้วยการออกกำลังกาย

"ผมเริ่มต้นจากต้นทุนร่างกายเดินแค่ 100 เมตรก็เหนื่อยแล้ว แต่ผมยึดคำพูดของพี่นะที่บอกว่า ต้องทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ผมจึงทำซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 6 เดือน ควบคู่กับการคุมอาหาร ผลลัพธ์คือ ผมสามารถวิ่งได้ต่อเนื่อง 1 กิโลเมตร น้ำหนักลดลงมาเหลือ 150 กิโลฯ ซึ่งก็ยังเยอะอยู่ แต่เริ่มเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดี"

"ส่วนจุดเปลี่ยนเรื่องการวิ่งของผม เกิดขึ้นจากที่วันหนึ่ง ระหว่างที่เรานั่งกินอาหารอยู่กับน้อง ๆ มีน้องคนหนึ่งดันพิเรนทร์เอาชื่อเราไปสมัครงานวิ่ง ระยะ Fun Run 5 กิโลเมตร ไอ้ผมก็ไม่รู้ตัว กลัวไม่ทัน Cut-Off เลยแอบไปซ้อมวิ่งคนเดียว" 

"พอถึงงานวันนั้น เวลาของผมมันเกิน Cut-Off แต่ก็วิ่งจนเข้าเส้นชัย เขามอบเหรียญรางวัลให้เรา ตอนนั้นบอกกับตัวเองว่า ไม่เอาแล้วว่ะ เหนื่อยมาก วิ่งนี่ไม่ใช่ทางของเราเลย แต่กลับไปถึงบ้านคืนนั้น ผมนอนหลับสนิท"

"ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่ผมนอนหลับสนิทเมื่อไหร่ ตื่นเช้ามารู้สึกดีมาก ๆ เลย ทั้งที่ปวดเมื่อยไปทั้งตัว เพราะเรานอนหลับสนิทได้แล้ว" 

"5 กิโลเมตรในวันนั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมไปต่อ อยากพิชิต 10 กิโลเมตร ก็ใช้เวลาเป็นปี ฝึกทุกวัน กว่าจะวิ่งได้ต่อเนื่องระยะทาง 10 กิโลเมตร"

 

พิชิตฟูลมาราธอน 

หนึ่งปีต่อมา หลังออกมาวิ่งอย่างจริงจัง ในที่สุด ธนวรรธน์ ก็สามารถพาตัวเองวิ่งเข้าเส้นชัย ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร โดยใช้เวลาย่ำเท้าออกแรงวิ่งไปร่วม 6.53 ชั่วโมง 

ทันทีเขาทำสำเร็จ ธนวรรน์ คุกเข่าก้มตัวลงไปกองพื้น เปล่งเสียงตะโกนออกมาด้วยความดีใจ มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย สำหรับคนที่เคยมีน้ำหนักมากถึง 198 กิโลกรัม ที่อดทนเพียรพยายามมาตลอดหลายเดือน

เขายอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ละทิ้งความเคยชินเดิม ๆ หักดิบงดบุหรี่ งดเหล้าเบียร์ หันมาใส่ใจดูแลตัวเอง อดทนสู้กับความขี้เกียจ เอาชนะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนพิชิตฟูลมาราธอนได้ดั่งใจปรารถนา


"หลังจากออกมาวิ่ง ปีแรกน้ำหนักผมลดลงมา 70-80 กิโลกรัม นอนหลับได้สนิท สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป เอนตัวหลับได้ สุขภาพแข็งแรงขึ้นมาก ล่าสุดไม่นานมานี้ ผมไปตรวจร่างกาย ค่าทุกอย่าง ไขมัน ตับ ดีหมด โรคเบาหวาน ความดัน ไม่มี อาการกรดไหลย้อนที่เคยเป็นก็หายไปด้วย เพราะการออกมาวิ่งทุกวันอย่างต่อเนื่อง"

"รู้สึกชีวิตมันเหมือน Flow ขึ้นเยอะเลย ทำอะไรก็ไม่ง่วงง่ายเหมือนเมื่อก่อน สำหรับผมมันเป็นเรื่องอภินิหารมากเลย หากมองจุดแรกที่เราน้ำหนักตัวเกือบ 200 กิโลกรัม แต่ตอนนี้เรามีสุขภาพดี และสามารถจบการวิ่งฟูล มาราธอนได้"

ธนวรรธน์ เชื่อว่า "วิ่ง" เป็นกีฬาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวใหม่ ไม่ต้องเล่นเป็นทีม และไม่ได้แข่งขันกับใคร นอกจากสู้กับใจตัวเองเพียงอย่างเดียว

"ถ้าคุณไม่ใช่นักวิ่งสายอีลิทล่ารางวัล วิ่งมันเป็นกีฬาที่สู้กับแค่ตัวเอง จริง ๆ ผมเป็นคนที่โคตรขี้เกียจเลยนะ ทุกวันผมก็ยังต้องกับสู้กับตัวเองอยู่ตลอด จะวิ่ง 10 หรือ 5 กิโลฯ จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ชนะบ้าง แพ้บ้าง ปะปนกันไป อย่างน้อย ๆ ถึงเราแพ้ เราก็ยังได้ตั้ง 5 กิโลฯ มันก็ยังดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย"

"ถ้าคุณเห็นผลลัพธ์ว่ามันดีขึ้น คุณจะหยุดทำไหมล่ะ ? คุณไม่มีทางหยุดอยู่แล้ว การออกกำลังกายของผมทุกวันนี้มันไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นความสุขและเรื่องที่จำเป็นต้องทำ การวิ่งเป็นเหมือนข้าวที่ผมต้องกินทุกวันไปแล้ว"

 

ภารกิจที่เป็นไป (ไม่) ได้

ธนวรรธน์ เขียวเจริญ ในวัย 35 ปี มีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน การควบคุมอาหาร ดูแลตัวเอง และหมั่นออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักตัวเขาลดลงมาเกือบครึ่งหนึ่ง พ่วงด้วยสุขภาพร่างกายกาย จิตใจที่ดีขึ้น 

ทุกวันนี้เขาสนุกกับการมองหาความท้าทายใหม่ ๆ ในการวิ่งเพื่อเอาชนะขีดจำกัดตัวเอง โดยมีเป้าหมายระยะไกลว่าสักวันหนึ่งจะพิชิตอัลตร้ามาราธอน ระยะทาง 100 กิโลเมตรให้ได้ 

ส่วนจุดหมายระยะสั้น ตอนนี้ ธนวรรธน์ กำลังทำในสิ่งที่เขาไม่เคยมาลองก่อนในชีวิต เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Flag of Nation งานวิ่งธงครั้งประวัติศาสตร์ที่คนไทยจะร่วมกันส่งพลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยในโอลิมปิก เกมส์ 2020  

ความพิเศษอยู่ตรงที่ เขาจะท้าทายตัวเองด้วยการ "วิ่ง 15 กิโลเมตร 50 วัน" รวมระยะทาง 750 กิโลเมตร ระหว่างวันที่  7 เมษายนถึง 28 พฤษภาคม 2021 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสะสมระยะทาง 1 ล้านกิโลเมตร และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ไปยังตัวแทนของชาติทุกคน 

"ผมรับรู้ได้ว่า นักกีฬาทีมชาติไทยกว่าจะได้ไปโอลิมปิก ต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูงมาก ไหนจะต้องแบกความรับกดดันอีก ในฐานะตัวแทนคนทั้งชาติ"

"อย่างตัวผมวิ่ง 15 กิโลฯ มาต่อเนื่อง 20 กว่าวันแล้ว ก็ยังคิดว่ามันยากเลย มันไม่เคยง่ายเลยสำหรับ แล้วนักกีฬาต้องฝึกซ้อมกันขนาดไหน ต้องเหนื่อยมาเป็นแรมปี บางคนต้องผ่านรอบคัดเลือกสะสมคะแนนกันข้ามปี เขาเหนื่อยกว่าผมเยอะมาก กว่าจะได้ไปตั๋วไปโอลิมปิก"

"ผมจึงตอบรับทำภารกิจที่ดูไม่น่าเป็นไปได้สำหรับตัวเอง เพราะผมไม่เคยวิ่ง 15 กิโลฯ 50 วันมาก่อน แต่ก็จะทำให้สำเร็จ เพื่อส่งต่อกำลังใจนี้ไปให้ทัพนักกีฬาไทยทุกคน ให้คุณรับรู้ว่า พวกคุณไม่ได้สู้เพียงลำพัง ยังมีคนไทยอีกมากที่เข้ามาร่วมโครงการ Flag of Nation โดยใช้การวิ่งสะสมระยะทางเพื่อส่งกำลังใจให้กับพวกคุณ"


"อยากเชิญชวนทุกคนนะครับ ทั้งคนที่เป็นนักกีฬา หรือคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย อยากให้มาสมัครร่วมกันวิ่งคู่ขนานกับ Flag of Nation เพื่อส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาไทยไปโอลิมปิก ยิ่งนักกีฬาเห็นว่า คนไทยส่งกำลังใจเขามากเท่าไหร่ ผมว่าเมื่อถึงวันนั้นเขาก็ยังมีกำลังใจที่ไปสู้มากเท่านั้น"

หากเพื่อนๆ สนใจร่วมวิ่งคู่ขนานไปกับ ตั้ม - ธนวรรธน์  และ "FLAG OF NATION" งานวิ่งธงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อสะสมระยะทาง 1 ล้านกิโลเมตร กับ "Flag of Nation Virtual Run" สามารถสมัครได้ที่ : https://bit.ly/webcheckraceOlympic2020 และส่งผลวิ่งได้ทันทีจนถึง 28 พฤษภาคม 2021  



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

ณัฐวุฒิ ไตรประวัติ

ช่างภาพผู้หลงใหลมอเตอร์ไซค์ และควบตำแหน่งนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ #MainStand #Photographer
     


x