FEATURE

เข้าใจกฎ 50+1 ของเยอรมัน และความเป็นไปได้ ที่จะนำมาปรับใช้ในฟุตบอลอังกฤษ | Main Stand



กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตของวงการฟุตบอล เมื่อแฟนบอลกลุ่มหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อนการแข่งขันขันจะเริ่มขึ้น เพื่อประท้วงกลุ่มเจ้าของสโมสร สืบเนื่องจากการนำทีมปีศาจแดง เข้าเป็นสมาชิกของ ยูโรเปียน ซูเปอร์ ลีก การแข่งขันฟุตบอลที่แฟนชาวอังกฤษส่งเสียงต่อต้านอย่างหนัก 


 

พฤติกรรมไม่เห็นหัวแฟนบอลของมหาเศรษฐี ทำให้แฟนบอลเริ่มต้องการอำนาจกลับคืนมาสู่พวกเขาอย่างเต็มตัว และสิ่งที่แฟนบอลอังกฤษ กำลังระดมรายชื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง คือการนำกฎ 50+1 มาใช้

กฎ 50+1 คือสิ่งที่ขับเคลื่อนฟุตบอลเยอรมันอยู่ในปัจจุบัน สโมสรเกือบทั้งหมดในเมืองเบียร์ปกครองด้วยรูปแบบนี้ นั่นคือการให้แฟนบอลเป็นเจ้าของสโมสร ซึ่งแทบไม่เหลือแล้ว ในประเทศอังกฤษ

Main Stand จะพาไปดูว่า หากนำกฎ 50+1 มาใช้กับฟุตบอลอังกฤษ จะเกิดภาพที่แตกต่างอย่างไรบ้าง ? และความต้องการของแฟนบอลอังกฤษ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ?

 

50+1 คืออะไร ?

แฟนฟุตบอลชาวไทย อาจจะไม่คุ้นเคยกับกฎ 50+1 หรือการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล โดยแฟนบอลในสโมสรตัวเองมากนัก เพราะคนไทยคุ้นชินกับฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ไทยลีก ซึ่งมีระบบเจ้าของเป็นนักธุรกิจ หรือ นักการเมือง ดังนั้นเราจึงจะมาอธิบายกฎ 50+1 ให้เข้าใจกันเสียก่อน


Photo : www.dailymail.co.uk

กฎ 50+1 คือกฎที่เป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมัน อันเป็นกฎที่เป็นข้อบังคับ กำหนดให้สโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องมีแฟนบอลถือหุ้นอย่างน้อย 51 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่า สโมสรฟุตบอลจะเป็นครองแฟนบอล ไม่ใช่ของนายทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ทุกการตัดสินใจสำคัญแฟนฟุตบอลจะต้องมีส่วนรวม เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุน นำสโมสรไปใช้ค้าหากำไร หรือบริหารตามใจฉัน กลายเป็นของเล่นคนรวย ยกตัวอย่าง เช่น การเข้ายูโรเปียน ซูเปอร์ ลีก ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยไม่ถามถึงความต้องการของแฟนบอล เพียงเพราะสโมสรจะได้เงินมาก เข้าสู่กระเป๋าเจ้าของ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา 

หรืออีกแง่หนึ่ง เพื่อป้องกันเศรษฐีซึ่งไม่จริงใจ เข้ามาเทคโอเวอร์ จนนำมาสู่ผลเสียกับสโมสร เช่น ติดหนี้ ล้มละลาย หรือใช้เป็นเครื่องมือหาเงินให้กับเจ้าของ ขณะที่แฟนบอลไม่ได้อะไรเลย ซึ่งเกิดขึ้นกับหลายสโมสรในประเทศอังกฤษ

กฎนี้ถูกประกาศใช้กับฟุตบอลเยอรมัน ในปี 1998 โดยครอบคลุมกับสโมสรฟุตบอลอาชีพ (ยกเว้นบางทีมที่ได้รับการยกเว้น เป็นกรณีพิเศษ เช่น ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, เฟาแอฟแอล โวลฟส์บวร์ก หรือใช้วิธีเลี่ยงช่องว่างของกฎ อย่าง แอร์เบ ไลป์ซิก) เพราะในช่วงเวลานั้น สโมสรฟุตบอลเยอรมันจำนวนมาก ใช้เงินกันจนเกินตัว และนำไปสู่ปัญหาติดหนี้ เฉียดล้มละลาย โดนธนาคารเข้าควบคุมกิจการ ในเวลาต่อมา

เมื่อสโมสรฟุตบอล กลายเป็นของแฟนบอล ทำให้ในปัจจุบัน ฟุตบอลลีกของเยอรมัน คือฟุตบอลเพื่อแฟนบอลอย่างแท้จริง เพราะแฟนบอลมีส่วนร่วมในการบริหารทีม ทำให้ฟุตบอลเยอรมันถูกออกแบบมา เพื่อสนองผลประโยชน์สูงสุด ให้กับแฟนบอล 

เช่น ค่าตั๋วถูก, ค่าขนม ค่าเครื่องดื่มในสนามถูก, แฟนบอลมีสิทธิ์เข้าชมทีมในสนามซ้อม, หรือมีโอกาสพบปะพูดคุยกับนักเตะ และผู้บริหาร ไปจนถึงขั้นที่ว่า แฟนบอลมีสิทธิ์ที่จะเรียกนักเตะ มาตำหนิ หรือต่อว่า หากทีมผลงานไม่ดีด้วยซ้ำ ซึ่งนักเตะต้องรับฟัง เพราะแฟนบอลคือเจ้าของสโมสร


Photo : www.espn.com

ขณะเดียวกัน กฎ 50+1 คือการปลุกจิตสำนึกให้กับผู้บริหารสโมสรด้วยเช่นกันว่า ทุกการตัดสินใจของสโมสร ต้องทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของแฟนบอล ไม่ใช่เงินในกระเป๋าของผู้บริหาร 

เช่น การปฏิเสธเข้าร่วม ยูโรเปียน ซูเปอร์ ลีก ของ บาเยิร์น มิวนิค และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือแม้กระทั่ง การออกแถลงการณ์โจมตีการแข่งขันนี้ โดยสโมสรอื่น ทั้ง สตุ๊ตการ์ท และ โบรุสเซีย เมินเชนกลัดบัค ซึ่งคงไม่ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมลีกแน่ ๆ แต่ตัดสินใจออกมาส่งเสียง เพรารับไม่ได้ กับการกระทำที่เห็นเงินมากกว่าจิตวิญญาณของเกมลูกหนัง

กฎ 50+1 ประสบความสำเร็จอย่างมากที่เยอรมัน เพราะประชาชนที่นั่นชื่นชอบกับแนวคิด การเป็นเจ้าของทีมของแฟนบอล จนหันมาให้การสนับสนุนฟุตบอลในประเทศอย่างล้นหลาม กลายเป็นลีกฟุตบอลที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมมากที่สุดในโลก 

นอกจากนี้ กฎ 50+1 ยังถูกวงการฟุตบอลสวีเดน นำไปใช้กับฟุตบอลลีกสวีเดน ในชื่อ "กฎ 51 เปอร์เซ็นต์" ด้วยเหตุผลสำคัญคือ รัฐบาลสวีเดนต้องการรักษาให้กีฬาฟุตบอล เป็นกีฬาเพื่อประชาชน ไม่ใช่กีฬาเพื่อนายทุน หรือกีฬาเพื่อธุรกิจ

 

สโมสรฟุตบอลเพื่อแฟนบอล

สิ่งแรกที่ฟุตบอลอังกฤษ จะเปลี่ยนแปลง หากนำกฎ 50+1 มาปรับใช้ นั่นคือเรื่องการเงินของสโมสรฟุตบอล ที่จะเปลี่ยนไป เพราะเป้าหมายแรกสุดของกฎนี้ ถูกออกแบบมาใช้เพื่อทำลายความสัมพันธ์ ระหว่างทีมฟุตบอล กับ นายทุนมหาเศรษฐี เพื่อให้สโมสรฟุตบอลบริหารงาน แบบองค์กรไม่แสวงผลกำไร


Photo : www.sportbible.com

แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ในโลก รวมถึงประเทศไทย ชื่นชอบ และคุ้นชิน แนวทางที่สโมสรฟุตบอล มีเจ้าของเป็นกลุ่มทุนเศรษฐีมากกกว่า เพราะต้องยอมรับว่า การมีเจ้าของเป็นนายทุน สามารถเสกสรรค์ความสำเร็จ หรือ นักเตะชื่อดังได้ในพริบตา

ดังนั้น เราจึงเห็นความสนใจจำนวนมากของแฟนบอล ต่อข่าวการเทคโอเวอร์สโมสรต่างๆ ทั่วโลก เป็นความตื่นเต้นที่แฟนบอลคอยติดตาม เพราะยิ่งมีทีมบอลรวยๆ มากเท่าไหร่ การซื้อขายย้ายตัวของผู้เล่น จะสนุกตามไปด้วย

แต่การมีเจ้าของทีมเป็นนายทุน ไม่ได้มีเเต่เรื่องดี ในทางกลับกัน ส่วนใหญ่มีแต่เรื่องแย่ๆ ... มีกรณีมากมาย จากสโมสรฟุตบอลทั่วโลก ที่มีเจ้าของเป็นนายทุน แล้วบริหารทีมตามอำเภอใจ จนทีมพังไม่เป็นท่า 

เช่น ตอนเริ่มทำทีมใหม่ๆ มีไฟ มีกำลังใจ ก็ซื้อนักเตะราคาแพงๆ เข้ามาเสริมทีม แต่พอผ่านไป 2-3 ปี ทีมเริ่มทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหรือนอกสนาม สุดท้ายก็ปล่อยทีมลอยแพ ขายนักเตะเอากำไรคืน บริหารทีมแบบไร้จุดหมาย และต้องการขายทีมทิ้ง เพราะว่าทีมฟุตบอลไม่ตอบสนองผลประโยชน์

หรือจะเป็นในกรณีที่ เจ้าของทีมเมื่อครั้งมีเงิน ก็ใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะจนเกินตัว กลายเป็นขาดดุลทางธุรกิจ เวลาผ่านไป ต้องขายนักเตะที่ทีมเคยซื้อมา ออกจากทีมจนหมด 

มีหลายสโมสรได้รับบทเรียนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น พอร์ทสมัธ, ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส, โคเวนทรี ซิตี้, ซันเดอร์แลนด์, เลย์ตัน โอเรนท์, ฮัลล์ ซิตี้ หรือทีมนอกประเทศอย่าง บาเลนเซีย, เอซี มิลาน, มาลากา เป็นต้น

หลายสโมสรอาจเจอปัญหาที่ต่างออกไป นั่นคือ เจ้าของทีมทำทีมไปวัน ๆ ไม่ได้ทำทีมเพื่อสร้างทีมหาความสำเร็จ เช่น นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ซึ่งแฟนบอลทั้งสามสโมสร คงจะรู้ดีที่สุดว่า เจ้าของทีมไร้ความทะเยอทะยานที่จะทำสโมสรฟุตบอลให้ประสบความสำเร็จ แต่เก่งแค่ไหนในการหาเงินเข้าสโมสร ซึ่งหลายครั้งเป็นการโกยเงินเข้ากระเป๋าเจ้าของทีม เพื่อไปทำธุรกิจอื่น


Photo : www.manchestereveningnews.co.uk

ดังเช่น ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ร้างแชมป์ลีกมายาวนาน ตระกูลเกลเซอร์กลับดึงตัวสตาร์มากมาย จนพา แทมปา เบย์ บัคคาเนียร์ส กลายเป็นแชมป์ซูเปอร์โบวล์ ของลีกอเมริกันฟุตบอล NFL ในฤดูกาลล่าสุด

ขณะที่ สแตน โครเอ็นเก ที่ให้อาร์เซนอลยืมแม้กระทั่งเงินของตัวเอง เพื่อไปบริหารทีม พูดง่าย ๆ คือเป็นเจ้าของทีมแต่กลับไปออกเงินให้สโมสร และให้ทีมมายืมเงินตัวเอง กลับทุ่มเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 186,000 ล้านบาท) สร้างสนามใหม่ให้กับ ลอสแองเจลิส แรมส์ ทีมอเมริกันฟุตบอลของ โครเอ็นเก

เราอาจจะจดจำความสำเร็จ การมีเศรษฐีมาเทคโอเวอร์ เป็นภาพติดตาจาก เชลซี ของ โรมัน อบราโมวิช, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ เปแอสเช จากกลุ่มทุนตะวันออกกลาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีทีมใหญ่ไม่กี่ทีมที่ได้ประโยชน์ และมีทีมฟุตบอลจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์ ของนายทุน 

กฎ 50+1 จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะการบริหารทีม จะมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือป้องกันไม่ให้เป็นองค์กรแสวงผลกำไร การใช้เงินจะต้องตรงไปตรงมา กับรายรับและรายจ่ายของทีม มีเท่าไหนใช้เท่านั้น ไม่ต้องกลัวว่าทีมจะเกิดปัญหาทางการเงิน ใช้เงินจนเกินรายได้ของสโมสร

นอกจากนี้ ทีมฟุตบอลที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของ ยังไม่ต้องกังวลกับปัญหา เจ้าของทีมหมดไฟ หรือทำทีมเอาแต่กำไร ไม่สนผลการแข่งขัน ... เพราะการมีเจ้าของเป็นแฟนบอล แฟนบอลย่อมต้องมองวิธี ที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ในสนามมากที่สุด 


Photo : www.bundesliga.com

แม้จะไม่มีเงินทุนจากเจ้าของคอยหนุนหลัง แต่ไม่ต้องกลัวว่าสโมสรจะไร้งบประมาณ ไม่มีเงินมาเสริมทัพ หรือพัฒนาทีม เพราะสโมสรฟุตบอลอย่าง บาเยิร์น มิวนิค และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่เป็นสโมสรฟุตบอลมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลก ได้ใช้โมเดล 50+1 เช่นเดียวกัน

โดยรายได้ของสโมสร มาจากการเก็บค่าสมาชิก ที่แฟนบอลคอยซื้อ เพื่อรับสิทธิ์เป็นผู้ถือหุ้นสโมสร ในทุกๆปี และนำเงินตรงนี้มาใช้จ่ายในสโมสร นอกจากนี้แต่ละทีม ยังต้องแข่งขันกัน พัฒนาผลงานในสนามให้ดี เพื่อดึงดูดสร้างฐานแฟนคลับ ให้เข้ามาเป็นสมาชิกของสโมสร และเมื่อมีสมาชิกสโมสรมาก สปอนเซอร์ก็จะตามเข้ามา เพิ่มรายได้ให้สโมสร

นอกจากนี้ จุดเด่นของการบริหารของทีมฟุตบอล ภายใต้กฎ 50+1 ยังทำให้สโมสรมีหนี้น้อยมากๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างจาก บาเยิร์น มิวนิค มีหนี้เพียง 6.9 ล้านยูโรเท่านั้น จากการเปิดเผยของ หน่วยงานทางการเงินของกีฬาฟุตบอล ในปี 2020 อย่าง Soccerrex ขณะที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไม่มีหนี้แม้แต่ยูโรเดียว

ในทางตรงกันข้าม สโมสรยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ มีหนี้คงค้างอยู่ไม่น้อย เช่น ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส มีหนี้ 898 ล้านยูโร, ลิเวอร์พูล มีหนี้ 295 ล้านยูโร, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีหนี้ 800 ล้านยูโร, อาร์เซนอล มีหนี้ 271 ล้านยูโร

กฎ 50+1 จึงเข้ามา สร้างความแข็งแกร่ง และความมั่นคงทางการเงิน ให้กับสโมสรฟุตบอล หากสโมสรฟุตบอลไทย นำระบบนี้มาใช้ อย่างน้อยแฟนบอลจะมั่นใจได้ว่า สโมสรฟุตบอลจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่มีการใช้เงินจนเกินตัว นำมาสู่การสร้างผลเสียระยะยาว กับทีมฟุตบอล

 

ทีมขนาดเล็กได้ประโยชน์

ไม่ใช่แค่ทีมขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์เท่านั้น แต่ทีมขนาดเล็กได้ประโยชน์จากกฎ 50+1 เช่นเดียวกัน หรือต้องบอกว่า ทีมขนาดเล็กคือทีมที่จะได้ประโยชน์ กับกฎนี้มากกว่าทีมขนาดใหญ่เสียด้วยซ้ำ

เพราะทีมขนาดเล็ก จะต้องพึ่งการอยู่รอดจากเจ้าของทีมเป็นหลัก เนื่องจากหารายได้จากสปอนเซอร์ หรือค่าของที่ระลึก ค่าเข้าชมได้น้อยกว่าทีมใหญ่ ดังนั้นสำหรับทีมเล็ก หากมีเจ้าของทีมที่ดี ถือว่าโชคดีไป แต่หากมีเจ้าของทีมที่ทำแล้วถอดใจ บอกได้แค่ว่าบรรลัยแน่นอน

Photo : FC Schalke 04 FANS

ไม่ได้หมายความว่า การมีเจ้าของเป็นแฟนบอล จะช่วยป้องกันปัญหายุบทีม หรือทีมล้มละลายได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะสโมสรที่ใช้วิธี 50+1 บริหารสโมสร อย่าง ชาลเก้ 04 ก็เจอปัญหาทางการเงิน จากการซื้อขายนักเตะที่ขาดทุน รวมถึงไกเซอร์สเลาเทิร์นที่ล้มละลาย เพราะสโมสรใช้เงินจนเกินตัว

แต่อย่างน้อย การมีเจ้าของเป็นแฟนบอล คือเครื่องรับประกันว่า สโมสรฟุตบอลจะอยู่คู่กับแฟนบอล ไม่มีการล้มหายตายจาก ตามความต้องการของเจ้าของทีม เพราะร้อยทั้งร้อย แฟนบอลย่อมต้องการให้สโมสร อยู่คู่กับแฟนบอลพันธุ์แท้ ที่รักทีมไปนานๆ

รวมถึงการมีแฟนบอลเป็นเจ้าของทีม ทำให้การใช้เงินของสโมสรขนาดเล็ก สามารถควบคุม จัดการได้ง่าย เพราะสิ่งแรกที่สโมสรต้องคำนึงถึง ไม่ใช่การคว้าแชมป์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้เจ้าของทีม หรือการแสวงหาผลกำไร แต่เป็นการบริหารทีมให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืนไร้หนีสิ้น

เอสซี ไฟร์บวร์ก สโมสรขนาดเล็กในเยอรมัน คืออีกทีมที่ไม่มีหนี้สิ้นแม้แต่ยูโรเดียว จากการสำรวจในปี 2020 แม้ว่าทีมอาจจะไร้ความสำเร็จ แต่การบริหารแบบไร้หนี้ ช่วยให้สโมสรยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ในลีกบุนเดสลีกา เป็นเวลา 5 ฤดูการติดต่อกัน โดยไม่ต้องไปหนีตกชั้น ฟุตบอลยุโรปก็ไปมาแล้ว และแฟนบอลก็มีความสุข ที่จะได้สนับสนุนทีม ที่จะอยู่คู่พวกเขาไปตลอด


Photo : www.bundesliga.com

นอกจากนี้ สโมสรขนาดเล็กมักเจอปัญหา ขาดการหนุนหลังจากแฟนบอล เพราะทีมเล็กๆ ส่วนใหญ่จะทำผลงานได้ไม่ดี เมื่อผลงานไม่ดีแฟนบอลก็ไม่เข้าสนาม ส่งผลต่อการสร้างรายได้ให้สโมสร

แต่การที่ทีมมีเจ้าของเป็นแฟนบอล ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับสโมสรจะเปลี่ยนไป เพราะแฟนบอลไม่ได้เป็นแค่แฟน แต่เป็นเจ้าของสโมสร หากทีมผลงานแย่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะหันหลัง ไม่ให้การสนับสนุนสโมสรที่ตัวเองได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ

ขณะเดียวกัน สำหรับสโมสรขนาดเล็ก ซึ่งรายได้ทุกบาททุกสตางค์ ที่เข้ามาผ่านสโมสร มีความหมายกับทีมมาก การมีเจ้าของเป็นแฟนบอล คือเครื่องรับประกันได้ว่า ทุกรายได้ของสโมสร จะถูกนำมาใช้กับสโมสรไม่ใช่ว่ารายได้ของทีม ถูกนำไปหนุนให้กับธุรกิจบริษัทแม่ หรือนำไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจอื่น ดังเช่นกรณี ของแมนฯ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล

พอร์ทสมัธ, ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส, โคเวนทรี ซิตี้, ซันเดอร์แลนด์, เลย์ตัน โอเรนท์, ฮัลล์ ซิตี้, แบล็คพูล, วีแกน แอธเลติค สโมสรฟุตบอลขนาดเล็กเหล่านี้ ล้วนเป็นเหยื่อต้องเสียประโยชน์ จากการมีเจ้าของสโมสรฟุตบอลไม่จริงใจ อย่างน้อยการมีเจ้าของทีมเป็นแฟนบอล ต่อให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็ไม่ต้องปวดใจ กับการเห็นทีมรักเป็นของเล่นคนรวย ที่ไม่ได้ให้อะไรสโมสรกลับมาเลย

 

ความผูกพันกับแฟนบอลที่มากกว่า

หนึ่งสิ่งที่กฎ 50+1 มอบให้กับฟุตบอลเยอรมัน คือความผูกพันระหว่างสโมสรฟุตบอลกับท้องถิ่น เพราะในเมื่อสโมสรเป็นของคนในท้องถิ่น ทีมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องสานสัมพันธ์กับทีม

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตั๋วถูก, ของที่ระลึกถูก, การจัดกิจกรรมบ่อยครั้งกับแฟนคลับ หรือการเปิดโอกาสให้แฟนบอล เข้าชมการซ้อมของทีม ติดขอบสนามซ้อมแทบทุกสัปดาห์ คือกลยุทธที่สโมสรสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล ดึงดูดแฟนบอลให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับสโมสร


Photo : Tomek Bo

ปัจจุบัน เราเห็นปัญหาในวงการฟุตบอลไทย กิจกรรมสานความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอล กับสโมสรลดลงไปมาก เพราะสโมสรไม่ได้มองว่า แฟนบอลท้องถิ่นที่เข้าชมอยู่ที่สนาม คือช่องทางหลักในการสร้างรายได้ให้สโมสร และหันไปให้ความสำคัญ กับการทำกิจกรรมกับสปอนเซอร์ หรือโปรโมตทีมเพื่อเพิ่มยอดเรตติ้ง ในการถ่ายทอดสดมากกว่า

ผลลัพธ์ที่ตามมา คือจำนวนผู้เข้าชมในสนามที่ลดลง เพราะกิจกรรมที่น้อยลงกับแฟนบอล ไม่ว่าจะในวันที่มีการแข่งขัน หรือกิจกรรมทั่วไป ทำให้ความผูกพันระหว่างสโมสร กับแฟนบอลลดน้อยลง ความอิน ความสนุก ในการชมฟุตบอลก็ลดลง แฟนบอลไม่ได้รู้สึกว่า ตัวเองมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปเชียร์เกม ทุกนัดในสนาม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทีมเล่นไม่ดี

ในขณะที่ฟุตบอลเยอรมัน ไม่ต้องพบเจอกับปัญหานี้ สโมสรมีแฟนบอลที่เหนียวแน่น เข้าชมเกมระดับหลายหมื่นในทุกแมทช์เดย์ เพราะสโมสรได้แสดงให้เห็นว่า ทีมฟุตบอลไม่ได้เป็นทีมกีฬา ให้แฟนบอลเสพชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมอบความสุขในรูปแบบอื่น แก่แฟนบอลได้ นอกเหนือจากผลการแข่งขัน


Photo : www.kicker.de

หรือในช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 หลายๆ สโมสรได้ปรับตัว ทำกิจกรรมช่วยเหลือท้องถิ่นอย่างจริงจัง เช่น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปรับเปลี่ยนให้สนามเหย้าของทีม กลายเป็นศูนย์ตรวจไวรัส COVID-19 ที่ประชาชนในเมืองสามารถมาเข้ารับการตรวจได้

ด้านสโมสร แวร์เดอร์ เบรเมน ได้ทำอาหารแจกคนไร้บ้านภายในเมืองทุกวัน เพื่อช่วยเหลือชาวเมือง ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง ... แน่นอนว่า สโมสรเบรเมนต้องเผชิญหน้าปัญหาทางการเงินเช่นกัน แต่การมอบน้ำใจเล็กน้อยแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย กับการตอบแทนแฟนบอล และท้องถิ่น ที่อยู่คู่กับทีมมาตลอด

ไม่ใช่แค่สโมสรจะเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อสโมสรยากลำบาก แฟนบอลจะกลับมาเป็นผู้ให้แก่สโมสร ดังในกรณีของ อูนิโอน เบอร์ลิน ที่แฟนบอลของทีมรวมตัวกัน ก่อสร้างสนามใหม่ให้กับทีม ด้วยเงินทุนและน้ำแรงของพวกเขาเอง

สุดท้ายแล้ว การมีเจ้าของเป็นแฟนบอล คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ระหว่างสโมสรกับแฟนบอล ซึ่งจะนำมาสู่ความยั่งยืนของสโมสร 

ภาพตรงกันข้ามกลับที่อังกฤษ นักฟุตบอลทีมใหญ่ ๆ เหินห่างจากความใกล้ชิดกับแฟนบอลมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเจอนักเตะซูเปอร์สตาร์ต้องเสียเงินจำนวนมาก (ยกเว้นเจอกันโดยบังเอิญ) ในขณะที่แฟนบอลเยอรมัน สามารถถ่ายรูปขอลายเซ็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี, โธมัส มุลเลอร์ หรือ มานูเอล นอยเออร์ ได้แบบสบาย ๆ เพียงแค่เข้าไปชมการซ้อมของทีม

 

50+1 เกิดขึ้นได้ไหมในอังกฤษ ?

แม้ว่าจะเริ่มกระแสผลักดันกฎ 50+1 ให้เกิดขึ้นในอังกฤษ แต่ถ้ามองตามสถานการณ์จริง โอกาสที่สโมสรฟุตบอลในอังกฤษ จะหันมาถูกถือครองโดยฟุตบอลแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

ข้อแรกคือ ฟุตบอลอังกฤษตอนนี้กลายเป็นธุรกิจเต็มตัว จนแทบจะเรียกได้ว่า ยืนอยู่ด้านตรงข้ามกับฟุตบอลเพื่อชุมชนของเยอรมัน โดยสมบูรณ์ 


Photo : www.irishmirror.ie

ผลประโยชน์มากมายเต็มไปหมด ปกคลุมฟุตบอลอังกฤษ ตั้งแต่ตัวลีก จนถึงสโมสรฟุตบอล การนำกฎ 50+1 เข้ามา คือการลดรายได้มหาศาลของกลุ่มคนเหล่านี้ลงไป ดังนั้นผู้มีอำนาจในฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีทางยอมถอนตัวออกจากวงการ เพื่อเสียผลประโยชน์ของตนเองแน่นอน

มองในอีกมุมหนึ่ง ฟุตบอลอังกฤษมีรากฐานตั้งต้น ตั้งใจให้เป็นธุรกิจตั้งแต่แรก นับตั้งแต่การเกิดขึ้นของพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 ผ่านการสนับสนุนผลักดันโดยรัฐบาลอังกฤษ ที่ตั้งใจเปลี่ยนให้ฟุตบอลเป็นสินค้า อันเป็นนโยบายที่แข็งแกร่ง กับการพาอังกฤษกลับมายิ่งใหญ่ในเวทีการเมืองโลก เมื่อช่วงยุค 80s 

เท่ากับว่า ฟุตบอลอังกฤษที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีรากลึกยาวนานกว่าการเกิดขึ้นของกฎ 50+1 เสียอีก รากฐานจากตรงนั้น เกิดเป็นต้นไม้ใหญ่ของฟุตบอลอังกฤษในปัจจุบัน จะให้ไปโค่นตั้งรากฐานของต้นไม้ต้นนี้ ผลกระทบอาจส่งผลถึงการล้มของระบบทั้งหมดในฟุตบอลอังกฤษ


Photo : sky.com

ประการถัดมาคือ เงินใช้จ่ายของสโมสรฟุตบอลในอังกฤษส่วนใหญ่ มากเกินกว่าสโมสรจากเยอรมันไปมาก พูดง่าย ๆ คือ การใช้เงินของสโมสรอังกฤษในปัจจุบัน แทบจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่แฟนบอลจะสามารถจ่ายได้ด้วยตัวเอง เพราะไม่เคยมีความพยายามคุมเรื่องการใช้จ่ายเลย ยิ่งสโมสรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ละทีมก็ใช้จ่ายมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในฟุตบอลอังกฤษ 

ดังนั้น ต่อให้แฟนบอลได้สโมสรกลับมาในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็บริหารสโมสรไม่ไหวอยู่ดี ยกเว้นจะเป็นทีมขนาดเล็ก ระดับลีกวันลงไป ถือว่าสามารถทำได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ การเกิดกฎ 50+1 เกิดได้เพราะสมาคมฟุตบอลเยอรมัน และเหล่าผู้บริหาของแต่ละสโมสร ต่างก็เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่มีผู้มีอำนาจคนไหนในฟุตบอลอังกฤษที่เห็นด้วยกับการมอบอำนาจคืนให้กับแฟนบอล 

เมื่อขาดหัวเรือใหญ่ กลุ่มคนที่มีอำนาจการตัดสินใจจริง ๆ ไม่ได้คิดแบบเดียวกับแฟนบอล จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น ตามที่แฟนต้องการ

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ มีกฎที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยนเจ้าของทีมฟุตบอล ต้องได้รับการอนุมัติจากสมาคมทุกกรณี, มีการรวมตัวก่อตั้งองค์กรในลักษณะบริษัท ถึงจะเปิดโอกาสให้แฟนบอลทำได้ ในแง่ขององค์กรไม่แสวงผลกำไร แต่หากสมาคมฟุตบอลอังกฤษมองว่าองค์กรไม่มีเงินหนุนหลังมากพอ จะไม่ได้รับการอนุมัติในการเทคโอเวอร์


Photo : Reuters | asiannews.in

สรุปแล้ว ทั้งจากกฎระเบียบ, วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจ และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในฟุตบอลอังกฤษ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กฎ 50+1 จะเกิดขึ้นในแดนผู้ดี อย่างน้อยก็ในหลายปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องวุ่นวายทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น หากเหล่าเศรษฐีพันล้าน สนใจแฟนบอลท้องถิ่นมากกว่านี้ ให้ความใส่ใจแก่พวกเขา ไม่เห็นทีมฟุตบอลเป็นของเล่นที่อยากจะทำอะไรก็ได้ 

หวังว่าเหล่าเจ้าของทีมจะได้บทเรียนสำคัญที่ว่า ฟุตบอลเป็นของแฟนบอลเสมอ แม้จะไม่ใช่เจ้าของ แต่สิ่งที่อยู่กับทีมฟุตบอล มาตั้งแต่วันแรกของสโมสรคือแฟนบอล ทุกสโมสรอยู่ไม่ได้ หากเห็นคุณค่าของแฟนบอล นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้

 

แหล่งอ้างอิง

หนังสือ Sport, Outdoor Life and the Nordic World
หนังสือ Relationship Marketing in Sports
http://www.scottishsupporters.net/the-501-rule-in-swedish-footbal/
http://mysoccerex.com/Soccerex_Football_Finance_100_2020_Edition.pdf
https://www.theguardian.com/social-enterprise-network/2013/nov/27/fan-ownership-football-premier-league
https://www.alumniportal-deutschland.org/en/germany/sports/football-fanculture-germany/
https://www.inbrief.co.uk/football-law/owning-a-football-club/



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

another story that's sad and true … i can feel the pain, can you ?
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x