FEATURE

ปัน-ปณิตา หุตะเจริญ : ตัวตนของ “V bum freediver” ครูสอน Freediving กีฬาน้ำลึกที่ให้ขีดจำกัดเป็น “ครู” | Main Stand



หากพูดถึง “ทะเล” เราหลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงการพักผ่อนอย่างการเดินเล่นตามชายหาดหรือการนอนอาบแดด ในขณะที่อีกส่วนอาจจะนึกถึงการออกไปทำกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือแคนู เล่นเซิร์ฟ หรือ “ดำน้ำ” ทั้งแบบ Snorkeling ที่ดำน้ำตื้น และ Scuba Diving แบบน้ำลึก ที่กลายเป็นความจรรโลงใจอีกแบบจากการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่และไม่คุ้นตา


 

“ปัน-ปณิตา หุตะเจริญ” อาจเป็นหนึ่งในคนที่หาที่ว่างตรงกลางให้กับการพักผ่อนทั้งสองประเภทนี้ได้แบบไม่ขาดไม่เกิน ผ่านกีฬาที่ชื่อว่า “Freediving” การดำน้ำลึกโดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์ใด ๆ นอกจาก “ฟินส์” (Fins) หรือตีนกบ เพื่อแลกมากับความเบาและความเงียบใต้น้ำที่เป็นเสน่ห์ของกีฬาประเภทนี้ เธอชื่นชอบมันยิ่งกว่าสิ่งใดพร้อมกับพัฒนาตัวเองไปสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต Freediving ในระดับความลึก 20-30 เมตร และกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานต่อเนื่อง 4 นาที อีกทั้งยังเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นอาชีพเสริมด้วยการสอน Freediving ภายใต้ชื่อ “V bum freediver” 

แม้ว่าจะฟังดูน่าตื่นเต้นขนาดไหน แต่เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ กีฬาดังกล่าวค่อนข้างมีความท้าทายกว่าการดำน้ำทั่วไป เนื่องจาก Freediving จะไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ มีแค่ร่างกายของเราเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สอนให้เธอเติบโตขึ้นจึงอาจจะเป็น “ขีดจำกัด” ที่เธอเคยเผชิญมาเพราะความผิดพลาด ถึงขนาดเคยเกือบพรากชีวิตเธอจากการจมน้ำไปแล้วครั้งหนึ่ง

มาร่วมทำความรู้จักกับ Freediving ของปันและ V bum freediver ไปพร้อมกับ Main Stand 

 

เซฟโซนอยู่ในน้ำ

เป็นที่น่าสนใจว่าเทรนด์ของ “Freediving” หรือการดำน้ำลึกโดยไม่พึ่งอุปกรณ์กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนเริ่มเป็นที่พูดถึงและเริ่มมีการทยอยหาที่เรียนกันอย่างคึกคักผ่านโซเชียลมีเดียในฤดูร้อนประจำปีนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วกิจกรรมดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างยาวนานแล้ว โดยเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจาก “อามะ” (Ama) หรือคนดำน้ำเก็บไข่มุกและอาหารทะเลของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการจดจำในฐานะกีฬาประเภทหนึ่งที่มีการแข่งขันกันในหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการแข่งวัดระดับความลึกหรือการกลั้นหายใจ 

ด้วยความที่ Freediving เป็นกีฬาที่ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เยอะ มีแค่ตัว แว่นตา และฟินส์ หากมองอย่างผิวเผินกีฬาน้ำลึกชนิดนี้ก็อาจเป็นกีฬาที่ดูน่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนที่เป็นโรคกลัวทะเล (Thalassophobia) เพราะความรู้สึกของความ “เคว้ง” สนิทที่ห้อมล้อมเราไว้ตอนที่มองออกไปรอบ ๆ ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่รับมือยากพอสมควร 

อย่างไรก็ตามการอยู่ภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงัดสำหรับ “ปัน-ปณิตา หุตะเจริญ” กลับกลายเป็น “ความสบาย” คล้ายจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ของเธอเสียมากกว่า จากคำพูดนี้ยิ่งชวนให้เราสงสัยว่าคนที่สามารถเล่นกีฬาที่ดูท้าทายแบบนี้และต้องใช้ร่างกายมากขนาดนี้เป็นคนที่คุ้นชินกับกีฬา หรือ “น้ำ” มาก่อนหรือไม่และอย่างไร ? 

เราพบกันในช่วงสายที่ Scuba Republic สระว่ายน้ำที่เป็นที่รู้จักในฐานะสระว่ายน้ำสำหรับการสอนดำน้ำ ทั้งแบบ Scuba Diving และ Freediving ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุกลางเดือนเมษายน พร้อมชวนเธอพูดคุยย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ก่อนที่เธอจะมารู้จักกับ Freediving 

“เราเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก วิชาพละจะเป็นวิชาที่พ่อส่งเสริมที่สุด ขอให้ได้เล่น เล่นอะไรก็ได้ เก่งหรือไม่เก่งก็เล่นไปก่อน เทควันโด บาสเกตบอล วิ่ง เป็นสายกีฬาที่เรียกว่าเป็นเป็ดก็ได้ เพราะว่าไม่ได้ไปสุดสักทาง เคยเป็นนักกีฬาโรงเรียนอยู่พักหนึ่งแล้วก็เลิกไป”

ปันเผยให้เราฟังถึงปูมหลังของเธอที่เคยเกี่ยวข้องกับกีฬามาก่อน แม้ว่าเธอจะเป็นคนที่เล่นกีฬาเยอะ แต่อันที่จริงแล้วเธอก็เล่นมันเป็นเพียงงานอดิเรก อาจเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียนแต่ก็ไม่เคยไปลงแข่งในระดับภูมิภาคหรือในระดับประเทศ แม้กระทั่งกับกีฬาที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษอย่าง “ว่ายน้ำ” 

หรือถ้าจะให้ถูกจริง ๆ คือ “เล่นน้ำ” 

“เราว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก เวลาอยู่ในน้ำจะรู้สึกสบายใจ ไม่เคยรู้สึกกลัวน้ำเลย แต่เราไม่ได้เล่นกีฬาว่ายน้ำเก่ง เราไม่ถนัดการว่ายเร็วหรือว่ายท่าฟรีสไตล์ แค่ลงไปลอยคอเฉย ๆ ชอบเล่นน้ำทะเล และเราสามารถดูแลตัวเองในน้ำได้” 

“เรารู้จักกับ Freediving ได้เพราะมีเพื่อนพูดให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ตั้งใจดูว่ามันคืออะไร เคยศึกษาอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็ยังไม่เจอโรงเรียนที่ถูกใจจนลืมไป ตอนที่ตั้งใจจะกลับมาเล่นอีกทีจริง ๆ คือตอนที่เราไปเห็นคลิปชื่อ Ama ของ Freediver ชาวฝรั่งเศส”

คลิปที่ดังกล่าวคือภาพยนตร์สั้นที่ชื่อ Ama ของ “จูลี โกติเยร์” (Julie Gautier) นักกีฬา Freediving ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นภรรยาของ “กิโยม เนรี” (Guillaume Néry) อีกหนึ่งนักกีฬา Freediving ชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง ที่ถูกเผยแพร่ในปี 2018 บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความรู้สึกของตนเองผ่านการแสดงออกโดยการเต้นระบำใต้น้ำ ที่มียอดเข้าชมกว่า 5.8 ล้านครั้ง 

ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของความงาม แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกทึ่งกับกีฬาชนิดนี้เป็นพิเศษคือ “การกลั้นหายใจ” ที่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่เหล่า Freediver ต้องฝึกฝน 

“เราสนใจว่าเขากลั้นหายใจได้นานขนาดนั้นได้ยังไง ตอนแรกนึกว่ามีวิธีกลั้นหายใจแบบพิเศษหรือเปล่า ถึงเราจะรู้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผ่านการตัดต่อมา แต่มันก็มีช่วงเวลาที่เขาต้องกลั้นหายใจยาว ๆ แล้วก็เต้นอยู่”  

“นั่นคือครั้งแรกที่รู้สึกสนใจ Freediving จริง ๆ” 

ปันได้เริ่มเรียน Freediving กับโรงเรียนสอนดำน้ำที่ชื่อ Scuba MHEE Freediving หรือที่มักรู้จักกันในแวดวงของนักดำน้ำว่า “Scuba หมี” และค่อย ๆ เริ่ม “อิน” กับกีฬาชนิดนี้มากขึ้น จนในที่สุดก็พบว่านี่คือสิ่งที่ชอบเพราะ “ความเงียบ” 

“ตอนลงทะเลรอบแรกจะยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ จนตอนที่เราไปถึงจุดที่มาร์กไว้แล้วกำลังขึ้นมา จังหวะที่มองกลับขึ้นมาบนผิวคือรอบตัวจะเงียบมาก มากกว่า Scuba Diving ที่เวลาหายใจจะมีเสียงตลอด เคยไปลองก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น มันคนละเป้าหมายกัน การดำ Scuba คือการลงไปศึกษาโลกใต้ทะเล ข้อดีคือเราไม่ต้องกังวลว่าเดี๋ยวเราจะต้องขึ้นแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้มุมถ่ายรูป แต่ Freediving เรากลั้นหายใจเต็มปอด ถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยกับการไปต่อเราจะลอยขึ้นเอง” 

“เราไม่ได้อินกับปะการังมากเท่ากับการลงไปอยู่ใต้น้ำเงียบ ๆ ตอนอยู่ในน้ำ คือถ้าไม่กลัวเราจะรู้สึกเบามาก ๆ เพราะว่าน้ำมันอุ้มเราอยู่ เราไม่มีน้ำหนักที่กดลงพื้น เราจะลอยอยู่เย็น ๆ และได้ยินอะไรข้างในแบบที่บอกไม่ถูกเพราะไม่มีอะไรมารบกวนเลย”  

“เป็นกีฬาเพื่อรู้จักตัวเอง ทุกจังหวะมีแต่ตัวเอง ค้นหาตัวเอง แข่งกับแค่ตัวเอง ไม่ต้องสนใจว่าใครได้เท่าไหร่ หรือครูบอกว่าต้องได้เท่าไหร่ แค่ดูว่าตัวเองไหวถึงตรงไหนพอ” 

ใครจะไปคิดว่างานอดิเรกที่เธอเริ่มสนใจจะมาจากภาพยนตร์สั้นความยาว 6 นาทีที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ค่อย ๆ หยั่งรากลึกจนกลายมาเป็นความชอบ เธอทุ่มเทและจริงจังกับมันขนาดที่ไปสอบเอาใบอนุญาตจนกลายเป็นผู้สอนในเวลาต่อมา

 

ผู้สอนคนอื่น

ปัจจุบัน ปัน ในวัย 27 ปี ประกอบอาชีพเป็นนักแสดงอิสระและในขณะเดียวกันก็เป็นครูสอน Freediver ที่รับสอนตั้งแต่ Freediver Course สำหรับการลงน้ำลึก, Mermaid Course หรือคอร์สสำหรับการเรียนท่าเต้นในน้ำเพื่อความสวยงามตามชื่อ “นางเงือก” และอีกประเภทคือ Skin Diving หรือการดำน้ำผิวตื้น ที่เหมือนเป็นการยกระดับจาก Snorkeling ขึ้นมาอีกขั้น 

ในขณะที่อากาศเริ่มร้อนจนน่าลงไปเล่นน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ เราถามถึงการไปสอบดำน้ำกับ PADI ที่ย่อมาจาก Professional Association of Diving Instructors สมาคมสอนดำน้ำจากสหรัฐอเมริกา ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก จนได้รับ Certified PADI Freediver หรือฟรีไดฟ์เวอร์ที่มีใบอนุญาต ในระดับ PADI Freediver และ PADI Advanced Freediver ที่สามารถลงไปได้ลึกที่สุดได้ประมาณ 20-30 เมตร พร้อมสถิติการกลั้นหายใจได้นานกว่า 4 นาที 20 วินาที 

“ตอนแรกเราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นครูสอนเลย เราเรียนเพื่อให้ลงไปดูปลาได้ ถ่ายรูปได้ ตอนที่ไปสอบกับ PADI ระดับแรกเขาให้ลงไปที่ความลึกอย่างน้อย 10 เมตร มากสุด 16 เมตร ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความลึกมากที่สุดคือ 16 เมตร”  

“มารู้อีกทีก็คือตอนที่ไปดำเล่นเอง อยู่ดี ๆ ก็ถึง 16 เมตรแบบไม่รู้ตัว แล้วก็อยู่อย่างนี้สักพัก จนค่อย ๆ พัฒนาจนลงไปได้ 19 เมตร 20 เมตร เลยลองไปต่อที่ระดับ Advanced ไปจนถึง Master ตอนนั้นก็ยังไม่คิดว่าจะเป็นครู จนถึงวันที่มีรุ่นพี่ชวนไปเรียนครูที่เกาะเต่า ก็ตามไปด้วย เพราะคิดว่ามีใบไว้ก่อน ช่วยครูหมีสอนไปก่อนก็ได้ แต่พอจบครูกลับมาอยู่ดี ๆ ก็อยากสอนจริงจังขึ้นมา” 

ปันได้เริ่มเปลี่ยนความชอบมาเป็นอาชีพ จนกลายมาเป็นครูผู้สอนที่มีใบอนุญาต ภายใต้ชื่อ “V bum freediver” เธอเล่าที่มาของชื่อให้เราฟังพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อย พร้อมกับเล่าเรื่องของคนที่มาเรียนกับเธอที่มีตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้ว ‘บัม’ (Bum) คือก้น ส่วนตัว “วี” (V) ก็คือ แทนไลน์ เพราะเวลาใส่บิกินี่แล้วโดนแดดมันจะเป็นรอยตัววี แค่นี้เลย”  

“เราชอบตัววีอยู่แล้ว อยากจะฉีก อยากจะเซ็กซี่ ก็เลยวีบัม บวกกับการที่เราให้คุณค่ากับร่างกายของผู้หญิง เราเลยตัดสินใจตั้งชื่อเป็นก้น” 

“เราเคยสอนครอบครัวที่มีพ่อ แม่ แล้วก็ลูกสองคนอายุ 8 กับ 10 ขวบ ตอนที่ให้ทุกคนลองกลั้นหายใจในน้ำ พ่อกับแม่ตอนแรกบอกว่ากลัวน้ำ ทำไม่ได้ ทำได้ไม่เกินนาทีหรอก แล้วพอเขาลงไป พ่อแม่ 2 คนอยู่ได้ถึง 2 นาทีแบบชิล ๆ ทั้งคู่เลย”  

“คือครอบครัวนี้จริง ๆ แล้วคุณพ่อเป็นคนกลัวน้ำ แต่เขาเรียน Skin Dive ด้วย ฝึกมุดน้ำ 3-5 เมตร พอลงไปได้แล้วเขาก็เริ่มเพลินไม่ยอมขึ้น จบคอร์สเขาก็อยากจะไป Freedive ต่อ”

เราถามเธอถึงเรื่องบทบาทรวมไปถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต้ังแต่เปลี่ยนจากผู้เรียนมาเป็นผู้สอน ตลอดจนเรื่องของการนำความชอบมาเป็นอาชีพ 

“ตอนแรกที่เริ่มสอนก็คิดว่าเราต้องอยู่บนชุดความคิดแห่งความอดทนไปเรื่อย ๆ ‘ต้องไม่โกรธ ต้องไม่หงุดหงิด’ ซึ่งมันไม่น่ารอดถ้าคิดแค่นี้ ตัวอย่างชัด ๆ คือ มีเรื่องตั้งแต่ยังไม่เป็นครูที่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเล็ก ๆ จนทำให้อยากเป็นเลยคือตอนที่เราชวนแฟนเก่ามาเรียนด้วย”  

“แฟนเก่าเราเขาว่ายน้ำไม่เป็น กลัวน้ำ แค่ลงสระแล้วน้ำมาอยู่ตรงอกเขาก็สั่นเลย แต่ถ้าเขามีสักนิดนึงที่อยากทำยังไงเขาก็ทำได้ พอเราได้เป็นคนช่วยฝึกเราก็ดีใจไปด้วย” 

 

ผู้สอนตัวเอง

หลังจากที่ได้ทราบว่าจริง ๆ แล้วปันไม่ได้มีความคิดอยากที่จะเป็น “ผู้สอน” มาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ไอเดียของการเป็นคนที่จะถ่ายทอดความรู้ต่อกลับค่อย ๆ เผยออกมามากขึ้นในขณะที่เธอก็กำลังพัฒนาฝีมือของตนเองไปด้วย ก่อนที่เธอจะช่วยสรุปให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วบทบาทการเป็นผู้สอนของเธอก็ทำให้เธอเองได้เรียนรู้อะไรที่มากขึ้นเช่นกัน

“เรามาสอนไม่ใช่เพราะอยากสอนแต่อยากเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนชุดความคิด เดิมทีเราเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ ขี้หงุดหงิด รำคาญได้ง่าย เราอยากเปลี่ยนตรงนั้นของตัวเองก็เลยมาลอง แล้วรู้สึกว่าตัวเองค่อย ๆ ได้พัฒนาตรงนี้มากขึ้นด้วย” 

เราประหลาดใจเล็กน้อยต่อเรื่องที่กำลังได้รับฟัง เพราะนิสัยของการเป็นคนอารมณ์ร้อนดูจะสวนทางกับกีฬาที่ต้องใช้ความอดทนและความใจเย็นอย่าง Freediving พอสมควร จนได้ทราบต่อว่านี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เธอพยายามจะจัดการ เพราะมันเคยเกือบทำให้เธอพลาดจมน้ำมาแล้วครั้งหนึ่งที่เกาะแสมสาร อำเภอสัตหีบ  จังหวัดชลบุรี 

“Freediving เป็นกีฬาที่เราต้องผ่อนคลายที่สุด ใช้แรงให้น้อยที่สุด เพราะเราต้องกลั้นหายใจ ยิ่งเราผ่อนคลาย ยิ่งใช้แรงน้อย เราก็จะกลั้นหายใจได้นานขึ้น” 

“เราเคยหมดสติที่ทะเลครั้งหนึ่งเพราะว่าไม่ได้ฝึกเทคนิคมาดีพอ คือเราฝึกแบบโนฟินส์ (ไม่ใส่ตีนกบ) ในสระ แล้วก็ไปเล่นที่ทะเล ในความลึก 19 เมตรโดยที่ยังทำไม่ถูกดี พอไม่มีฟินส์แล้วตอนขึ้นมันจะยากกว่า เพราะเราจะไม่มีแรงขาช่วยตี” 

เรานั่งฟังเรื่องราวประสบการณ์เฉียดตายของเธอ ในขณะที่ชวนเธอมองย้อนกลับไปทบทวนว่าจนถึงตอนนี้เธอได้เติบโตเยอะขึ้นกว่าเดิมขนาดไหน 

“นั่นคือจุดเปลี่ยนเลย พอรู้สึกว่าว่ายไม่ขึ้นเราก็แพนิก เริ่มใช้ลมใช้ร่างกายเยอะขึ้น พอเครียดแล้วออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์ก็เพิ่มขึ้น ช่วงใกล้ ๆ ถึงร่างกายมันไม่ไหวจนปล่อยลมออกแล้วก็มืดเลย นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด เพราะว่าเราเป็นแบบนี้มาตลอด นิสัยที่แบบ ‘ทำได้ ไม่ฝึก’ ไม่เคยตั้งใจฝึกคิดว่าทำได้ก็ทำเลย” 

“เป็นความประมาท คิดแค่ว่าทำได้ก็ฟลุค รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ถ้าวันนั้นไม่เจออะไรแบบนี้ก็คงจะทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หลังจากนั้นเราเลยไม่มีสถิติก้าวกระโดดแล้ว เพราะว่าเราค่อย ๆ ไปแทน ก็สร้างวินัยให้ตัวเองขึ้นมาจนได้”

V bum freediver เริ่มเติบโตขึ้นจริง ๆ ในปีนี้ เพราะในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2020 หลังจากที่เธอได้รับใบอนุญาต เธอก็จำเป็นต้องหยุดการสอนเอาไว้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการต้องสลับกันทำอีกอาชีพของเธออย่างการเป็นนักแสดงอิสระ 

จนถึงตอนนี้ V bum freediver ได้เริ่มกลับมาสอนอย่างจริงจังมากขึ้น เราชวนเธอคุยถึงเรื่องความเป็นไปได้ในอนาคตของเธอเกี่ยวกับเรื่องการดำน้ำว่าอยากทำอะไรต่อหรือตั้งเป้ากับตรงนี้ไว้ยังไงบ้าง

ปันทิ้งท้ายไว้กับเราด้วยคำตอบที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าเธอรักการดำน้ำลึกแบบ Freediving อย่างไรบ้าง 

“เรายังไม่กล้านำตรงนี้มาเป็นอาชีพหลัก เพราะว่าเราเริ่มมาจากงานแสดงก่อน แล้วปัจจุบันงานที่ทำก็เป็นฟรีแลนซ์ทั้งคู่ แล้วแต่ว่าช่วงไหนมีอะไรเข้ามา ซึ่งงานแสดงตอนนี้มันก็รับยากขึ้นเรื่อย ๆ 

“เมื่อถึงจุดหนึ่งการสอนดำน้ำก็อาจจะเป็นงานหลักจริง ๆ ก็ได้ เพราะงานแสดงก็ไม่ได้หาง่าย ๆ เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกเบื่อก็คงต้องหาเวลาไปดำเองคนเดียวบ้าง ถึงเวลาก็กลับมาสอน 

แต่เบื่อ Freedive น่าจะเป็นไปไม่ได้” 

 

หากใครที่สนใจเรียนกีฬา Freediving กับ V bum freediver สามารถติดต่อได้ที่ช่องทาง Facebook ในชื่อ “V bum freediver” หรือเบอร์โทรศัพท์ 062 623 9295 

https://www.facebook.com/profile.php?id=100075995346395 

 

ขอบคุณสถานที่ Scuba Republic

https://www.facebook.com/ScubaRepublicThailand 



AUTHOR

ณัฐพล ทองประดู่

Memento Vivere / Memento Mori
     


PHOTO

อาณกร จารึกศิลป์

Main Stand's Photographer
     


x