FEATURE

การพัฒนา “รีโว่ ไทยลีก” สู่รากฐานอันแข็งแกร่งเพื่อการต่อยอดบนเวทีทีมชาติไทย | Main Stand



ความสุขของแฟนฟุตบอลชาวไทยหลายคนคือการได้เห็นฟุตบอลทีมชาติไทยประสบความสำเร็จ ซึ่งตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010s อาจเป็นสิบปีที่แฟนช้างศึกยิ้มออกมากที่สุด


 

ความสำเร็จในฐานะแชมป์อาเซียนหลายสมัย และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเข้าใกล้มาตรฐานระดับสูงของเอเชีย ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากทีมชาติไทยขาดรากฐานที่สำคัญอย่าง ไทยลีก เวทีที่ช่วยพัฒนานักเตะชาวไทยมากมายให้แข็งแกร่งและต่อยอดสู่ระดับทีมชาติได้สำเร็จ โดยการสนับสนุนของโตโยต้าอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ฟุตบอลลีกเดินหน้าพัฒนาอย่างเต็มขั้น

Main Stand ชวนคุณมาดูความสำคัญของการพัฒนาเวที รีโว่ ไทยลีก ให้มีความเป็นมืออาชีพและมีการแข่งขันในระดับสูงอยู่ในปัจจุบัน จนกลายเป็นรากฐานที่ช่วยให้นักฟุตบอลไทยก้าวไปเป็นนักเตะที่มีคุณภาพบนเวทีลูกหนังนานาชาติ
 

 

รากฐานที่ขาดหายของทีมชาติไทย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทีมชาติไทย ถือทีมฟุตบอลระดับประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้ชัดจากผลงานการครองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนมากที่สุด รวมถึงการเป็นเจ้าเหรียญทองบนเวทีมหกรรมกีฬาซีเกมส์

แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปตลอดการเดินทางของฟุตบอลทีมชาติไทยคือความสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ทัพช้างศึกก้าวไปถึงจุดสูงสุดที่เข้าใกล้คำว่าระดับเอเชียจะต้องมีเหตุให้ร่วงหล่นกลับมายังจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่เคยสร้างในอดีตจึงไร้ความหมายและต้องกลับมาเริ่มสร้างทีมกันใหม่ทุกครั้ง

เหตุผลที่ทีมชาติไทยไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเหมือนทีมอื่นในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ คือการขาดหายของระบบลีกอาชีพ โดยย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน ไทยลีกยังคงแข่งขันในระบบกึ่งอาชีพ 

ทั้งการฝึกซ้อมและการพัฒนาสโมสรต่างไม่ได้เป็นไปในมาตรฐานสากล นักฟุตบอลระดับชั้นนำก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม พวกเขาจึงพากันแยกย้ายไปค้าแข้งในต่างประเทศเพื่อรายได้ที่ดีกว่า

ความสำเร็จของทีมชาติไทยชุดดรีมทีมคือเครื่องยืนยันว่า ไทยลีกยุคกึ่งอาชีพ เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยไม่สามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่องได้ เพราะนั่นเป็นการดึงตัวนักเตะเยาวชนเกรดรองเข้ามากินนอนและฝึกซ้อมด้วยกันเป็นเวลานานโดยไม่พึ่งพาฟุตบอลลีก 

แต่ในครั้งนั้นกลับสร้างหนึ่งในทัพช้างศึกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากดรีมทีมใช้แนวทางที่ไทยลีกขณะนั้นไม่เคยมีคือการทุ่มงบประมาณพัฒนาทีมและวางแผนในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

หากหวังให้ฟุตบอลทีมชาติไทยก้าวเดินบนระดับสูงอย่างยั่งยืน การพัฒนาไทยลีกให้ก้าวเดินไปในระบบอาชีพจึงต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพราะการแข่งขันฟุตบอลลีกในประเทศถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้นักฟุตบอลไทยพัฒนาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเล่นฟุตบอลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง การฝึกซ้อมที่มีมาตรฐาน รวมถึงการพัฒนาเยาวชนฝีเท้าดีจากระบบอคาเดมี

เมื่อไทยลีกก้าวสู่ระบบอาชีพเต็มตัวในปี 2009 นี่จึงเป็นก้าวแรกของการพัฒนานักเตะไทยที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นคือการใช้ฟุตบอลไทยลีกเป็นรากฐานในการพัฒนานักเตะไทยให้มีคุณภาพ ผ่านการลงเล่นบนเวทีลีกอาชีพ ก่อนจะก้าวไปประกาศผลงานในระดับนานาชาติ

 

ยกระดับการแข่งขัน สร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มีนักเตะไทยจำนวนมากที่ได้โอกาสพัฒนาฝีเท้าของตัวเองบนเวทีไทยลีกจนสามารถก้าวไปติดทีมชาติไทยได้ในอนาคต เมื่อบวกกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นนับตั้งแต่มีการควบรวมกับโปรวินเชียลลีกในปี 2007 และปรับให้เป็นระบบอาชีพในปี 2009 แฟนบอลจึงได้เห็นนักเตะจำนวนมากเร่งเครื่องยกระดับฝีเท้าเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จบนเวทีไทยลีก

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ ชลบุรี เอฟซี ที่สามารถก้าวมาคว้าแชมป์ไทยลีกในปี 2007 โดยใช้ขุมกำลังหลักเป็นแข้งจากอคาเดมีของสโมสร ไม่ว่าจะเป็น สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, เกียรติประวุฒิ สายแวว, ชลทิตย์ จันทคาม, สุรีย์ สุขะ, สุรัตน์ สุขะ หรือ อดุล หละโสะ ก่อนจะส่งนักเตะเหล่านี้ก้าวไปติดทีมชาติไทยในเวลาต่อมา

ก่อนที่ในปี 2009-2010 แฟนบอลไทยจะได้รู้จักกับสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ซึ่งอุดมไปด้วยนักเตะไทยฝีเท้าดีมากมายอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์, ธีรเทพ วิโนทัย และภาณุพงศ์ วงศ์ษา 

เมื่อบวกกับตัวเก๋าอย่าง พิชิตพงษ์ เฉยฉิว และ ดัสกร ทองเหลา ทัพกิเลนผยองจึงก้าวมาเป็นมหาอำนาจในวงการฟุตบอลไทย และการแข่งขันระหว่างเมืองทองกับชลบุรีก็มีความดุเดือดจนถูกยกย่องให้เป็น เอล กลาซิโก ของเมืองไทย

แต่ทีมที่มีความทะเยอทะยานไม่ได้หยุดลงแค่สองทีม เพราะหลังจาก เนวิน ชิดชอบ เข้ามาทำทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ หรือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปี 2010 มาตรฐานของฟุตบอลไทยลีกได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยทัพปราสาทสายฟ้าได้ครอบครองนักเตะฝีเท้าดีระดับทีมชาติมากมายทั้ง สุเชาว์ นุชนุ่ม, รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค, อภิเชษฐ์ พุฒตาล, ธีราทร บุญมาทัน, กีรติ เขียวสมบัติ และ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน

การแข่งขันของยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลไทยทั้งสามสโมสรช่วยยกระดับและพัฒนาฝีเท้าของนักเตะไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาไม่ได้แข่งขันกับนักเตะไทยด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันและพัฒนาฝีเท้าให้ทัดเทียมกับนักเตะต่างชาติที่เดินทางเข้ามาสู่สังเวียนลูกหนังไทยอย่างคับคั่ง โดยนักเตะหลายราย เช่น การ์เมโล กอนซาเลซ หรือ ดาบิด โรเชลา ต่างเคยเล่นบนเวทีลา ลีก้า มาแล้ว

ไม่เพียงแค่คุณภาพนักเตะที่พัฒนา การดึงเฮดโค้ชที่เคยผ่านงานระดับสูงเข้ามาแสดงฝีมือในไทยลีกยังช่วยให้นักเตะทีมชาติไทยได้เรียนรู้แทคติกฟุตบอลระดับสูง เริ่มมีการเล่นตามระบบและเข้าใจศาสตร์ของการวางแผนฟุตบอลมากขึ้น โดยกุนซือต่างชาติชื่อดังบางคน เช่น สลาวิซา โยคาโนวิช ได้เข้ามาทำงานในเมืองไทยก่อนก้าวไปไกลถึงพรีเมียร์ลีก

มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นของสโมสรฟุตบอลไทยยังช่วยให้ทีมชั้นนำของวงการลูกหนังบ้านเราได้ก้าวไปโลดแล่นในรายการเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก และนั่นยิ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้นักเตะสัญชาติไทยได้ประลองแข้งกับทีมจากประเทศชั้นนำของเอเชียทุกปีจนนำมาสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความทะเยอะยานว่าสักวันนักเตะไทยจะต้องก้าวไปมีศักยภาพทัดเทียมกับแข้งญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ให้ได้

นี่คือการพัฒนาที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในระยะเวลาเพียง 5-6 ปี นับตั้งแต่ไทยลีกก้าวสู่ระบบอาชีพ และเริ่มต้นการแข่งขันระหว่างสโมสรอย่างเข้มข้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า รีโว่ ไทยลีก เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักเตะทีมชาติไทยพัฒนาและรักษามาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะก้าวไปสู่การต่อยอดครั้งสำคัญในลำดับต่อไป

 

เวทีสำคัญของดาวรุ่ง มุ่งสู่ทัพช้างศึก

รากฐานสำคัญที่สุดซึ่งไทยลีกช่วยปูทางจนนำมาสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนของทีมชาติไทย คือการเปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีได้ลงสนามและพัฒนาตัวเองตั้งแต่ช่วงต้นของอาชีพค้าแข้ง จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในทัพช้างศึก และนำพาความสำเร็จมาสู่ทีมชาติไทยแบบไม่ทันตั้งตัว

แบบอย่างชัดเจนที่สุดคือความสำเร็จของทีมบีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน) เมื่อฤดูกาล 2014 ซึ่งเป็นผลงานที่มาจากนักเตะดาวรุ่งชาวไทยที่สโมสรปลุกปั้นขึ้นมา ไล่ตั้งแต่ ชนาธิป สรงกระสินธ์, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, พีรพัฒน์ โน้ตชัยยา และ อดิศร พรหมรักษ์ และทำให้พวกเขาสามารถคว้าแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ มาครองได้สำเร็จ

แข้งมังกรไฟรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกจับตาโดยแมวมองทีมชาติไทย และได้เป็นกำลังหลักของทัพช้างศึกในปีเดียวกัน ซึ่งบรรดานักเตะของเทโรชุดนี้ได้ผนึกกำลังกับแข้งรุ่นใหม่อีกหลายคนที่พัฒนาฝีเท้าบนเวทีไทยลีกอย่าง ชาริล ชัปปุยส์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ อดิศักดิ์ ไกรษร พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซูซูกิ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีได้สำเร็จในปี 2014

นับแต่นั้นบรรดาผู้มีอำนาจในวงการฟุตบอลไทยจึงเข้าใจถึงความสำคัญของไทยลีกในฐานะเวทีปลุกปั้นดาวรุ่งให้มีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดไปสู่ความสำเร็จบนเวทีทีมชาติไทย การใช้นักเตะอายุน้อยฝีมือดีเป็นกำลังหลักในสโมสรจึงมีให้เห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่แต่เดิมเลือกใช้แต่นักเตะต่างชาติฝีมือดีและนักเตะระดับทีมชาติไทยเพื่อรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งของไทยลีก ได้มีการเริ่มเปิดโอกาสให้แข้งรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้ง รัตนากร ใหม่คามิ, สุภโชค สารชาติ, ศศลักษณ์ ไหประโคน, ศุภชัย ใจเด็ด และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ต่างได้รับโอกาสให้มาโลดแล่นในไทยลีกและฟุตบอล ACL ตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งสิ้น

หรือจะเป็นการคว้าแชมป์ไทยลีกในฤดูกาล 2019 ของ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่มาจากแกนกลางนักเตะไทยอายุน้อยอย่าง ศิวกรณ์ เตียตระกูล, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, เอกนิษฐ์ ปัญญา, ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย และ ชินภัทร์ ลีเอาะ ซึ่งในเวลาต่อมาพวกเหล่านี้ได้ก้าวสู่รั้วทีมชาติไทย ไม่ว่าจะเป็น ชุดใหญ่ หรือ ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี

ส่วนแข้งรุ่นใหญ่ที่แสดงฝีมือในรีโว่ ไทยลีกมาระดับหนึ่งก็สามารถพัฒนาตัวเองต่อไปจนก้าวสู่มาตรฐานระดับเอเชียได้สำเร็จ นักเตะอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ต่างพาเหรดเดินทางไปค้าแข้งที่เจลีก และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ได้โอกาสไปเซ็นสัญญากับทีมโอเอช ลูเวิน ในเบลเยียม ส่วนแข้งรุ่นใหม่อย่าง ศศลักษณ์ ไหประโคน ก็ได้ประเดิมเวทีเคลีกเป็นที่เรียบร้อย


การก้าวไปสู่ลีกต่างชาติของนักเตะไทยเหล่านี้ช่วยกลับมายกระดับของทีมชาติไทยในปลายทาง หากใครได้ดูฟุตบอลซูซูกิ คัพ หนล่าสุดคงมองเห็นว่ามาตรฐานของสามแข้งเกรดเจลีก อย่าง ธีรศิลป์ ,ธีราทร และ ชนาธิป สูงเกินกว่าฟุตบอลในระดับอาเซียนไปมาก ส่งผลให้ทัพช้างศึกคว้าแชมป์มาครองได้อย่างไม่ยากเย็นแม้จะมีเวลาการเตรียมทีมที่น้อยนิด

ความสำเร็จตรงนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจาก “รีโว่ ไทยลีก” การแข่งขันฟุตบอลระดับสูงสุดของประเทศไทยที่ยืนหยัดเป็นรากฐานของทีมชาติไทยมานานกว่า 10 ปี นี่คือผลลัพธ์ของการยกระดับและพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ส่งผลให้นักฟุตบอลชาวไทยทุกคนได้มีโอกาสจะก้าวสู่ระดับเอเชียและระดับโลกตามเป้าหมายที่วางไว้

“โตโยต้า” เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นว่านี่คือรากฐานในการพัฒนาความสำเร็จของฟุตบอลทีมชาติไทย โตโยต้า จึงยืนหยัดและอยู่เคียงข้างกับ รีโว่ ไทยลีก มาตั้งแต่ปี 2013 เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพนักฟุตบอลไทยที่จะต่อยอดไปยังระดับทีมชาติอย่างยั่งยืน



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Love is not blind – it sees more, not less. But because it sees more, it is willing to see less.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x