FEATURE

กำแพงเพชร เอฟซี : ทีมของคนบ้าฟุตบอลที่ไม่เคยเปลี่ยนแนวทางตลอด 20 ปี | Main Stand



ในช่วงเวลาที่กีฬาฟุตบอลเติบโตเป็นธุรกิจ มองเห็นแต่ความสำเร็จและถ้วยรางวัล การจะหาสโมสรที่มีความผูกพันกับท้องถิ่น และเลือกใช้นักเตะเยาวชนภายในพื้นที่ลงเล่น กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน 


 

ใครจะเชื่อว่าสโมสรที่ยึดแนวทางนั้น คือ ทีมฟุตบอลขนาดเล็กในเมืองไทยอย่าง กำแพงเพชร เอฟซี ที่เริ่มต้นจากการส่งนักเตะชาวกำแพงเพชร 35 คน ลงสู้ศึกลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ด้วยค่าเฉลี่ยอายุ 20 ปี และยังคงยึดแนวทางดังกล่าวถึงปัจจุบัน

แม้จะต้องฝ่าฟันปัญหาเรื่องงบประมาณ, เรื่องนักเตะถอนตัว และการพัฒนาเยาวชนที่เริ่มต้นจากฝีเท้าติดลบ แต่ลูกบ้าของ เศกสรร ศิริพงษ์ ประธานสโมสรและเฮดโค้ช กลับผลักดัน กำแพงเพชร เอฟซี ให้กลายเป็นทีมที่เติบโตอย่างมั่นคง จากความสามารถของนักฟุตบอลชาวกำแพงเพชร ที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

รากฐานจากชุมชน

กำแพงเพชร เอฟซี ถือกำเนิดจากความตั้งใจในการพัฒนาฟุตบอลบ้านเกิดของ เศกสรร ศิริพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชาวกำแพงเพชร ที่เคยค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพ และบีอีซี เทโรศาสน 

โดยเริ่มจากการจัดโครงการสอนฟุตบอลแก่เด็กในท้องถิ่น เมื่อปี พ.ศ. 2542 ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลจังหวัดกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. 2545

“เจตนาหลักของผมที่กลับบ้านเกิดมาทำทีมกำแพงเพชร ข้อแรกคือ ผมอยากสร้างฟุตบอลในแบบของตัวเอง ซึ่งถ้าไปทำที่อื่น คงไม่มีใครให้โอกาส ผมเลยคิดว่า เรามาเริ่มต้นเองดีกว่า คิดว่าเป็นการช่วยบ้านเกิดด้วย” เศกสรร ศิริพงษ์ ประธานและหัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสร กำแพงเพชร เอฟซี กล่าว

ปี 2552 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศเปิดรับทีมฟุตบอลเข้าร่วมแข่งขันลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 เศกสรรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาฟุตบอลกำแพงเพชรสู่ระดับอาชีพ จึงลาออกจากทีมฟุตบอลจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อก่อตั้ง กำแพงเพชร เอฟซี ทีมฟุตบอลระดับอาชีพขึ้นมา

แต่ยังไม่ทันได้ลงสนาม กำแพงเพชร เอฟซี กลับพบกับปัญหาเรื่องงบประมาณทำทีม เนื่องจากได้เงินสนับสนุนจากทางจังหวัดเพียง 2 หมื่นบาท สโมสรจำเป็นต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายทุกด้าน จึงไม่สามารถหานักเตะฝีมือดีเข้าสู่ทีมตามต้องการ

เศกสรร จึงคัดเลือกเยาวชนที่มีใจรักฟุตบอลในจังหวัดกำแพงเพชร เข้ามาเป็นนักเตะของสโมสร ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักเตะฝีเท้าดี เนื่องจาก กำแพงเพชร เอฟซี เป็นทีมก่อตั้งใหม่ และยังไร้ชื่อเสียง จึงถูกมองข้ามแม้แต่ชาวกำแพงเพชรด้วยกันเอง

“ผมดูแล้วงบประมาณทีมน้อย เราต้องมีทรัพยากรที่อยู่กับทีมตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กำแพงเพชรต้องมีนักเตะไปแข่ง งบประมาณเรื่องค่ารถ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เรามีพอ ถ้ามีนักเตะพร้อม ทีมสามารถไปแข่งได้แน่นอน”

“เพราะฉะนั้น ปีแรกนักเตะในทีมของเราจึงเป็นเด็กท้องถิ่น คนกำแพงเพชร 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเตะด้อยโอกาส เพราะนักเตะเก่งเขาไปที่อื่นกันหมด โรงเรียนกีฬานครสวรรค์บ้าง เข้ากรุงเทพฯบ้าง เพราะฉะนั้น นักเตะที่เหลืออยู่ในจังหวัด คือเด็กที่ไม่มีใครเอา แต่ถ้ามีระเบียบวินัย ผมจะเอามาปั้นเป็นนักเตะของเรา”

“ตอนแรกก็มีคนบอกว่า ผมเอานักฟุตบอลจากไหนมาเล่น คนเก่งกว่านี้มีเยอะแยะ แต่ผมต้องการให้โอกาสเด็กในท้องถิ่น เพราะเราทำทีมลีกอาชีพแล้ว เราก็อยากให้โอกาสเด็กที่วันนี้เป็นนักเตะกึ่งอาชีพ มีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว”

กำแพงเพชร เอฟซี ใช้นักเตะชาวกำแพงเพชร 35 คน ลงแข่งขันลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ฤดูกาล 2552 โซนภาคเหนือ จบอันดับ 8 ของตาราง รอดตกชั้นตามเป้าหมาย ในฤดูกาลถัดมา ทีมนักรบชากังราว จึงมีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านบาท และสามารถดึงนักเตะต่างชาติเข้าสู่ทีม

แต่ถึงกระนั้น เศกสรร ยังคงยึดมั่นนโยบายการใช้นักเตะที่พัฒนาจากเยาวชนในท้องถิ่น เนื่องจากมองว่า เป็นการพัฒนาสโมสรอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่ใช้เงินไปกับการซื้อนักเตะเข้าค่าตัวแพงเข้าสู่ทีม ซึ่งยังคงเป็นแนวทางของ กำแพงเพชร เอฟซี จนถึงปัจจุบัน

“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราใช้เด็กท้องถิ่น ทำไมเราไม่ใช้เงินทุ่มซื้อนักฟุตบอล ถ้าเราทุ่มซื้อนักฟุตบอล สมมติปีนี้ผมมีเงิน 10 ล้านบาท ผมจ่ายหมด ต่อให้เลื่อนชั้น แต่ปีหน้าผมต้องทุ่มเงินเพิ่มจาก 10 ล้านเป็น 20 ล้าน เพื่อให้นักเตะเล่นในระดับที่สูงกว่าเดิมได้ หลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้น ? เงินหมด นักบอลหนีหาย หรืออาจจะค้างค่าเหนื่อยถูกฟ้อง มันไม่มีตรงไหนที่จะยั่งยืน”

“ถ้าลองย้อนไปดูประวัติของสโมสรฟุตบอลในยุโรป แทบทุกสโมสรเกิดจากคนในพื้นที่ ยกตัวอย่าง ชาลเก้ 04 ที่เริ่มจากคนงานเหมืองถ่านหิน เพราะฉะนั้น การกำเนิดของสโมสรฟุตบอลที่แท้จริง มันไม่เหมือนในปัจจุบันที่ใครรวยก็ใช้เงินฟาด แบบ แอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งคนเยอรมันไม่ยอมรับ เพราะรากเหง้ามันสวนทางกับฟุตบอลอาชีพที่เคยเห็นมา”

“ฟุตบอลอาชีพเกิดจากชุมชน เกิดจากการรวมตัวของคนที่รักในกีฬา มันเป็นวัฒนธรรม ผมก็อยากเห็นกำแพงเพชร เอฟซี เป็นสโมสรแบบนั้น ซึ่งมันก็เกิดจากการรวมตัวของคนรักฟุตบอล ทั้งตัวผมเองและเด็กที่ขาดโอกาส ผมเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยพัฒนาทีละก้าว”

 

คัดกรองด้วยระเบียบวินัย

แม้จะมีงบประมาณไม่มาก แต่ กำแพงเพชร เอฟซี ทุ่มเทเต็มที่ไปกับการพัฒนาเยาวชนของสโมสร เศกสรรทุ่มเงินซื้อที่ดิน 11 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสนามซ้อม ซึ่งภายในมีแคมป์เก็บตัว ห้องฟิตเนส รวมถึงห้องทฤษฎีสำหรับการเรียน เพื่อเตรียมพร้อมความรู้และความสามารถของนักเตะในทุกด้าน

กำแพงเพชร เอฟซี จึงกลายเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีค่าเฉลี่ยอายุนักเตะต่ำมาก ในฤดูกาลแรก (ปี 2553) ที่ทีมลงแข่งขันลีกอาชีพ นักรบชากังราวมีค่าเฉลี่ยอายุนักเตะแค่ 20 ปี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 22 ปี ในฤดูกาลต่อมา ซึ่งถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับทีมอื่นในดิวิชั่น 2 ซึ่งเน้นนักเตะประสบการณ์สูงเป็นหลัก

เมื่อสโมสรพัฒนาตามลำดับ บวกกับการให้โอกาสนักเตะเยาวชนที่มากกว่าสโมสรอื่น ทำให้นักฟุตบอลรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศ ไม่เพียงแค่ในจังหวัดกำแพงเพชร 

มุ่งหน้าเข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้ แต่แทนจะเป็นผลดี เรื่องนี้กลายเป็นดาบสองคมของทีม เพราะนักเตะจำนวนหนึ่งที่เข้ามาสู่สโมสร ไม่มีใจรักฟุตบอลจริง หรือไม่พร้อมพัฒนาตัวเอง

“เด็กส่วนมากอยู่กันไม่ทนหรอก เพราะภาพความลำบากในหัวเด็กกับผมไม่เท่ากัน” เศกสรร กล่าวเริ่ม 

“เด็กเขาคิดแค่ว่า ซักผ้า ทำกับข้าวเอง ก็ยากแล้ว แต่อยู่ที่นี่ คุณอาจต้องช่วยตัดหญ้า ขนทราย หรือมาเป็นเด็กเก็บบอล หลายคนทนไม่ได้ เขาก็ไม่อยู่ ส่วนมากเป็นแบบนี้”

“ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่มาหาสโมสรเรา คือเขาคัดที่อื่นไม่ติด หรือ คัดติดแต่ไม่ได้เล่น เขาก็จะย้ายมาอยู่กับเรา ซึ่งผมก็มองว่า คุณไม่ผ่านที่อื่น คุณอาจจะไม่ผ่านเราก็ได้ เพราะผมก็เคี่ยวเหมือนกัน”

“นักเตะหลายคนที่เข้ามามองว่ากำแพงเพชรเป็นทีมเล็ก มาตรฐานไม่สูง อาจจะเพียงพอสำหรับเขา ผมก็จะบอกคนที่คิดแบบนี้ว่า ทำไมคุณไม่พัฒนาตัวเองให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อให้อยู่ในทีมที่ดี แต่กลับลงมาหาทีมที่มาตรฐานเหมาะ หรือต่ำกว่าความสามารถ” 

“เพราะฉะนั้น คุณก็ไปหาต่อไป เพราะกำแพงเพชร เอฟซี ไม่ใช่ทีมแบบนั้น ผมมีความทุ่มเท มีความจริงจัง ไม่ใช่ทีมแบบที่คุณตามหา”

“ถ้าเขาอดทนกับคำสอนของเราได้ ผมก็จะยกระดับเขา แต่ถ้าไม่ เราก็ต้องปล่อยเขาไป”

ระเบียบวินัยจึงกลายเป็นสิ่งที่ กำแพงเพชร เอฟซี ให้ความสำคัญในการพัฒนานักเตะของสโมสร มากพอกับการพัฒนาความสามารถด้านฝีเท้า เศกสรรกำหนดกฎระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมนักเตะ ตั้งแต่ ห้ามกินเหล้า ห้ามสูบบบุหรี่ ห้ามเล่นพนัน ห้ามลักขโมย ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามเที่ยวกลางคืน และห้ามซิ่งรถ

รวมถึงให้ความสำคัญกับการศึกษาของนักเตะ โดยกำหนดว่า นักฟุตบอลทุกคนในทีมกำแพงเพชร เอฟซี ต้องเรียนหนังสือ ทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมพร้อมกับอนาคตในภายภาคหน้า หากวันหนึ่งพวกเขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอีกต่อไป

“บางคนคิดว่าการเป็นนักฟุตบอลมันสบาย ได้นอนห้องแอร์ มีข้าวกินฟรี ตื่นมาซ้อมบอลอย่างเดียว ซึ่งมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะขนาดอคาเดมีใหญ่ของประเทศ คัดเด็กเข้าไปปีละ 20 คนต่อรุ่น แล้วได้ขึ้นชุดใหญ่กี่คนละ บางทีคัดเด็กมา 3 รุ่น อาจจะได้ขึ้นชุดใหญ่แค่คนเดียว”

“ถ้าคุณเตะฟุตบอลไม่เก่ง คุณก็ต้องออกไปทำงาน แต่เมื่อคุณไม่เรียนหนังสือ คุณจะเอาความรู้จากไหนไปทำงานตรงนั้น”

“ผมก็เคยเหลวไหล เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ทำมาหมดทุกอย่าง ซึ่งผมผ่านตรงนั้นมาแล้ว ผมก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาสอนนักฟุตบอลในทีม ข้อผิดพลาดของเราในอดีต ผมไม่อยากให้มันกลับมาเกิดกับเด็ก มันก็เป็นบทเรียนที่ผมได้มาแล้ว ต้องนำมาห้ามปราม หรือ ตักเตือนเขา”

 

ปลูกฝังทัศนคติอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กำแพงเพชร เอฟซี กลายเป็นสโมสรลีกล่างที่ประสบความสำเร็จตามแนวทางการพัฒนานักเตะจากเยาวชนท้องถิ่น 

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ทัพนักรบชากังราวไม่เคยตกชั้น และยังเคยจบอันดับ 2 ของลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 โซนภาคเหนือ ฤดูกาล 2559 ส่งผลให้ กำแพงเพชร เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ T3 โซนตอนบน ในฤดูกาล 2560 ด้วยงบประมาณการทำทีม 4 ล้านบาท

เมื่อมีเงินมากพอ กำแพงเพชร เอฟซี สร้างความภูมิใจแก่ท้องถิ่น ด้วยการเป็นหนึ่งในองค์กรที่สร้างรายได้แก่คนในพื้นที่ จากยุคเริ่มแรกที่มีแค่ค่ารถและค่าข้าว 

ทุกวันนี้ กำแพงเพชร เอฟซี จ่ายเงินเดือนหลักหมื่นแก่นักบอลที่เรียนจบแล้ว ส่วนนักเตะคนใดที่เรียนอยู่ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และมัธยม สโมสรจะจ่ายเงินเป็นรายแมตช์ ตกนัดละ 2,500 – 4,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ค่าตอบแทนที่นักฟุตบอลได้จากกำแพงเพชร เอฟซี อาจไม่มากพอตามความต้องการ หรือภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในครอบครัว 

ด้วยเหตุนี้ นักเตะของนักรบชากังราว จึงประกอบอาชีพอื่นควบคู่ไปกับการเตะฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น ครู, พนักงานสินเชื่อ และพนักงานขับรถ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กำแพงเพชร เอฟซี ต้องรับมือในปัจจุบัน

“สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรค คือ ส่วนใหญ่นักเตะในทีมของเรายังเรียนหนังสือ มัธยมก็มี มหา’ลัยก็มี บางคนเรียนจบแล้ว แต่ต้องไปทำงาน หมายความว่าในแต่ละวัน นักบอลจะมาซ้อมไม่ครบเลย”

“นักเตะบางคนทำงานนอกตัวเมือง ก็มีเวลาซ้อมแค่หนึ่งวันก่อนแข่ง หรือหลายครั้งที่เราไปเยือนต่างจังหวัด ก็มีนักเตะแค่ 14-15 คน เพราะว่าบางคนติดเรียน บางคนติดสอบ หรือ บางคนติดงาน นักเตะที่เราเลือกติดทีมไปในแต่ละแมตช์ จึงไม่ใช่นักเตะที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขัน แต่เป็นนักเตะที่เดินทางไปกับทีมได้”

“เพราะฉะนั้น บางแมตช์เราชนะทีมเต็งแชมป์ แต่นัดถัดมากลับแพ้ให้ทีมท้ายตาราง เพราะนักเตะเราไม่สม่ำเสมอ บางแมตช์ตัวเต็ม บางแมตช์นักเตะขาด มันก็ทำให้ผลงานลุ่มๆดอนๆ จบกลางตารางบ้าง หนีตกชั้นบ้าง เพราะทีมขาดความต่อเนื่อง” 

“พอจบหนึ่งฤดูกาล นักเตะก็แยกย้ายกันไป บางคนเขาไม่กลับมา เพราะครอบครัวมองว่าเงินเดือนน้อย ตรงนี้ทีมเราเป็นรองผมยอมรับ”

เศกสรร มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และเกิดคำถามมากมายขึ้นในหัว เขาพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จนได้พบคำตอบว่า สิ่งที่กำแพงเพชร เอฟซี ยังขาด คือ “ปรัชญาการทำทีม” ที่เป็นรากฐานสโมสร เพื่อปลูกฝังนักเตะในทีมให้มีจุดหมายที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับทีม

ปรัชญาของ กำแพงเพชร เอฟซี จึงเริ่มต้นด้วยการปลูกฝังทัศนคติ และสร้างความรักในกีฬาฟุตบอลแก่นักเตะเยาวชน เพราะสโมสรแห่งนี้ต้องการเติบโตแบบยั่งยืน นักฟุตบอลที่ทีมสร้างขึ้นมาจึงจำเป็นต้องอยู่กับสโมสร และกีฬาฟุตบอล อย่างยั่งยืนด้วยเช่นเดียวกัน

“ทุกวันนี้ ผมสอนนักเตะตามปรัชญาของสโมสร เน้นสอนแนวคิด สอนทัศนคติ อันดับแรกคือ ทำอย่างไรให้นักเตะอยู่กับฟุตบอลนานที่สุด ไม่ใช่ฝึกแต่พื้นฐานฟุตบอล เวลาผ่านไป 3 ปี เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง แต่เลิกเล่น อาจจะเพราะว่าเบื่อฟุตบอล, มองไม่เห็นอนาคต หรือชอบทางอื่นมากกว่า ซึ่งแบบนี้มันเสียเวลา”

“ผมจึงต้องเน้นทัศนคตินักเตะในทีมว่า คุณต้องหลงใหลในกีฬาฟุตบอล คุณต้องอยู่กับมันแบบยั่งยืน และมีเป้าหมายชัดเจน หวังประสบความสำเร็จในระดับสูง ไม่ใช่แค่วันนี้อยากเล่นฟุตบอลเพราะรู้สึกเท่ อยากถ่ายรูปอวดผู้หญิง”

การพัฒนาเยาวชนเพื่อให้มีความรัก และอยู่กับกีฬาฟุตบอลอย่างยั่งยืน ถือเป็นเป้าหมายหลักที่กำแพงเพชร เอฟซี ตามปรัชญาสโมสรที่ต้องการสร้างทัศนคติของนักฟุตบอลที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการให้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง

“เครื่องดื่มตราช้าง” มองเห็นความตั้งใจในการพัฒนานักฟุตบอลระดับเยาวชน จึงเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรกำแพงเพชร เอฟซี มานานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนและคอยเคียงข้างนักเตะที่เคยขาดโอกาส หรือฝีเท้าติดลบ ให้ก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจแก่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“บางทีมที่มีเงิน มีนักเตะเก่ง ทรัพยากรพร้อมทุกอย่าง เขาอาจจะปั้นนักเตะเริ่มต้นจาก 8 ไป 10 ถ้ามองกันที่ความสำเร็จปลายทาง นักเตะเหล่านั้นได้ติดทีมชาติ กำแพงเพชรอาจจะดูเหมือนล้มเหลว เพราะเราไม่เคยไปถึง 10”

“แต่ถ้าหันมามองที่การพัฒนา นักเตะของกำแพงเพชร เริ่มต้นจากติดลบ วันนี้เราอาจจะก้าวมาถึงแค่ 5 แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะผมก็อยากให้เด็กติดทีมชาติเหมือนสโมสรใหญ่ แต่เราพัฒนามาไกลมากจากวันแรก โดยเฉพาะเรื่องของความรู้ ความสามารถ ที่ถ่ายทอดให้กับเด็ก ผมมองว่ามันเป็นประโยชน์กับพวกเขาจริงๆ”



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x