FEATURE

จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ : แบดบอยที่เคยขอโอกาสลงเล่นแบบไม่คิดค่าตัว เพื่อปูทางสู่ไทยลีก | Main Stand



“หากคุณออกนอกลู่นอกทาง จนเลิกเล่นฟุตบอลไปถึง 8 ปี คุณคิดว่าคุณจะกลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพได้หรือไม่ ?”


 

สำหรับหลายคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ใช่กับ โบ๊ต-จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ อดีตแบดบอยที่เลือกกลับตัวกลับใจหันมาเดินในเส้นทางแข้งอาชีพ แม้ว่าเขาจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ยอมแม้แต่การเล่นฟุตบอลโดยไม่ได้เงินสักบาทเดียว

มีอุปสรรคมากมายมาท้าทาย จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ว่าเขาคือตัวจริงหรือปลอมบนเส้นทางสายนี้ แต่ความแกร่งเหนือนิยามคือสิ่งที่ทำให้เขาเอาชนะทุกความท้าทาย จนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะตัวหลักของ หนองบัว พิชญ เอฟซี ทีมระดับลีกสูงสุดของประเทศไทย

ชีวิตของแข้งรายนี้มีพลังเเกร่งเหนือนิยามอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

 

จุดสตาร์ทเส้นทางลูกหนัง

ชลบุรี คือเมืองกีฬาที่ขึ้นชื่อของประเทศไทยโดยเฉพาะกับเกมลูกหนัง เพราะดินแดนแห่งนี้มีโรงเรียนฟุตบอลชื่อดังมากมายที่ปั้นแข้งอนาคตไกลมาประดับวงการฟุตบอลไทย จนทำให้ทีมชลบุรี เอฟซี ก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ไทยลีกในฤดูกาล 2007 และได้ปลุกกระแสฟุตบอลไทยฟีเวอร์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ คือเด็กชายอีกคนที่ได้รับอิทธิพลจากความโด่งดังของฟุตบอลในจังหวัดชลบุรี มีลูกฟุตบอลใบกลม ๆ อยู่รอบตัวเขาตั้งแต่ก่อนที่จะจำความได้ เมื่อรู้ตัวอีกทีเขาก็รักกีฬานี้ไปเรียบร้อยแล้ว 

“ช่วงพักเที่ยงที่โรงเรียน ผมเล่นฟุตบอลเป็นปกติครับ ฝึกเอง เตะเอง จนคุณครูเห็นแวว เขาก็พาไปเล่นทีมโรงเรียนตั้งแต่อยู่ ป.4 ข้ามรุ่นไปเล่นกับ ป.6 เล่นให้กับโรงเรียนจนจบชั้นประถม”

“พอเรียนจบได้คุยกับญาติที่รู้จักกัน เขาแนะนำว่าฝีเท้าใช้ได้นะ ทำไมไม่ไปคัดเข้าโรงเรียนฟุตบอล เพราะตอนประถมผมก็เรียนโรงเรียนวัด ไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย” จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ เล่าถึงจุดสตาร์ทเริ่มต้นในฐานะนักฟุตบอลของตัวเอง 

เด็กชายจิรพันธ์หอบสตั๊ดพร้อมกับความหวังไปคัดตัวกับโรงเรียนชื่อดังทั้ง โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และ โรงเรียนกีฬาชลบุรี ที่ปลุกปั้นนักฟุตบอลชื่อดังมาแล้วมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากทั้งสองโรงเรียนนี้คือ “ไม่ผ่าน” 

“ผมตัดสินใจไปคัดต่อที่จุฬาภรณ์ชลบุรี (โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี) ตอนนั้นมีคนมาคัดประมาณหนึ่งพันคน เอาแค่สองคนเองครับ แต่ว่าผมก็ได้เข้ารอบสุดท้าย จึงได้มาเริ่มต้นเรียนและเล่นฟุตบอลที่จุฬาภรณ์ฯ” 

คุณคงเคยได้ยินเรื่องราวของนักฟุตบอลไทยมากมายที่ต่อสู้ตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อความฝันของตัวเองในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคแค่ไหนก็เดินหน้าสุดใจโดยไม่มีวันยกธงขาวยอมแพ้

แต่เส้นทางถนนของ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเขาเลือกเลี้ยวไปสู่เส้นทางสีดำที่ทำให้อนาคตมืดมิด จนดูเหมือนไม่มีทางจะกลับออกมาสู่แสงสว่างได้อีกแล้ว

“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 14 ปี แต่ผมเกเรมากครับ ติดเพื่อนสุด ๆ ช่วงนั้นทางจุฬาภรณ์ฯ เลิกทำฟุตบอลพอดี โรงเรียนก็ส่งเด็กไปอยู่กับที่อื่น ๆ บางคนก็ไปอัสสัมชัญศรีราชา บางคนก็ไปชลราษฎรอำรุง” 

“แต่ผมไม่เอาแล้วฟุตบอล กลับไปอยู่บ้าน ไปเรียนโรงเรียนธรรมดา เพราะฟุตบอลตอนนั้นไม่ได้เป็นอาชีพแบบตอนนี้ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก อีกอย่างเราก็ติดเพื่อนมาก อยากไปเล่นไปเที่ยวกับเพื่อนมากกว่า ในขณะที่เพื่อนนักบอลคนอื่นเขาไปแข่งบอลกัน ผมก็ไปขี่มอเตอร์ไซด์จนล้มจนต้องเข้าโรงพยาบาล”

“สมัยก่อนผมตัวเล็กมากครับ เป็นไอ้ตัวแสบ ซ่ามาก ๆ ท้าตีท้าต่อยไปทั่ว ผมเข้าโรงเรียนธรรมดาได้ไม่ถึงจบเทอมก็โดนไล่ออก เพราะเกเรสร้างเรื่องไว้เยอะ ย้ายไปเรียนเทคโนฯ ไม่ทันจบเทอมก็โดนไล่ออกอีก” 

“ผมพูดตามตรงว่าการกลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพตอนนั้นไม่เคยอยู่ในหัวสมอง คิดแค่กินเที่ยว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ” 

“ผมยังงงกับตัวเองว่ามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร ผมคิดแบบนี้จริง ๆ นะ”

 

เร่งเครื่องสู่เส้นทางฝัน 

ชีวิตของ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ รายล้อมไปด้วยขวดเบียร์ ขวดเหล้า และซองบุหรี่ มาหลายปี สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาปิดกั้นเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอันสดใส จนดูเหมือนยากที่เขาจะกลับมาได้อีก

หากแต่ความรักในเกมลูกหนังที่อยู่ในตัวของชายหนุ่มคนนี้เสมอ ทำให้เขายังหาโอกาสไปเล่นฟุตบอลเดินสายอยู่บ้าง และด้วยพรสวรรค์ในเกมฟุตบอล ทำให้ฝีเท้าของจิรพันธ์ฉายแววออกมาอีกครั้ง

“พี่ที่เล่นบอลเดินสายด้วยกันบอกผมว่า ‘ไอ้โบ๊ต ทำไมไม่ไปเล่นฟุตบอลอาชีพ อย่างเอ็งเล่นได้อยู่แล้ว’ คุณพ่อของผมเขาก็อยากให้ผมกลับไปเล่นบอลจะได้เลิกสูบบุหรี่ ผมก็เลยคิดว่ามาลองดูสักตั้ง”

“ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเล่นนะ แต่ก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะได้หันหลังให้กับพวกอบายมุขต่าง ๆ แล้วผมก็ตัดสินใจเลิกทุกอย่าง” 

“ผมเริ่มไปคัดตัวที่บ้านบึง (สโมสรฟุตบอลบ้านบึง) แต่เขาไม่เอา ตอนนั้นก็เซ็งนะ คิดในใจว่าเราอุตส่าห์กลับตัวแล้ว ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้”

“ผมจำคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งได้ เขาเคยบอกผมว่า ‘ไอ้โบ๊ต ถ้าจะกลับมาเตะบอลจริง ๆ ให้โทรหากู เดี๋ยวกูจะช่วยเอง’” 

“ผมก็โทรหาเขาแล้วบอกว่า ผมเลิกทุกอย่างแล้ว ตั้งใจจะกลับมาเตะบอลจริง ๆ ไม่อยากจะทิ้งตรงนี้ ไม่อยากจะกลับไปทำตัวเลว ๆ อีกแล้ว ผมต้องเดินหน้าต่อ ต้องไปให้สุด ไหน ๆ เราก็ออกจากเรื่องแย่ ๆ ตรงนั้นมาได้แล้ว” 

สุดท้าย จิรพันธ์ ก็ได้รับโอกาสจากสินธนา กบินทร์บุรี เอฟซี สโมสรระดับภูมิภาคที่พร้อมเปิดโอกาสให้หนุ่มรายนี้กลับมาสู่ระบบของฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง โดยแลกกับผลตอบแทนที่ว่า จิรพันธ์ ต้องเล่นให้กับทีมแบบฟรี ๆ โดยไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว 

“ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ ยอมออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง คิดแค่ว่าได้โอกาสตรงนี้มาถือว่าได้สร้างมูลค่าให้ตัวเอง ผมแค่ต้องตั้งใจซ้อมและพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น”

หากแต่ครั้งสุดท้ายที่ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ อยู่ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพ เขามีอายุเพียง 14 ปี และการกลับมาครั้งนี้เขาอายุ 22 ปีแล้ว ช่วงเวลา 8 ปีที่หายไปก็นานพอที่จะทำให้ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผู้ชายคนนี้ ซึ่งตามมาด้วยความไม่ไว้วางใจที่จะให้เขาลงสนาม 

“ผมตั้งใจซ้อมหนักมาก ๆ ตอนนั้นผมคิดอยู่เรื่องเดียวคือซ้อม ๆๆๆๆ ต้องเอาชนะใจโค้ช เอาชนะใจทุกคน ต้องได้ลงเล่นให้ได้ เพราะเราได้โอกาสตรงนี้มา เราก็ต้องทำให้เต็มที่ที่สุด” 

 

พุ่งให้แรง แซงทุกอุปสรรค 

ฟุตบอลคือเกมที่วัดกันที่ฝีเท้าและผลงานไม่ใช่ชื่อเสียง ถึงจะไม่มีใครรู้จักแต่ขาทั้งสองข้างของ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับเขาจนได้รับการยอมรับ พร้อมกับไปเข้าตาหนึ่งในโค้ชนักปั้นมือทองของประเทศไทยอย่าง ธงชัย สุขโกกี 

“ตอนนั้นผมเจอกับพี่ธง (ธงชัย สุขโกกี) แกคุมเอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด (ชื่อในตอนนั้น) นัดสุดท้ายของฤดูกาลพอดี ผมป่วนแกทั้งเกมเลยวันนั้น ทั้งที่ศุลกากรฯ เป็นทีมระดับลุ้นแชมป์ ส่วนทีมของผมอยู่ท้ายตารางเลย”

“จบเกมพี่ธงให้คนมาขอเบอร์ผม พร้อมกับบอกว่า เดี๋ยวปีหน้าจะเอาผมไปอยู่ด้วย แล้วแกก็โทรมาชวนผมไปเล่นกับแกจริง ๆ”

“ผมดีใจมากเลยนะ เพราะทั้งชีวิตผมไม่เคยได้เงินเดือนเลย ไปเล่นกับศุลกากรฯ คือครั้งแรกที่ผมได้เงินเดือน คือแค่ผมได้มาอยู่กับทีมผมก็ดีใจมากแล้ว”

เป็นอีกครั้งที่ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ต้องพิสูจน์ตัวเองกับสโมสรแห่งใหม่ เพราะเขาเป็นแค่ผู้เล่นที่ไม่มีใครรู้จัก แถมด้วยความที่เล่นตำแหน่งกองหน้า แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะได้ลงสนาม เพราะมีแข้งต่างชาติของทีมจองพื้นที่ตรงนั้นไว้อยู่แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ยึดเป็นหลักในชีวิตของเขามาตลอด นั่นคือ “ทำงานให้มากกว่าเงินเดือน” เพราะเขาเชื่อสุดใจว่า สุดท้ายแล้วฟุตบอลวัดกันที่ผลงาน และผู้ที่ขยันตั้งใจฝึกซ้อมเท่านั้นที่จะได้โอกาสลงสนาม 

ทุกหยาดเหงื่อที่ จิรพันธ์ เสียไปในการฝึกซ้อม กลายเป็นพลังให้เขาพุ่งแรงกว่ากองหน้าคนอื่น สุดท้ายเพียงแค่ช่วงพรีซีซั่น จิรพันธ์ ก็พิสูจน์ให้โค้ชธงชัยได้เห็นว่าคิดไม่ผิดที่ดึงเขามาร่วมทีม เขากลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในตำแหน่งกองหน้า พร้อมลงสนามลุยเป็นกำลังหลักช่วยทีม เพียงแต่ว่า…

“เกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายของฤดูกาล ผมโดนเสียบขาหัก ต้องพักทั้งฤดูกาล ผมเครียดแบบเครียดมาก ทำไมต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย” 

“บางคนเขาก็บอกว่าผมจะกลับมาเล่นไม่ได้แล้ว แต่พี่ธงเขามาเยี่ยมผมแล้วก็บอกผมว่า ‘ไอ้โบ๊ต รักษาตัวเองให้หาย ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ว่ากูจะไปอยู่ที่ไหน เดี๋ยวกูจะเอามึงตามไปอยู่ด้วย’ คำพูดนี้ของพี่ธงผมไม่มีวันลืมเลย” 

“ผมก็ต้องสู้กับตัวเองเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่ได้อยู่สโมสรใหญ่ ไม่ได้จะมีใครมาคอยช่วยรักษา เราต้องรักษาตัวเอง มันต้องมีวินัยกับตัวเองมาก ๆ ทำทุกอย่างที่ทำได้ ออกกำลังกาย กินอาหารเสริม ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เพื่อจะทำให้เรากลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง”

“ใจผมมันก็อยากเล่นบอลนะ ทั้งที่ขาผมมันเจ็บมาก ๆ บางครั้งลองกลับมาแค่เตะบอล แปบอล มันก็เจ็บมาก ๆ แล้ว แต่มันก็ต้องสู้ ต้องเตะ ๆๆๆ เพราะตั้งใจจะกลับมาเล่นให้ได้” 

หลังจากผ่านไปหนึ่งปี จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ สามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง และเขาก็กลายเป็นกองหน้าคนสำคัญที่พาทีมศุลกากรฯ (คัสตอม ลาดกระบัง ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) คว้าแชมป์ไทยลีก 3 โซนล่าง เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกพระรองได้สำเร็จ

“มันคือความสำเร็จที่ผมทั้งภูมิใจและดีใจกับตัวเอง รวมถึงเพื่อนร่วมทีมทุกคน เพราะเราเป็นแค่ทีมเล็ก ๆ ไม่มีอะไร แต่ทุกคนก็รวมใจร่วมกันสู้ จนพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ” 

 

เอาชนะทุกความท้าทาย 

หลังจากพาทีมเลื่อนชั้น จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ยังคงอยู่ช่วยงานศุลกากรฯ ต่ออีก 1 ปี ก่อนที่ในฤดูกาล 2020-21 เขาจะได้โอกาสกลับมาร่วมงานกับโค้ชธงชัย สุขโกกี ตามที่เคยสัญญากันไว้กับสโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตามถึงจะฝากผลงานไว้ในวงการจนเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ จิรพันธ์ กลับต้องมาเจอความท้าทายครั้งสำคัญที่เขาจำเป็นจะต้องเอาชนะให้ได้ เพราะเขาถูกกล่าวหาว่าเป็น “เด็กเส้นของโค้ช” 

“จริง ๆ มันก็ตลกนะครับ เพราะในความเป็นจริงผมไม่เคยเล่นให้พี่ธงในการแข่งขันอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่นัดเดียว” จิรพันธ์ กล่าว “แต่หลายคนก็คิดแบบนั้น แล้วช่วงต้นฤดูกาลที่ผมเป็นตัวหลักผลงานของทีมไม่ดีเลย พอแฟนบอลด่าผมก็เครียดอยู่เหมือนกัน”

“แต่ผมมานั่งคิดว่าจะให้ใครมาว่าพี่ธงไม่ได้ว่า ‘เอาเด็กเส้นตัวเองมาเล่น’ ผมต้องแสดงผลงานให้เห็นว่าแกคิดถูกที่เลือกผมมาร่วมทีม พี่เขาช่วยผมมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ผมจะต้องช่วยปกป้องพี่เขาบ้าง หลังจากนั้นผมยิ่งตั้งใจ ยิ่งซ้อมให้หนักกว่าเดิม”

“ผมพยายามไปนั่งดูกองหน้าต่างชาติเล่นว่าเขามีวิธีการยิงแบบไหน ประกอบกับพี่ธงแกบอกให้ผมไปดูวิธีการเล่นของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เขาบอกว่าให้ผมเล่นแบบนี้ ช่วงวิ่งไล่บอลเพรซแดนหน้าให้ลงมาล้วงบอลแล้วตั้งเกมบุกให้เพื่อน แล้วค่อยขึ้นไปจบสกอร์ จะช่วยพัฒนาผมและทีมได้มาก ซึ่งผมก็ทำตามที่แกบอก แล้วก็เล่นแบบนั้นได้จริง ๆ” 

ภายในชั่วพริบตาเดียว จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ กลายเป็นกองหน้าที่ร้อนแรงไม่มีใครตามทัน เขาฝากผลงานในศึกฟุตบอลไทยลีก 2 กับ นครปฐม ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2021-22 ด้วยผลงาน 12 ประตู กลายเป็นนักเตะชาวไทยที่ทำประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลนั้น 

“ถ้าใครโดนด่าว่าเป็นเด็กเส้นโค้ชแบบผมก็คงกดดันสุด ๆ เหมือนกัน แต่สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ถ้าเราตั้งใจฝึกซ้อม ตั้งใจโฟกัสกับแค่หน้าที่ของเรา ทำงานให้สมกับที่โค้ชไว้ใจ สุดท้ายคนอื่นก็จะยอมรับในตัวเราเอง” 

น่าเสียดายที่ จิรพันธ์ ไม่สามารถพานครปฐมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ตามที่หวัง หลังจากพลาดท่าแพ้การดวลจุดโทษในเกมนัดชิงชนะเลิศของรอบเพลย์ออฟ แต่ผลงานที่ร้อนแรงของเขาก็ไปเข้าตา หนองบัว พิชญ เอฟซี อดีตคู่แข่งที่แย่งชิงโควตาเลื่อนชั้นสมัยอยู่ไทยลีก 2 ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลนั้น โดยตัดสินใจมอบโอกาสให้ จิรพันธ์ ได้ขึ้นมาเล่นไทยลีกเป็นครั้งแรกในชีวิต 

“ผมไม่ขออะไรเลยนะพอได้มาเล่นไทยลีก ไม่ต้องเป็นตัวจริงก็ได้ ขอแค่มีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองก็พอใจแล้ว” จิรพันธ์ พูดถึงเป้าหมายเบื้องต้นของตัวเอง 

“พอถึงวันซ้อมครั้งแรก พี่วัง (ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล โค้ชของหนองบัว พิชญ) ให้ผมไปเล่นวิงแบ็กที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อนในชีวิต ผมก็เล่นนะ วิ่งขึ้นวิ่งลง เต็มขึ้นเต็มลง สุดท้ายพี่วังเขาก็ชมผมนะ บอกว่าผมตั้งใจเล่นได้ในแบบที่เขาต้องการ”

“ผมเป็นคนที่มาจากศูนย์ ผมก็พยายามจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกอย่าง ทุกสิ่งที่โค้ชหรือเพื่อนร่วมทีมสอน ผมรับฟังแล้วพยายามเอามาปรับปรุงตัวเองเสมอ” 

“ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอล ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง จะเล่นแบบไหนก็ได้ที่อยากจะเล่น ไม่เคยทำแบบนั้น ผมอยากจะเป็นคนที่เรียนรู้และพร้อมรับฟังคนอื่น”

ถึงจะไม่ได้การันตีตำแหน่งตัวจริงทุกเกม แต่ปัจจุบัน จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ คือนักเตะที่ หนองบัว พิชญ จะขาดไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเล่นตำแหน่งตัวจริงหรือตัวสำรอง แข้งหนุ่มชาวไทยรายนี้ก็ยังคงเป็นอาวุธที่อันตราย พร้อมลงโทษคู่แข่งอยู่เสมอ

“บางครั้งผมเป็นแค่ตัวสำรอง ผมก็ไม่เคยคิดท้อถอยนะ ไม่เคยไม่ตั้งใจซ้อม ผมเต็มที่ตลอด เพราะถึงจะไม่ได้เป็นตัวจริง แต่ถ้าเรายังตั้งใจมุ่งมั่นโค้ชก็พร้อมจะส่งเราลงสนามอยู่ดี” 

“นักบอลบางคนที่ผมเห็นมา พอไม่ได้เป็นตัวจริงก็ไม่เอาแล้ว ไม่ตั้งใจเล่น ไม่ตั้งใจซ้อม แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด ฟุตบอลเล่นเป็นทีม ถ้าเราชนะเราก็ชนะด้วยกัน เพื่อนร่วมทีมหนองบัวเราก็ช่วยกันเล่นเหมือนกันทุกคน ไม่มีใครมีอีโก้ในทีม ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ในทีมนี้” 

เส้นทางฟุตบอลของ จิรพันธ์ ผาสุขขันธ์ ไม่ได้ง่ายเหมือนกับใครหลายคน มีขวากหนามมากมายเข้ามาท้าทายผู้ชายคนนี้ แต่สุดท้ายพลังแกร่งเหนือนิยามที่อยู่ในตัวของ จิรพันธ์ ก็ช่วยให้เขาก้าวข้ามทุกอุปสรรค จนทำให้ทุกความฝันที่เขาได้ตั้งเอาไว้กลายเป็นความจริงในที่สุด

เหมือนกับที่ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สนับสนุนให้ทุกคนมีพลังแกร่งเหนือนิยาม เพราะทุกความฝันของทุกคนเป็นจริงได้ ขอแค่ทุกคนพร้อมก้าวไปข้างหน้า เผชิญหน้ากับความท้าทาย และพลังแกร่งในตัวคุณจะช่วยให้ทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดี



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

กินลม ชมวิว หิวน้ำส้ม
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x