FEATURE

PRYDE : แบรนด์มวยไทยของทายาทเพชรยินดีที่ NEW ERA ขอมาจับมือออกสินค้าด้วย | Main Stand



“จากเด็กที่เรียนจบมาแล้วไม่มีใครเข้าใจ แต่เราได้ทำภาพตรงนั้นให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ ให้คนที่ไม่เคยยอมรับในความคิดเรามายอมรับเราได้ เราดีใจ เพราะต่อให้เราไม่เคยคิดที่จะทำมาอะไรเกี่ยวกับมวย แต่เพชรยินดีก็คือครอบครัวของเรา” 


 

นี่คือคำพูดของ เบ๊ด-ฐานิต วชิรรัตนวงศ์ เจ้าของกิจการแบรนด์มวยไทยแฟชั่นอย่าง “PRYDE (พรายด์)” ที่กล่าวด้วยเสียงสั่นเครืออันเกิดจากความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยมือของเธอเอง

พ่อของเธอคือ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์ระดับพระกาฬคนหนึ่งของวงการหมัดมวยเมืองไทย ที่่ก่อตั้งค่ายมวยเพชรยินดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 และได้สร้างทั้งแชมป์มวยไทยและแชมป์โลกมวยสากลมาประดับวงการมากมาย 

ขณะที่พี่ชายของเธอ “โบ๊ท” ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ คือทายาทรุ่นสองที่เข้ามาสานต่อธุรกิจมวยของผู้เป็นพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แถมยังขยายอาณาจักรเพชรยินดีจากเดิมที่เป็นเพียงค่ายมวยธรรมดาทั่วไปให้กลายมาเป็น สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท 

ปัจจุบันเราสามารถพูดได้ว่าแบรนด์ เพชรยินดี ภายใต้การบริหารของกลุ่มทายาทรุ่นที่สองนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไปมากเลยทีเดียว เพราะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศมากมาย

นอกจากค่ายมวยแล้วยังมีอีกหนึ่งธุรกิจภายใต้ร่มเงาของ เพชรยินดี คิงส์ดอม ที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กัน โดยมีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างประเทศกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือ PRYDE แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬามวยที่ขับเคลื่อนกลไกทางการตลาดและเป็นอีกหนึ่งรายรับของให้ เพชรยินดี ในช่วงที่ไม่สามารถจัดการแข่งขันมวยได้ เพราะสถานการณ์โควิด-19

เราเดินทางมาสู่ “เพชรยินดี คิงส์ดอม” สปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อพูดคุยกับอีกหนึ่งทายาทรุ่นที่สองของอาณาจักรเพชรยินดีอย่าง “เบ๊ด” ฐานิต ในฐานะบอสใหญ่ของ PRYDE

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอลงมือสร้าง PRYDE แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬามวยที่กำลังได้รับความนิยม ที่มีแบรนด์จากต่างประเทศ อาทิ BLAQ LYTE, KELMA, EVERLAST มาขอร่วมคอลแล็บด้วย และในเร็ว ๆ นี้กำลังจะมีผลิตภัณฑ์ออกมาร่วมกับทาง NEW ERA แบรนด์เครื่องแต่งกายชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา 

อะไรคือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้เพชรยินดีผงาดขึ้นมาเป็นแบรนด์ธุรกิจมวยอันดับต้น ๆ ของประเทศที่คนทั่วโลกรู้จัก 

 

แบรนด์ PRYDE มีที่มาที่ไปอย่างไรถึงมาเริ่มทำ ปกติเป็นคนสนใจเรื่องหมัดมวยพวกนี้อยู่แล้วหรือป่าว

แรกเริ่มเลยคือเรียนจบออกแบบดีไซน์มา แล้วไม่เคยมีความคิดที่จะชอบมวยเลยตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ถึงขั้นเคยคุยกับพ่อตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเลยว่าจะไม่ทำธุรกิจของที่บ้านนะ เพราะเราไม่ชอบและไม่เคยอินกับมัน ต่างจากทาง “โบ๊ท” ที่เขามั่นใจแต่เด็กเลยว่าโตมาฉันต้องเป็นโปรโมเตอร์มวย  

ช่วงนั้นพอดีเรียนจบมาแล้วคุณพ่อให้มาช่วยดูในเรื่องของการทำการตลาด แล้วพอมาถึงจุด ๆ หนึ่งเราอยากทำอะไรที่มันตอบโจทย์กับสิ่งที่เราชอบและสามารถทำควบคู่ไปกับสิ่งที่ต้องทำด้วย ก็เลยคิดว่าอยากทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาโดยเน้นการออกแบบให้มันมากกว่าแบรนด์ที่มีในตลาดทั่วไปในประเทศไทย

 

แล้วตอนเด็ก ๆ สนใจอะไร ชอบใช้เวลาไปกับสิ่งไหน

ชอบเที่ยวมั้งคะ (หัวเราะ) ก็คงไม่มีอะไรพิเศษนอกจากการออกแบบที่คิดว่าตอบโจทย์ตัวเองที่สุดแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีใครมาครอบงำความคิดเราได้ 

จริง ๆ ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กนะ แต่ก็ไม่ได้วาดเก่งอะไรขนาดนั้น ชอบคิดออกแบบจับเสื้อผ้าตัวนั้นมาแมตช์กับตัวนี้ แต่ก็ไม่ได้เลือกเรียนแฟชั่นเพราะคิดว่ามันน่าจะยาก ก็เลยเลือกเรียนกราฟิกเพราะมันสามารถนำมาปรับใช้ได้ในหลาย ๆ ด้าน 

 

ที่เรียนด้านนี้เพราะรู้ว่าตัวเองชอบงานศิลปะ แต่ก็ไม่เคยมีแพลนว่าจะมาทำอะไรแบบนี้

ตอนแรกที่เรียนคือแค่ชอบ แต่พอตอนไปฝึกงานก็รู้แล้วว่าเราไม่สามารถเป็นกราฟิกดีไซน์ได้เพราะมันต้องนั่งอยู่หน้าคอมเกือบทั้งวัน เลยรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไรแบบนี้ คืออยากแบบว่าชิล ๆ ได้ออกแบบด้วยแล้วก็มีเวลาไปทำอย่างอื่นด้วยมากกว่าที่จะมานั่งทำงานในออฟฟิศและใช้เวลาอยู่หน้าคอมนาน ๆ

 

แล้วคุณพ่อให้เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่    

หลังเรียนจบมา 1 ปี ทีแรกแพลนไว้จะไปเรียนต่อโทด้านการตลาดที่อังกฤษ แต่เผอิญว่าเขาสร้างที่นี่ขึ้นมาพอดี คุณรู้ไหมจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาช่วยงานครอบครัวตอนแรกเลย คือพ่อบอกให้มาช่วยออกแบบป้ายทางเข้าค่ายมวยให้หน่อย 

แต่พอมาดูจริง ๆ เราถึงกับอุทานว่า “โอ้โห” เลยนะ เพราะที่นี่ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ก็เลยเริ่มจากการออกแบบป้ายทางเข้า ออกแบบโลโก้ใหม่ที่เป็นเพชรสีเขียวในปัจจุบัน แล้วก็เริ่มสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก พอมันทำไปเรื่อย ๆ มันก็กลายเป็นการตลาดที่ต่อยอดให้ธุรกิจโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจากจุดเริ่มต้นแค่จะมาออกแบบป้ายทางเข้า แต่สุดท้ายก็หลงมาไกลจนมาถึงทุกวันนี้ 

 

ตอนที่เข้ามาแรก ๆ ในตลาดค่ายมวยไทยทั่วไป ไม่ใช่แค่เพชรยินดี ตอนนั้นในมุมมองของคน ๆ หนึ่งที่ต้องเข้ามาช่วยรู้สึกอย่างไรบ้าง  

รู้สึกว่ามันห่างไกลกับตัวเรามาก ๆ  คือเพชรยินดีนี้อยู่มานานมาก ตั้งแต่สมัย 30-40 ปีที่แล้ว การแข่งขันมันก็จะมีเฉพาะในประเทศ ทุกค่ายก็ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 

แต่พอช่วงหลัง ๆ ที่เราเริ่มเข้ามาทำตรงนี้ก็เริ่มเห็นค่ายอื่น ๆ เช่น ค่ายไทเกอร์มวยไทย ค่ายศิษย์สองพี่น้อง ที่ดูมีความเป็นโกลบอล ตอนนั้นเราก็รู้สึกแล้วว่ามันเริ่มมีการแข่งขันในด้านอื่นที่เพชรยินดีช้ากว่าเขา เราก็เลยเริ่มสร้างแบรนด์เพชรยินดีให้เป็นที่รู้จักผ่านอินสตาแกรม เพจเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งใบประกบรายการเมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นรูปแบบนี้

ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาทำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว ทะเลาะกับญาติพี่น้องในที่ทำงานบ่อยมากเพราะเราความคิดไม่เหมือนใครเลย ถึงขั้นร้องไห้อยากจะลาออกจากบริษัทตัวเองก็เคยมี 

แต่ด้วยความที่พ่อน่าจะอยากรู้ว่าสิ่งที่เราคิดมันเป็นยังไง เขาก็เลยพูดกับเราว่าให้เอาโอกาสที่รับมาทำงานตรงนี้ไปก่อน 

เพราะหากผ่านไป 2-3 ปี แล้วก็จะไม่มีจุดนี้แล้ว เราก็อาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงนี้แล้วนะ แต่ในทางกลับกันถ้าไปเรียนต่อ ผ่านไป 2-3 ปีหลักสูตรมันก็คงยังเหมือนเดิม พ่อก็เลยอยากให้เอาโอกาสที่ได้มาช่วยงานตรงนี้มากกว่า นี่ก็ผ่านมา 7-8 ปีแล้ว 

 

เหมือนแนวคิดและสิ่งที่คุณเห็นมันน่าทำ เพียงแต่ไม่ได้มีใครเห็นด้วยกับคุณ ?

อาจจะเพราะว่ามันใหม่มากเลยไม่มีใครเห็นด้วยและไม่มีใครเข้าใจ ตอนที่ทำโลโก้ใหม่ที่เป็นเพชรสีเขียวก็มีคนมาบอกว่าโลโก้มวยแต่ทำไมไม่มีรูปนักมวยอยู่ในนั้น 

เราก็เลยเถียงกลับไปว่าทำไมโลโก้โตโยต้าไม่เห็นมีรูปรถเลย เราก็อธิบายให้เขาเข้าใจ แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้เข้าใจเราหรอก เขาถามว่าจะสร้างแบรนด์ไปเพื่ออะไร เราไม่ได้จะไปขายของอะไรประมาณนี้ คือมันไม่ค่อยเข้าใจความคิดของกันและกันซะมากกว่า 

แต่พอตอนหลังมีเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาช่วย เราก็เริ่มฟอร์มทีมตัวเองขึ้นมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่เข้าใจกัน พอช่วงหลัง ๆ ภาพลักษณ์ของเพชรยินดีก็เริ่มดีขึ้น ต่างชาติก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น  

 

เคยคุยกับคุณโบ๊ทว่าจริงๆ แล้วพ่อก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่อง แต่นิสัยท่านคือเป็นคนที่ปล่อยให้ลงมือทำ

จริง ๆ พ่อเขาก็ไม่ได้เชื่อแต่เขาก็ไม่ได้ปิดกั้น เขาพร้อมจะรับฟังเราทุกอย่างแล้วก็ปล่อยให้เราลงมือทำ เพราะเขาก็อยากรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน ถ้าผิดขึ้นมาเขาก็ด่าซ้ำ (หัวเราะ) แน่นอนในองค์กรนี้ไม่ได้มีแค่คน ๆ เดียว มันมีหลายฝ่าย เขาทำกันมาเป็น 30-40 ปีแล้ว อยู่ดี ๆ เราเป็นเด็กที่ไหนไม่รู้จะเข้ามาเปลี่ยน ช่วงแรก ๆ มันก็ยากหน่อย

 

ตอนแรกเริ่มจากป้ายกับโลโก้ แล้วเป็นไงมาไงถึงกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬามวยได้ 

ผ่านไปซัก 3-4 ปี พอการตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้วเราก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทหันมาดูแลภาพลักษณ์นักมวยตอนนั้นก็มี เพชรดำ ที่ขึ้นชกรายการ วัน แชมเปี้ยนชิพ และเราก็รู้สึกว่าอยากทำกางเกงมวยให้มันดีกว่าที่มีตามท้องตลาดทั่วไป 

อันที่จริงกางเกงของ PRYDE ถ้าเป็นตัวคัสตอมก็เหมือนงานประดิษฐ์ เพราะมีการตีบล็อกและเย็บปักถักร้อยหลายขั้นตอน เปรียบเสมือนงานฝีมือที่เราตั้งใจทำออกมาบวกกับความที่เราอยากจะใส่ดีไซน์อะไรบางอย่างที่มันเป็นตัวตนของเราลงไปในงานด้วย 


อย่าง เพชรยินดี เราก็จะมองว่าเขามีภาพลักษณ์มีเรื่องราวที่ดูขลัง ซึ่งของ PRYDE เราก็วางไว้แบบนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้แบรนด์ของ PRYDE เป็นแบบเพชรยินดี ก็แค่รู้สึกว่าอยากมีแบรนด์เป็นของตัวเองที่สามารถจะไปคอลแล็บกับใครก็ได้

มีคนเคยถามนะว่าทำไมไม่ทำแบรนด์เพชรยินดีไปเลย จริง ๆ ก็เคยทำอยู่ มีทั้งนวม กางเกง  แต่ด้วยตัวตนของเพชรยินดีที่เขาก็มีคาแร็กเตอร์เป็นของเขาเอง มันเลยฉีกออกนอกกรอบไปมากกว่านี้ไม่ได้ ก็เลยแยกมาทำเป็นแบรนด์ของตัวเองดีกว่า เพราะท้ายที่สุดตัวแบรนด์ของ PRYDE ที่ออกสู่สายตาคนทั้งโลก มันก็จะถูกสื่อสารกลับมายังเพชรยินดีเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

ตอนนั้นคิดชื่อแบรนด์นานไหม 

ไม่นานเลย เพราะแบรนด์นี้อยากได้มานาน ปกติเราก็ออกแบบอะไรเกี่ยวกับเพชรยินดี ซึ่งคำว่าเพชรยินดีอักษรย่อมันคือ PYD เราก็เห็นมันจนชินตา เลยเกิดความคิดที่ว่าจะเอาคำนี้ไปต่อยอดยังไงดี ก็เลยลองเอาคำว่า PRIDE มาแค่เปลี่ยนจากตัวอักษร I มาเป็นตัว Y  ก็เลยออกมาเป็น PRYDE กลายเป็นชื่อแบรนด์ที่ดูลงตัวที่สุดแล้ว ที่สำคัญยังได้ทั้งความเป็นเพชรยินดีและความภาคภูมิใจอีกด้วย 

 

แล้วสินค้าตัวแรกที่ผลิตออกมาภายใต้แบรนด์ที่ชื่อ PRYDE นั้นคืออะไร 

หลัก ๆ ที่ทำเลยคือกางเกงมวยเพราะเราเห็นกางเกงที่มีตามท้องตลาดแล้วรู้สึกไม่ชอบทั้งทรงของกางเกงเลย  รวมถึงคุณภาพของการเย็บการปักที่ใส่ไปซักไปไม่ถึงเดือนก็หลุดลอกออกมาแล้ว ด้วยความที่เราเห็นนักมวยใส่ซ้อมทุกวันเราก็เลยรู้ว่าปัญหามันคืออะไร 

 

ใช้เวลานานไหมกว่าที่จะได้ออกมาเป็นกางเกงแบบที่เห็น

ใช้เวลาเกือบ 2 ปีเลยนะ ในปีแรกที่ออกกางเกงมา 2 รุ่นแรกนี่คือยังไปจ้างเขาทำอยู่ จนเข้าปีที่ 2 ก็เริ่มซื้อจักรมานั่งลองปักเอง อันนี้คือลงมือปักเองเลยนะ เพราะงานแบบนี้มันไม่มีใครทำได้เลย 

แม้กระทั่งคนที่ขายจักรให้เราก็ยังทำไม่ได้ เราเลยต้องอาศัยนั่งดูยูทุปแล้วลองผิดลองถูกเอง และเผอิญว่าช่วงนั้นมันมี 10 Fight 10 ซีซั่นแรกเข้ามา แล้ว PRYDE ได้เป็นสปอนเซอร์พอดี เราก็เลยต้องผลิตชุดตามที่เขาออกแบบมาให้ แล้วจะบอกว่าแต่ละชุดในรายการนั้นคือออกแบบมาได้สุดมากจริง ๆ ยอมรับว่าการผลิตให้ 10 Fight 10 คือการฝึกแบบขั้นสุดเลย จบรายการนั้นก็คือเราทำได้ทุกอย่างแล้ว 

 

ระยะเวลา 2 ปี มันไม่ใช่น้อย ๆ เลยกับการที่จะทดลองทำอะไรสักอย่าง ตอนนั้นมันมีความเชื่อยังไง

ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าอยากทำให้ได้ในสิ่งที่ตั้งใจ อยากจะทำก็เลยลอง แต่ในทุกครั้งที่ลองเราก็มองเห็นว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น มันไม่ใช่แบบทำแล้วเราต้องผิดหวังจนกลับมานั่งอยู่ ณ จุด ๆ เดิม พอเราได้แบบที่เราต้องการแล้วถึงจะจ้างคนมาทำ เราก็สอนงานเขาจนตอนนี้ไม่ได้ทำเองแล้ว 

คือทุกอย่างที่ทำเราพยายามทำเองให้เป็นก่อนในทุกขั้นตอน เพราะถ้าเราทำเองไม่ได้แล้วไปจ้างคนมา หากวันหนึ่งคน ๆ นั้นไม่อยู่กับเราแล้วเราจะทำยังไง

ตอนเริ่มทำกางเกงมวย เราตัดสินใจออเดอร์เสื้อเบสบอลและเสื้อบาสเกตบอลของทางฝั่งอเมริกาเข้ามาเลยนะ เอามาแกะดูวิธีการเย็บการปักของเขาแล้วนำมาปรับใช้กับงานของเราให้มันเนี๊ยบขึ้น เพราะเรามองว่ามันคือรายละเอียดยิบย่อยที่สำคัญ เอาจริง ๆ นี่เราก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าเขาเลย  

อย่างนวมก็เหมือนกัน เราลงทุนสั่งนวมของแบรนด์อื่นจากต่างประเทศทั้ง WINNING, REYES, EVERLAST มาแกะดูว่าเขาใช้โฟมอะไรและวิธีการเย็บเขาทำแบบไหนแล้วก็นำมาปรับใช้กับสินค้าของเรา

เมื่อช่วงก่อนโควิดที่นี่มีฝรั่งเข้ามาซ้อมมวยกันเยอะ แล้วนวมที่ใช้มันทำให้หลังมือเขาหักกัน 3-4 คนแล้ว ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุใด ก็เลยอยากจะออกแบบนวมที่มันช่วยป้องกันข้อมือกับหลังมือเขาให้ได้มากที่สุด ก็เลยทำแพตเทิร์นนวมของตัวเองขึ้นมา  

เรารู้สึกว่าสินค้าไทยมันสามารถทำได้ดีกว่านี้ มันโกอินเตอร์ได้เพราะมันเป็นสินค้าที่ฝรั่งชอบ อีกทั้งยังสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับนักมวยได้ อย่างตอนที่เริ่มทำกางเกงก็เป็นช่วงที่ เพชรดำ ไปชกรายการ วัน แชมเปี้ยนชิพ นี่คือนักมวยคนแรกที่เรารู้สึกอยากลองใส่คาแร็กเตอร์ในตัวเขาลงไปและผลตอบรับที่ได้มันก็ออกมาดี 

 

นอกเหนือจากกางเกงมวยกับนวมแล้ว เคยเห็นว่า PRYDE ก็ทำเสื้อบาสเกตบอลอยู่ด้วย

จริง ๆ มันเป็นสินค้าทดลอง แต่ได้เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างประเทศดีมากเพราะมันใส่สบาย เนื้อผ้ามันเบา ๆ ไม่ใช่ผ้าแบบคอตตอน นี่ก็กำลังจะทำคอลเล็กชั่นใหม่สิ้นเดือนนี้เพราะทางต่างประเทศเขาขอมา ต่อไปนี้อาจจะได้เห็นเสื้อบาสคอนเล็กชั่นใหม่ ๆ ของ PRYDE ออกมาทุก ๆ ไตรมาส แต่ฐานลูกค้าก็ยังเป็นนักมวยนะที่อยากใส่เสื้อบาส ไม่ใช่กลุ่มคนเล่นบาสที่เข้ามาซื้อ 

 

กลุ่มลูกค้าส่วนมากคือใคร เพราะถ้าพูดถึงกางเกงมวยไทย ส่วนใหญ่ลูกค้าหลัก ๆ ถ้าไม่ใช่ฝรั่งก็น่าจะเป็นนักมวย 

ปัจจุบันก็มีกลุ่มลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้นมาบ้าง อาจจะเป็นเพราะเห็นพวกดาราเอาไปใส่แต่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้กลุ่มลูกค้าหลัก ๆ ของเรา 95 เปอร์เซ็นคือต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษที่เข้ามาสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ตามเพจ ตามอินสตาแกรม 

 

มันไปถึงอังกฤษได้ยังไง ? 

นั่นน่ะสิ (หัวเราะ) ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นผลพวงจากการที่ทำเพชรยินดีให้ดังขึ้นมาจนติดตลาด แล้วตัวของนักมวยเพชรยินดีเองก็ใส่ขึ้นชกในรายการใหญ่ ๆ อย่าง วัน แชมเปี้ยนชิพ เลยอาจจะทำให้พวกฝรั่งเขาเห็น เพราะพวกต่างชาติอันดับแรกที่เขาจะเลือกซื้อสินค้าเลยก็คือแบรนด์เมดอินไทยแลนด์ แล้วเราก็มีหน้าที่ทำให้สินค้าพวกนั้นมันดูพรีเมียมขึ้น 

กลุ่มลูกค้าพวกนี้จะชอบมาสั่งงานแบบคัสตอม ด้วยความที่งานเรามันไม่เหมือนงานตามท้องตลาดทั่วไป ถ้าเป็นงานคัสตอมทั่วไปราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 800 แต่ของเราเริ่มที่ 2500 ซึ่งถือว่าแพงมากนะ แต่คุณภาพดีกว่าแล้วอยากจะปักลายหรือโลโก้อะไรเราสามารถทำให้ได้หมด 

มีฝรั่งบางกลุ่มที่ขอสั่งเป็นร้อย ๆ ตัว เพื่อเอาไปขายต่อพวกนี้ก็ได้ราคาส่งไป จนช่วงหลัง ๆ ถึงขั้นมีมาติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายเจ้าเดียวในประเทศนั้นเลย 

 

ถือว่ายอดขายเติบโตเร็วมาก

อันที่จริงช่วงแรก ๆ เราไม่ได้โฟกัสว่าจะขายได้มากน้อยแค่ไหน เพราะช่วง 2-3 ปีแรกเราโฟกัสในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้มันได้คุณภาพตามที่เราต้องการมากกว่า แต่พอมาช่วงหลัง ๆ  การพัฒนาตรงนั้นมันเริ่มโอเคแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะได้ตัวแทนจัดจำหน่ายมากขึ้น ตอนนี้มีอยู่ 3 ประเทศคือ อังกฤษ อเมริกา และ ฝรั่งเศส ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจาก 3 ไป 5 จาก 5  ไป 10 ตอนนี้เป้าหมายของเราอยู่ที่ตลาดในอเมริกาเพราะเราได้ตัวแทนแล้ว  

 

แสดงว่าจากที่ฟัง ๆ ดูแล้ว 95 เปอร์เซ็นของกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ก็เลยคิดว่าต้องมีตัวแทนจำหน่าย ?

ที่จริงก็อยากขายปลีกนะแต่ว่ารู้สึกสงสารลูกค้า อย่างบางคนที่เขามาสั่งหน้าเว็บ ราคากางเกงตัวละ 1800 บาท แต่เขาโดนทั้งภาษีและค่าส่งไป 2000 บาท ซึ่งมันแพงกว่าตัวสินค้าซะอีก หรืออย่างล่าสุดส่งออกไปประเทศไซปรัส สินค้าราคาหนึ่งแสนบาท แต่เขาโดนค่าภาษีไป 4 หมื่นกว่าบาท

ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามุ่งเน้นในการที่จะหาตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศเลยมันน่าจะดีกว่า ก็คือเขามาสั่งทีเดียวไปเลยจะกี่ร้อยกี่พันตัวก็ได้ราคาส่งไป และคนที่ได้ไปขายถ้าเราโปรโมตได้เยอะตัวแทนเราก็ได้เงินเยอะไปด้วย

 

พูดถึงเรื่องจะไปตีตลาดทางฝั่งอเมริกา ที่ได้ไปร่วมมือกับ NEW ERA แบรนด์ดังจากอเมริกานี่จุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง ?

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วทาง NEW ERA ติดต่อผ่านมาทางเพชรยินดีว่าอยากคอลแล็บด้วย เพราะตอนนั้นเพชรยินดีดังมากเลยที่อเมริกา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงดัง 

เขาเลยอยากจะทำคอลเล็กชั่นมวยโดยให้ PRYDE เป็นผู้ผลิตให้ ความจริงแพลนเดิมที่วางเอาไว้มันต้องเปิดตัวตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ช่วงนั้นโควิดที่อเมริการะบาดหนักมากเลยเพิ่งได้มาเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้

อันที่จริงนี่ไม่ใช่แบรนด์แรกที่มาขอคอแล็บด้วย ช่วงปีแรกที่เริ่มทำ PRYDE ก็มีทาง EVERLAST Thailand ติดต่อเข้ามา นี่คือแบรนด์แรกเลยที่ขอมาร่วมแจมกับเรา โดยตอนนั้นเป็นทาง EVERLAST ที่ผลิตนวมให้ ส่วน PRYDE ก็ผลิตกางเกงให้ EVERLAST 

 

กับเป้าหมายและผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้น แบบนี้ก็ถือว่า PRYDE เดินมาไกลเกินคาดแล้ว

ถือว่าเกินคาด มันก็ต้องย้อนกลับไปที่เคยมีคนถามเราว่าสร้างแบรนด์ไปทำไม ตอนนี้มันก็คือตอบได้ทุกอย่างแล้วว่ามันสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เคยทำ  

 

ดูทิศทางแล้วในอนาคตจะยังไงต่อสำหรับตัวแบรนด์ทั้ง PRYDE และ เพชรยินดี อยากจะไปร่วมมือกับใครหรือไปอยู่ในจุดไหนของตลาด

จริง ๆ เราอยากจะคอลแล็บกับพวกสตรีทแบรนด์เยอะ ๆ เพราะอยากให้คำว่ามวยไทยมันไปไกลกว่าตลาดปัจจุบัน อยากให้มันเป็นสิ่งที่ดาราเอาไปใส่เป็นไลฟ์สไตล์ได้ อาจจะไม่ต้องเป็นแบรนด์มวยไทยที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุดหรือดีที่สุด แต่อยากให้มันเจาะไปได้หลาย ๆ กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดมากกว่า 

 

เคยมีความคิดที่อยากจะเอาไปวางขายตามร้านขายของแนวสตรีทแบรนด์บ้างไหม

เคยดูที่ร้าน CARNIVAL เอาไว้ แต่ด้วยความที่สินค้าเรามันยังไม่ได้มีหลากหลาย อย่างเช่นพวก รองเท้า หมวก สร้อย อะไรแบบนี้ ก็เลยคิดว่ายังดีกว่า ตอนแรกเคยคิดว่าจะไปเปิดช็อปที่สยามเองด้วย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าโชคดีมากที่ยังไม่ได้ไปเพราะถ้าไปตอนนี้คงเจ๊งไปแล้วเพราะมันไม่มีชาวต่างชาติมาเดินเลย ถ้าเรามีช็อปของตัวเองที่สยามก็ถือเป็นการทำการตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างน้อยต่างชาติที่เข้ามาในร้านเขาก็จะได้ถ่ายรูปเพื่อเป็นการโปรโมตแบรนด์เราได้  

 

ถึงตอนนี้แบรนด์ PRYDE ก่อตั้งมากี่ปีแล้ว

3-4 ปีได้แล้ว ซึ่งถือว่าช่วยได้เยอะเลยในช่วงโควิด มีแต่ PRYDE อย่างเดียวที่มีรายได้เข้ามา เพราะว่าค่ายมวยปิดหมด ทุกอย่างปิดหมด แต่เรายังต้องดูแลพนักงานอีกตั้ง 30-40 ชีวิต รายจ่ายมีทุกเดือนแต่รายรับไม่มีเลย ก็เลยรู้ว่าถ้าเราตั้งใจทำแบรนด์เราออกมาให้ดีมันน่าจะเอามาช่วยได้หากมันเกิดวิกฤตอะไรในประเทศนี้ขึ้นมาอีก ถ้าเราได้ค้าขายกับต่างชาติมันก็ยังดีกว่าที่จะมีธุรกิจเพียงอย่างเดียว  

 

ถึงตรงนี้สิ่งที่เราได้จากการเลือกมาทำตรงนี้แทนที่จะไปเรียนต่อคืออะไร 

อย่างแรกก็คือสิ่งที่คิดไว้เลย จากเด็กที่เรียนจบมาแล้วไม่มีใครเข้าใจ แต่เราได้ทำภาพตรงนั้นให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้มันก็โอเคแล้ว 

ให้คนที่ไม่เคยยอมรับในความคิดเราให้มายอมรับเราได้ แล้วก็ช่วยให้แบรนด์เพชรยินดีมาครองส่วนแบ่งที่ดีในตลาดได้ เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้เราจะชอบหรือไม่ชอบมวยมาก่อนยังไงเพชรยินดีก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ถ้าหากตอนนั้นไม่ตัดสินใจลงมือทำ ตอนนี้เพชรยินดีก็อาจจะไม่ได้โกอินเตอร์ มันอาจจะเป็นเหมือนค่ายมวยไทยที่เป็นอยู่ทั่วไปที่เจอมรสุมที่ผ่านเข้ามาจนต้องปิดตัวลง 

 

THE PETCHYINDEE MUAY THAI SUCCESSOR THAT COLLABORATED WITH NEW ERA | MAIN STAND

“From someone who graduated but was never understood, but now I’m able to make it come true and let people who have never accepted my thoughts come to accept me. I'm happy because even though I never thought of doing anything related to boxing, Petchyindee is my family.”

 These are the words of “Bet - Thanit Vachirarattanawong '' the owner of the Muay Thai fashion brand "PRYDE", who’s voice trembled from the pride in the success she has created with her own 2 hands.

Her father is "Sia Nao" Virat Vachirarattanawong, one of Thailand’s legendary promoters of the Muay Thai boxing industry who founded Petchyindee Boxing Camp in 1976 and has created both Muay Thai boxing champions and world boxing champions.

While her brother, “Boat” Nuttadej Vachirarattanawong is the second-generation heir who has seamlessly carried on his father's boxing business legacy, expanding the Petchyindee kingdom from a normal boxing camp to becoming a massive Sports Complex, worth more than 100 million baht.

The Petchyindee brand is currently being run it’s second-generation and has been proven to be quite successful from all the attention it has received from customers both in Thailand and abroad.

Other than a boxing camp, there is another business under the umbrella of the Petchyindee Kingdom that people are also interested in. With over 95% of its customers being foreigners, PRYDE is a boxing clothing line and equipment brand that drives the marketing mechanism and has been another income for Petchyindee in times where boxing competitions are restricted due to COVID-19 situation.

We’ve arrived at the “Petchyindee Kingdom '' one of the biggest sports complexes in the heart of Bangkok to speak to Bet - Thanit Vachirarattanawong” the second generation of the Petchyindee legacy and big boss of PRYDE.

What was the fire that ignited for her to create PRYDE, the popular boxing apparel and gear brand that has international brands such as BLAQ LYTE, KELMA, EVERLAST knocking on her door to collab and soon will have products coming out with NEW ERA, the famous apparel brand from the United States.

What was the marketing strategy that has made Petchyindee stand on top of the pyramid as one of Thailand’s top boxing brands known all over the world?

 

Where did the brand PRYDE come from and how did you start? Have you always been interested in boxing?

I first started off when I graduated from design school. I never had the idea of having passion for boxing since childhood, so much so to the point that I talked to my father since I was a kid that I will not take on our family business because I didn't like it and have never been into it. Unlike "Boat", he’s been confident from a young age that when he grows up, he must be a boxing promoter.

At the time I just graduated and my father had me help in terms of marketing but at some point I wanted to do something that I liked and could do alongside what needs to be done. So I came up with my own brand that focused on design more than other brands in the market.

 

When did you enjoy doing as a child?

Going on trips? (Laughs) There would be nothing special beside design that I think suits me the most because it feels like nobody can control your thoughts. I actually loved drawing since I was a kid but I wasn’t that good at it. I liked designing and matching outfits but I didn’t go into fashion school because I think it’s hard so I chose graphic design because it can be used in many ways.

 

You studied in this field because you knew you liked art but never had plans to do something like this?

When I was studying I just liked it but during my internship I knew I couldn’t be a graphic designer because it required sitting in front of the computer all day, I knew I didn’t like that. I wanted something relaxing and get to design and have time to do other things rather than be stuck in the office in front of the computer all day.

 

When did your father ask you to help with the family business?    

After 1 year of graduation, I was planning for a Masters degree in marketing in England but they built this first. Did you know that the starting point of helping my family business was when my father asked me to help design a sign for the boxing camp’s entrance.

 But when I really came here, I was like “Woah” because there were many things that needed to be done so I started off with the entrance sign and the new logo that was green diamonds that we currently use. We started building our brand and it slowly became a marketing tactic that pushed our business to grow. I never thought that the start of all this would be just designing the entrance sign but eventually we came this far.

 

When you first joined as a person who had to step in and help, what were your feelings towards Muay Thai camps overall?

I felt like it was something very far from me, Petchyindee has been around for a long time, since 30-40 years ago and the competition was domestic so every camp was moving in the same direction.

But lately, when I started working here, I began to see other camps such as Tiger Muay Thai Camp and Sit Song Pee Nong Camp become more  global. At that time, I felt there was a competition in other areas that Petchyindee was lagging behind.

So I started building Petchyindee’s brand on Instagram, Facebook, even the program graphic was different back then.

At first it wasn’t easy, I got into fights with my family and relatives about work all the time because my ideas were different from everyone else's. I even cried and wanted to leave my own company.

But because my father probably wanted to understand my ideas so he told me to take the chance that I’ve been given and work first.

Because in 2-3 years this will all change and I won’t have the experience but if I go to study my masters, in 2-3 years the curriculum would still remain the same so he wanted to use this as an opportunity for me to help, it’s been 7-8 years.

 

It’s like the concept and what you saw was worth doing but no one agreed with you?

It’s probably because I was very new and nobody agreed or understood me because when I designed the new logo that had green diamonds, someone asked why it was a boxing logo with no boxers.

So I argued that the Toyota logo doesn't have a picture of the car on it. I explained it to them, but deep down, they didn't understand me. They asked why we have to create a band, we are not going to sell anything. Well, it was like we didn't really understand each other.

But later, a friend who studied with me came to help. We started to form our own team into a small group that understood each other. In recent times, Petchyindee's image has started to improve and foreigners began to recognize us.

I told Boat that our father didn’t agree with us on everything but he liked to let people try first.

Actually, it’s not that he didn't believe, but he didn't try to stop us. He is ready to listen to everything and let us do it because he wanted to know what the outcome would be and if it failed, he’d just scold us (laughs). Of course, in this organization there is not just one person, there are many people that have been doing this for 30-40 years. Suddenly, we’re just some kid who shows up and tries to change things. At first it was a bit difficult.

 

Starting off with signs and logos, how did it come to a clothing and boxing equipment brand?

After 3-4 years, after the marketing strategy had settled in we started to change roles and look after the boxer’s image instead. Back then there was Petchdam that fought in the ONE Championship and I felt that I wanted to make boxing shorts that were better than the ones currently sold.

Actually, PRYDE is custom made and it’s like a craft work because there are many steps of blocking and embroidery. It's like a handicraft that we intend to make, plus we want to put some design that is our identity into the work as well.

Like Petchyindee, we see it also having a sacred image and story, which PRYDE intends to also be that way. But that doesn't mean I want PRYDE’s brand to be like Petchyindee. I just felt like I wanted to have my own brand that I could collaborate with anyone.

Someone once asked me why I didn't just make the brand Petchyindee. In fact, I have done it, there are both gloves and pants, but with the personality of Petchyindee, that has its own character so we couldn't go off brand much. I decided that it'd be better to separate and start my own brand because in the end, the brand of PRYDE that the whole world sees will circle back to Petchyindee anyway.

 

Did it take long to come up with the brand’s name?

It wasn’t long at all, because I’ve always wanted this brand. When I design things for Petchyindee, in English the word Petchyindee is shortened to PYD and I’ve always seen it so I thought I wanted to play around with its word. I tried using the word PRIDE and changed the letters I to be Y and it became PRYDE, becoming the perfect brand name and most importantly it had Petchyindee and pride in it.

 

So what was the first product produced under the brand name PRYDE?

The main product was boxing shorts because I didn’t like the shape of the pants available in the market. As well as for the quality of sewing and embroidery falls off less than a month after being worn and washed. Since we see boxers practicing every day, we know what the problem is.

 

Did it take a long time to come out as the boxer shorts?

It took almost 2 years. In the first year that pants came out, the first 2 models I still hired outsources to produce them. Until the second year, I bought a sewing machine and tried to embroider it myself. This is hand embroidery, because this kind of work, no one can do it.

Even the person who sold the sewing machine couldn’t do it, so I had to watch youtube tutorials and try right from wrong by myself. Coincidently, there was the first season of 10 Fight 10 and PRYDE got to be a sponsor so we had to produce clothes that they designed. I have to say that the clothes designed in that show were everything, 10 Fight 10 was the ultimate practice run for me and after the show, I could do everything.

 

2 years is quite a long time for an experimental period, what was your belief?

At that time, I just felt like I wanted to achieve what I intended to do but every time I try, I can see that it has improved. It's not like doing it and so being disappointed that we have to go back to the beginning. Once I get the design I like, I’ll hire someone to do it. I taught them how to work so now I don’t have to do it myself.

I try to know how to do every step myself first because if I can’t do it and someday that person leaves, what would I do?

When I started making boxing shorts, I decided to order baseball and basketball jerseys from the US to take a look at how their embroidery is sewn and apply it to our work to make it more neat. We see it as an important detail and honestly, we're still not as good as them.

It goes the same for boxing gloves. I invested in other brands from abroad, such as WINNING, REYES, EVERLAST, cut it open to see what foam they used and how they sewed it, and then applied it to our products.

Before COVID, there were many foreigners here to practice boxing and the gloves used back then broke the back of 3-4 people’s hands which I didn’t understand or know what caused it. So I wanted to design a glove that would protect the wrist and back of the hand as much as possible, so I drew up my own pattern.

We felt that Thai products could do better. We could reach global markets because it is a product that foreigners like and it can also create a good image for boxers. For example, when I started making shorts, it was back when Petchdam went to fight in ONE Championship. This was the first boxer that we wanted to try putting his character into the shorts and the feedback we got has been good.

 

Other than boxing shorts, we’ve seen PRYDE also produce Basketball jerseys

It's actually an experimental product but the response from foreign customers was very positive because it was comfortable to wear. The fabric was light and wasn’t cotton.

I’m working on a new collection at the end of this month because the overseas market requested it. From now on you might  see new collections of PRYDE basketball jerseys released every quarter, but the customer base are still boxers who want to wear basketball jerseys, not all customers are basketball players.

 

Who is the majority of your customers? Because for  Muay Thai boxing shorts, your main customers, if not foreigners, are probably boxers.

Currently, there are some more Thai customers. Maybe it's because they see celebrities wearing them, but before, 95% of our main customers were foreigners. Most of them are British people who come to order via online channels on our page and follow our instagram.

 

How did it get to England?

Right? (Laughs)

If I had to guess, it was probably the result of pushing Petchyindee to be well known. When a Petchyindee boxer fights in a big event like the ONE Championship, they wear shorts and so it might be seen by foreigners. Foreigners prefer to buy brands that are made in Thailand and our duty is to make those products look more premium.

These customers like to order custom shorts and due to our work being different from other brands in the market, custom made orders would start at 800 while ours start at 2500 which is considered expensive but the quality is better and we can do any pattern or logo.

There are some groups of foreigners who ask to order hundreds in order to resell them and get a wholesale price and  lately they have contacted me to be the only dealer in that country.

 

Your sales are growing very quickly

At first we weren’t focused on how much we could sell because the first 2-3 years we were focused on developing the product to the level we wanted, but lately the development has reached the point where it’s ok and I felt that I wanted more dealers. We currently have 3 countries which are England, USA and France. Our goal is from 3 to 5, from 5 to 10. Right now our goal is the USA market because we now have a dealer.

 

It seems like 95% of your customers are foreigners so you want to have dealers?

In fact, I want to sell retail, but I feel bad for the customers. Some customers order our products from our website and the price of the shorts is 1800 baht each, but they have to pay 2000 baht for taxes and shipping costs, which is more expensive than the product itself. Or, most recently, we exported to Cyprus, the product cost 100,000 baht but the customer was taxed over 40,000 baht.

So I felt that it’d be better to have dealers in each country, they could order 1 lot, it could be a 100 or 1000 pieces in retail price and the person selling, if we can promote it, the dealer would also earn a lot more.

 

Speaking of the USA market where you collaborated with NEW ERA, the famous brand from USAa, how did it begin?

2-3 years ago, NEW ERA contacted me and said that they wanted to do a collaboration with Petchtyindee because at the time we were very popular in the US, I also had no idea why we were so popular there.

They wanted a boxing collection and had PRYDE produce it. The original plan was to launch 2 years ago but the COVID situation in the US was very bad so we got to launch not too long ago.

This is actually not the first brand to collaborate with us, the first year we started PRYDE, EVERLAST Thailand contacted us and that was the first brand to collaborate, EVERLAST would produce gloves for us while PRYDE would produce boxing shorts for EVERLAST.

 

From the goal and outcome, do you consider PRYDE to come further than you originally planned?

I consider it beyond expectation, I have to go back to when people asked me why I have to build a brand, this is what answers everything and that we can do more than what we used to.

 

So what is the future for both brands PRYDE and Petchyindee? Who would you like to collaborate with or where do you hope to stand in the market?

I actually want to collaborate with more street brands because I want Muay Thai to go further than the current market. I want it to be something celebs can wear as a lifestyle outfit. It might not have to be a Muay Thai brand with the highest sales or the best but I want to be able to access various groups in terms of marketing.

 

Have you ever thought of selling in street wear brand stores?

I’ve looked at CARNIVAL but since our products are not yet diverse, such as shoes, hats, necklaces. So I think I won’t get into it yet. At first, I thought that I would go and open a shop at Siam myself but now I feel very fortunate that I haven't because if I open up now, it's probably going to fail because there are no foreigners walking. If we have our own shop at Siam, it is another form of marketing and at least foreigners who come into the shop will be able to take photos to promote our brand.

 

How many years have you started PRYDE?

It’s been 3-4 years and it’s really helped during the COVID pandemic because PRYDE was the only source of income, all the boxing camps were closed and we have 30-40 employees to take care of. We have monthly expenses but no income, so I knew that if I really put my all into the brand and make it good, it’d be another way to generate income if there’s another disaster in this country. If we can sell to foreigners, it’s better than having only 1 business.

 

What are the things you have gained from this instead of continuing to study?

First thing is, from someone who graduated but was never understood but now I’m able to make it come true, so it’s very good. I’m able to make it come true and let people who have never accepted my thoughts come to accept me and I helped Petchyindee take a great share in the market because despite my feelings towards boxing beforehand, Petchyindee is still part of my family. If I didn’t decide to do this, Petchyindee wouldn’t go global and it might be like other boxing camps that faced many problems and had to shut down.



AUTHOR

ไพรัตน์ ไชยต้นเชื้อ

Muay Thai Stand's writer - มวยไทยสแตนด์ สังเวียนที่ทำให้คุณอยู่ใกล้มวยไทย
     


PHOTO

อำพล ทองเมืองหลวง

feelphoto
     


x