FEATURE

เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ : พลังแกร่งเหนือนิยามในช่วงเวลาที่ได้รับบาดเจ็บที่หนักสุดในชีวิต | Main Stand



กราฟชีวิตลูกหนังของ “เท่” เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ปีกขวาความเร็วสูง กำลังพุ่งทะยานต่อเนื่อง เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมกวาดรางวัลมาครองมากมายทั้งในนามสโมสรสมุทรปราการ ซิตี้ และทีมชาติไทย


 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มจากกาญจนบุรีเริ่มฝันไกลถึงการได้ไปค้าแข้งยังต่างแดนในแผ่นดินประเทศญี่ปุ่น ทว่าทุกอย่างเกือบพังทลายเมื่อต้องมาเผชิญอาการบาดเจ็บที่หนักที่สุดในชีวิต โดยต้องเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกหัวเข่า และมีกำหนดพักนานสูงสุดถึง 6 เดือน 

อย่างไรก็ตาม หลังจากอดทนมุ่งมั่นกับการพักฟื้นและรักษาตัวอย่างเคร่งครัด ดาวเตะวัย 24 ปี ใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนครึ่งเท่านั้นในการฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาอยู่ในสภาพที่ใกล้สมบูรณ์เต็มร้อย และพร้อมที่จะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเร็ววันนี้ ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดเดิม เหนือความคาดหมายของทั้งหมอและแฟนบอล 

ชีวิตที่ต้องผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากและความมุ่งมั่นที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันแกร่งเหนือนิยามของเจ้าตัวเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่ Main Stand 

 

จุดเริ่มต้นแห่งความเร็ว

หากพูดถึงอาวุธเด็ดของ เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ สิ่งที่ทุกคนต่างพร้อมใจยกย่องเป็นเสียงเดียวกันก็คือ “ความเร็วอันจัดจ้าน” ไม่ว่าจะเป็นการกระชากลากเลื้อยเข้าไปจบสกอร์ด้วยตัวเอง หรือการแตะหลบคู่แข่งแล้วถวายพานให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู

ความเร็วอันเป็นจุดเด่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วข้ามคืน แต่มาจากการฝึกฝนอย่างหนักมาตั้งแต่วัยเยาว์

“ตอนเข้า ม.ต้น ผมแทบไม่ได้เล่นกับลูกบอลเลย โค้ชสั่งให้วิ่งอย่างเดียวเป็นเดือน ๆ ผมวิ่งไม่ไหวร้องไห้เลย” เจริญศักดิ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีเมื่อเริ่มย้อนถึงจุดกำเนิดแห่งความเร็วอันเป็นทีเด็ดของตัวเอง

เด็กหนุ่มจากอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี มีความชื่นชอบในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เริ่มจำความได้ โดยมีคุณพ่อสุนทรเป็นผู้ผลักดันและสนับสนุน เพราะไม่อยากให้ลูกชายใช้เวลาว่างออกไปตะลอนขี่รถมอเตอร์ไซค์เล่นไปวัน ๆ เหมือนเด็กวัยรุ่นในละแวกนั้น

นอกจากจะเล่นฟุตบอลเป็นประจำทุกช่วงพักกลางวันและหลังเลิกเรียนแล้ว เจริญศักดิ์ยังใช้เวลาว่างฝึกทักษะพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งการเลี้ยง การส่ง การยิง จนฝีเท้าโดดเด่นได้เป็นตัวแทนทีมโรงเรียนบ้านไผ่สี ไปแข่งขันกับโรงเรียนประถมศึกษาอื่น ๆ ในอำเภออยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะถูกแมวมองจากสโมสรเมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ชักชวนเข้าไปร่วมฝึกซ้อมในอคาเดมีของทีมทันทีหลังเรียนจบ ป.6 

ซึ่งที่อคาเดมีแห่งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นในการฝันถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้

“การได้ไปร่วมอคาเดมีของเมืองกาญจน์ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น การเล่นฟุตบอล 11 คน เพราะเราไม่เคยเล่นบอลจริงจังที่มีออฟไซด์หรือการดักล้ำหน้ามาก่อน การได้ฝึกซ้อมจริงจังมากขึ้น ได้เห็นนักฟุตบอลอาชีพฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิด จึงเริ่มศึกษาว่าลีกอาชีพบ้านเราเป็นยังไง อยากเล่นฟุตบอลมีเงินเดือนเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัว” เจริญศักดิ์ เล่า

ด้วยความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หลังจบโปรแกรมฝึกซ้อมกับอคาเดมีของเมืองกาญจน์ เจริญศักดิ์จึงตัดสินใจหิ้วสตั๊ดไปเทสต์ฝีเท้าเพื่อเข้าเป็นนักเรียนทุนโควตานักกีฬาในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครนครปฐม ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เรียนที่นี่ ทำให้เขาได้ลิ้มรสความเข้มข้นของฟุตบอลที่จริงจังมากขึ้นไปอีกขั้น

“ตอนเข้าไปใหม่ ๆ ยังปรับตัวไม่ได้ ร้องไห้เลย เพราะว่าเหนื่อยมาก มันค่อนข้างที่จะซ้อมหนักเลย เด็กใหม่เข้าไปแทบจะไม่เจอลูกบอลเลย วิ่งอย่างเดียว ต้องตื่นเช้าตี 5 ทุกวัน เช้าวิ่ง 4 กม. ตอนเย็นวิ่งอีก 8 กม. วิ่งตามถนนท้องถิ่นในชุมชน มีรุ่นพี่วิ่งนำ โค้ชก็จะขี่มอ’ไซค์ ตามดู โหดครับ โหดเลยแหละ เป็นแบบนี้อยู่เดือนนึงอ่ะครับ เวลาเราวิ่งไม่ไหวเราก็ร้องไห้ เราเป็นเด็กใหม่มันน้อยคนที่จะวิ่งได้” 

“ช่วงแรก ๆ พ่อแม่ก็มาหา เพราะรู้ว่าเราร้องไห้ อยู่ไม่ได้ เขาก็สงสารแต่ก็ต้องกลั้นใจให้ลูกอยู่ เพราะมันมีอนาคต แต่อยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ชิน อยู่โรงเรียนประจำกลับบ้านได้แค่เดือนละครั้ง ซึ่งนักฟุตบอลไม่ค่อยได้กลับหรอกเพราะทัวร์นาเมนต์มันเยอะ แต่ก็เกือบ 3 ปีเลยกว่าจะปรับตัวได้” เจริญศักดิ์ เล่าถึงอดีตในวัยเด็ก

นอกจากจะต้องวิ่งระยะไกลทุกวันแล้ว ยังมีโปรแกรมต้องวิ่งสปีดยาว ๆ ในลู่ ระยะ 200-800 เมตร ทุกเช้าและเย็นไม่ต่างจากนักกรีฑา ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การฝึกฝนอย่างถูกวิธีทั้งท่าทางการวิ่ง การใช้พละกำลังของกล้ามเนื้อในแต่ละส่วน ตลอดจนสเต็ปเท้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

“มันทำให้ผมวิ่งเร็วขึ้นจริง ๆ พอซ้อมแบบนี้ทุกวันมันก็เกิดความเคยชินของกล้ามเนื้อ จำฟีลลิงสปีดได้ บางคนวิ่งเร็วแต่วิ่งไม่ถูกท่าก็ต้องมาปรับให้เข้ากับตัวเอง แล้วผมก็เข้าฟิตเนสเสริมกล้ามเนื้อตัวเองเพิ่มด้วย ถูกฝึกมาค่อนข้างที่จะครบเลยทีเดียว” เจริญศักดิ์ เผย

หลังจากฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก ความพยายามของเท่และผองเพื่อนก็เห็นผล ทีมโรงเรียนกีฬาเทศบาลนครปฐม เดินหน้ากวาดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แชมป์โค้กคัพ ภาคกลาง, แชมป์ถ้วย ง, อันดับ 3 กีฬาแห่งชาติ, ได้เป็นตัวแทนภาคไปแข่งระดับประเทศ ตลอดจนอื่น ๆ อีกหลายรายการ … และโอกาสในการเป็นนักเตะอาชีพที่เจ้าตัวใฝ่ฝันก็มาเยือน

 

เครื่องติดฉุดไม่อยู่

ในวันที่รุ่นพี่ชั้น ม.6 ใกล้จบการศึกษา พวกเขาต้องเริ่มมองถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจัง ซึ่งทางโรงเรียนกีฬาเทศบาลนครนครปฐมก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการพาเด็กเหล่านี้ไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ

ไม่เพียงแค่รุ่นพี่เท่านั้นแต่ยังรวมถึงเด็ก ม.5 ที่มีฝีเท้าโดดเด่นเกินวัยอย่างเจริญศักดิ์ที่ได้ร่วมติดทีมไปด้วยเช่นกัน หลังจากที่เจ้าตัวแสดงให้เห็นถึงความจัดจ้านด้านความเร็วและพลังความฟิตจนก้าวขึ้นมาเป็นปีกขวาตัวหลักของทีม

สถานีแรกที่พวกเขาเดินทางไปเทสต์ก็คือสโมสรแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล ทีมในระดับดิวิชั่น 1 (ไทยลีก 2 ในปัจจุบัน) ที่มีกุนซือชื่อดังอย่าง “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุมบังเหียน 

“เกมแรกผมได้ลงเล่นเจอกับทีมต่างชาติพวกไอวอรี่โคสต์ ผมว่าผมก็เล่นดีนะ หลังจบเกมผู้ช่วยโค้ชบอกว่ามีเทสต์อีกวันนึง เกมหน้าจะลงทีมเจอกับเมืองทองและโค้ชเตี้ยจะมาดูด้วยตัวเอง พอถึงเกมสองก่อนลงสนามโค้ชเตี้ยเรียกผมไปคุยแล้วบอกว่า ถ้ามึงเล่นได้เล่นดีเหมือนแมตช์ที่แล้วเดี๋ยวจับเซ็นสัญญาเลย ผมนี่ตื่นเต้นมากเลยนะ”

“กับเมืองทองผมถูกเปลี่ยนลงไปในช่วงครึ่งหลังและทำผลงานได้ดี ยิงประตูได้ด้วย โค้ชก็ชมว่าเรามีความเร็ว มีความฟิตค่อนข้างที่จะโอเค แล้วเป็นเด็กโนเนมด้วยเลยอยากจะได้เราไปปั้น โค้ชเตี้ยก็รักษาคำพูด ไม่กี่วันก็โทรหาแล้วจับเซ็นสัญญากับแอร์ฟอร์ซเลย ทั้งที่เพิ่งอยู่ ม.5 เอง ตอนนั้นดีใจมากที่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพตามที่ฝันไว้แล้ว” เจริญศักดิ์ กล่าวด้วยใบหน้าดีใจ

เด็กหนุ่มวัยไม่ถึง 18 ปี ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวอย่างที่ตนฝันไว้ ที่สำคัญยังได้รับโอกาสจากโค้ชส่งชื่อลุยศึกเลกสอง ฤดูกาล 2015 เคียงข้างสตาร์รุ่นพี่ในทีมอย่าง ศรายุทธ ชัยคำดี, จักรพงษ์ ใหญ่โต, แซมมวล ป คันนิ่งแฮม และอีกหลายต่อหลายราย

“ผมได้รับโอกาสเยอะนะ แทบจะได้ลงทุกนัดเลย เป็นตัวสำรองบ้างตัวจริงบ้าง แข่ง 15 แมตช์ ผมได้ลง 13-14 แมตช์ พี่เตี้ยก็จะให้โอกาส 20 นาทีบ้าง 30 นาทีบ้าง พอเขาเห็นว่าเราพอเล่นได้ ก็ค่อย ๆ ได้แซมไปทีละเกม” เจริญศักดิ์ กล่าว

จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี … จากตัวสำรองค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริง ฝีเท้าของเจริญศักดิ์พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาโลดแล่นอยู่ในถิ่นทัพฟ้าเป็นเวลา 3 ปี พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ จากผลงานการคว้ารองแชมป์ไทยลีก 2 ฤดูกาล 2017 ขณะเดียวกันยังมีชื่อติดเยาวชนทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชุดยู-19 ไล่มาจนถึงยู-23

หลังจากนั้นชีวิตลูกหนังของ “เท่” ก็ติดลมบน ถูก พัทยา ยูไนเต็ด ดึงตัวไปร่วมทีมสู้ศึกไทยลีกเมื่อฤดูกาล 2018 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ ในปัจจุบัน ซึ่งภายใต้สีเสื้อ “เขี้ยวสมุทร” แห่งนี้ นับได้ว่าเป็นช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2020/21 ที่ติดเครื่องระเบิดฟอร์มชนิดที่ใครมาฉุดก็รั้งไม่อยู่

ในสโมสรขึ้นแท่นเป็นนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกจากการถวายพานให้เพื่อนจบสกอร์มากถึง 14 ครั้ง และยิงเองอีก 3 ประตู พร้อมพา สมุทรปราการ ซิตี้ จบอันดับ 6 ของฤดูกาล ขณะที่ในสีเสื้อ “ช้างศึก” ก็เป็นกำลังสำคัญพาทีมชาติไทยชุดยู-23 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายศึกชิงแชมป์เอเชียได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พ่วงตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์จากการทำไป 3 ประตู

นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม “เอฟเอ ไทยแลนด์ อวอร์ดส์ 2020” ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย รวมทั้งมีชื่อติดโผ 20 คนสุดท้ายเข้าท้าชิงรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของเอเชีย จากการจัดของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) อีกด้วย ก่อนจะเป็น ​​เมห์ดี กาเยดี แข้งชาวอิหร่าน จากสโมสรเปอร์เซโปลิส ที่คว้ารางวัลนี้ไปครอง

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องยังทำให้เจริญศักดิ์มีชื่อติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ลุยศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย และมีโอกาสได้ประเดิมสนามติดธงครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อย … ถึงวันนี้เขาเริ่มฝันไกลมากขึ้น และไม่ปฏิเสธว่าเป้าหมายต่อไปที่ตนอยากไขว่คว้าก็คือการได้ไปค้าแข้งในลีกต่างประเทศ โดยเฉพาะศึกเจลีก ประเทศญี่ปุ่น ที่มีรุ่นพี่หลายรายไปกรุยทางไว้ให้แล้ว

“ปี 2020 ค่อนข้างที่จะครบเลยครับปีนั้น ทุกอย่างดีหมด ทั้งการใช้ชีวิตทั้งผลงานในสนาม คนรู้จักเราเยอะขึ้น ได้สร้างชื่อเสียงให้ทั้งสโมสรและทีมชาติ โดยเฉพาะการเล่นให้ทีมชาติซึ่งมีถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีด้วย ทำให้คนไทยได้รู้จักผมมากขึ้น ไปไหนก็มีแต่คนรู้จัก”

“พอเรามีฟอร์มที่ดีมีผลงานกับสโมสรแล้วไปติดทีมชาติชุดใหญ่ ทีนี้เราก็มองถึงต่างประเทศแล้ว อย่างเจลีกเนี่ย แน่นอนว่าอยากไปอยู่แล้ว มันคือบันไดอีกขั้นที่เราอยากจะไป ไม่เกี่ยงว่าจะเป็น เจ 1 เจ 2 หรือ เจ 3 คือได้หมด ถ้ามีทีมสนใจ เราอยากไปโชว์ผลงาน อยากไปแสดงศักยภาพ เดี๋ยวอะไร ๆ มันก็ตามมาเอง พยายามผลักดันตัวเองอยู่” ดาวเตะวัย 24 ปี กล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน

จากผลงานที่แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ การฝันถึงเจลีกของเจ้าตัวไม่ได้มีเพียงแค่เขาที่คิดไปคนเดียว แต่หากถามคนในวงการฟุตบอลทั้งโค้ช นักเตะ และกองเชียร์ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เจ้าเท่” มีศักยภาพมากพอที่จะได้ลองไปค้าแข้งบนแผ่นดินซามูไร

ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เจริญศักดิ์ยังคงทำผลงานกับสโมสรในฤดูกาลใหม่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีข่าวหนาหูว่ามีหลายสโมสรในเจลีกสนใจที่จะดึงเจ้าตัวไปร่วมทัพเช่นเดียวกัน … กระทั่งเย็นวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ความฝันที่มีทั้งหมดแทบจะต้องถูกพับใส่กระเป๋า เมื่อโชคชะตาได้นำพาให้เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บที่หนักที่สุดในชีวิต

 

หลุดโค้ง

ท่ามกลางกราฟชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ เจริญศักดิ์เริ่มต้นฤดูกาล 2021/22 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดย 10 นัดแรกสามารถทำได้ 1 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ ก่อนนำทีมเปิดบ้านรับมือ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ในเย็นวันที่ 31 ตุลาคม 2564

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เจริญศักดิ์เพื่อรอชมลีลาการกระชาลากเลื้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว ซึ่งวันนั้นเขายังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม แทน ชญาวัต ศรีนาวงษ์ กองหน้าตัวเก่งที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ทว่าเริ่มเกมไปได้เพียงแค่ 34 นาที “เท่” ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนกำหนดหลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าจากจังหวะปั๊มบอลกับคู่แข่งจนเล่นต่อไม่ไหว 

แม้สุดท้ายผลการแข่งขันจะเป็น “เขี้ยวสมุทร” ที่เอาชนะไปได้ 2-1 แต่ข่าวร้ายที่ตามมานั้นแทบจะลบรอยยิ้มของกองเชียร์สมุทรปราการให้จางหายไปในทันที… 

“หมอนรองกระดูกเข่าด้านขวาฉีก ต้องเข้ารับการผ่าตัดเย็บหมอนรองกระดูก และพักยาว 4-6 เดือน จึงจะสามารถกลับมาเริ่มฝึกซ้อมได้อีกครั้ง” ผลการตรวจและการทำ MRI ของเจริญศักดิ์บ่งบอกถึงอาการอันสาหัสที่เจ้าตัวต้องเผชิญ 

การบาดเจ็บครั้งนี้ถือเป็นการบาดเจ็บที่หนักที่สุดในชีวิตของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ และยังส่งผลให้เขาหมดสิทธิ์ลงช่วยสโมสรตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึงยังชวดติดทีมชาติไทย ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ช่วงปลายปีอีกด้วย

“ตอนแรกที่เจ็บผมคิดว่าไม่เจ็บหนักนะ ไม่คิดว่ามันจะฉีก เลยฝืนเล่นไปอีกประมาณ 10 นาที ซึ่งมันเป็นจังหวะฟุตบอล มันเกิดขึ้นได้ แต่พอมันเกิดขึ้นเราก็ต้องรับสภาพมันให้ได้แล้วกลับมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่มีเวลามาเสียใจ แล้วกลับมาซ้อมให้หนักกว่าเดิม”

“พอหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกฉีก ผมก็ไม่สนใจอะไรเลย ผมถามหมออย่างเดียวเลยว่าทำยังไงให้กลับมาเร็วที่สุด ซึ่งหมอแนะนำว่าให้ผ่าตัดดีที่สุด ด้วยสไตล์การเล่นของผมด้วย ดีกว่าปล่อยให้มันหายเอง เพราะถ้ารอกว่าจะหายมันก็น่าจะ 4-5 เดือนเหมือนกัน แต่พอใช้งานไปนาน ๆ เข่าเราก็อาจจะเริ่มเสื่อมเร็วขึ้น เข่าจะเริ่มโก่ง มันค่อนข้างที่จะไม่ดีในอนาคต ผมเลยตัดสินใจผ่าดีกว่าถ้าเสียเวลาเหมือนกัน”

“การบาดเจ็บครั้งนี้หนักสุดในชีวิตเลย เป็นการผ่าตัดครั้งแรกด้วย ปกติผมไม่เคยผ่าไม่เคยเจ็บหนักเลย ส่วนใหญ่จะนิด ๆ หน่อย ๆ เจ็บข้อเท้าพัก 3 วันอะไรเงี้ย แต่ครั้งนี้หนักเลย ถ้าคิดในทางที่ดีก็เหมือนได้พักตัวเองไปด้วย เพราะปีที่ผ่านมาผมก็เต็มที่ตลอด ทั้งสโมสร ทีมชาติ ฟีฟ่าเดย์ ลงเล่นติดต่อกันมาตลอดทั้งปีแทบไม่ได้พักเลย” เจริญศักดิ์ กล่าว

จากความพยายามที่มุ่งมั่นจะทำผลงานในสนามให้ออกมาดีที่สุดเพื่อโอกาสในการย้ายไปค้าแข้งในต่างแดน กลับต้องทิ้งเวลาทั้งหมดเพื่อนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงโดยทำอะไรไม่ได้เป็นเดือน ๆ ซึ่งหากจิตใจไม่แข็งแกร่งพอก็อาจจะท้อจนละทิ้งความฝันที่มีไปได้

แต่ไม่ใช่กับ เจริญศักดิ์ เพราะทุกวินาทีที่แม้จะเสียเปล่าแต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะกลับคืนสนามให้เร็วที่สุดเพื่อไล่ล่าความฝันที่มีต่อไป

 

เร่งเครื่องคืนสู่เส้นทาง

แม้เส้นทางความฝันจะขรุขระทุกลักทุเลสักแค่ไหน แต่จิตใจความมุ่งมั่นของเจริญศักดิ์ยังไม่ย่อท้อ แถมยังแปรเปลี่ยนโชคร้ายที่ต้องเผชิญให้กลายเป็นความกระหายที่เพิ่มมากขึ้น

หลังการผ่าตัดลุล่วงไปด้วยดี เจริญศักดิ์ต้องนอนพักฟื้นรักษาตัวอยู่ที่บ้านโดยไม่สามารถลุกเดินไปไหนได้เลยเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ เพื่อให้หมอนรองกระดูกค่อย ๆ ปะติดปะต่อด้วยตัวมันเอง พออาการเริ่มดีขึ้นก็ค่อย ๆ ใช้ไม้เท้าพยุงตัวช่วยในการเดิน … และที่แรกที่เจ้าตัวไปหลังจากเริ่มเดินได้ก็คือสนามซ้อม

“ต้องขอบคุณครอบครัวอย่างมากที่ช่วยดูแลผมทุกอย่างในช่วงที่เดินไปไหนไม่ได้ ชีวิตค่อนข้างลำบากมากเลยนะตอนนั้น จะเข้าห้องน้ำยังลำบาก พอผ่านไปเดือนนึงเริ่มใช้ไม้เท้าได้ผมก็ไปสนามซ้อมเลย ไปรักษากับนักกายภาพชาวบราซิลของสโมสรทุกวัน”

“ช่วงที่ยังใช้ขาได้ไม่เต็มที่ ผมก็เน้นไปที่การอัปบอดี้ช่วงบนทุกวัน ให้นักกายภาพใส่โปรแกรมให้เลย หนักบ้าง เบาบ้าง จนทุกอย่างเริ่มดีขึ้น เริ่มจ็อกกิ้งได้ วิ่งเบา ๆ ได้ อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ”

“ผมไม่เคยท้อเลยนะ กลับกันมันมีความกระหายมากกว่าเดิมอีก อยากกลับไปลงสนามให้เร็วที่สุด แต่เราก็จะไปเร่งไม่ได้ อันไหนที่เราทำได้เราก็ทำ ถ้ามันเจ็บหรือตึงก็ไม่ทำเพราะว่าเราก็ไม่อยากฝืน รอให้เรากลับมาเต็มร้อยดีกว่า”

เจริญศักดิ์พยายามทำตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการเทรนร่างกายเท่าที่จะสามารถทำได้ จนอาการบาดเจ็บที่ได้รับและแผลจากการผ่าตัดแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนด และทำให้เขาได้กลับมาทำสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง นั่นก็คือ “การเตะฟุตบอล” โดยสามารถฝึกซ้อมการยิงและการครอสบอลจากด้านข้างได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน รวมถึงยังร่วมแจมกับเพื่อนร่วมทีมลงเล่นเกมสมอลล์ไซส์ได้แล้วเช่นกัน

“ตอนนี้ 3 เดือนครึ่งแล้ว อาการดีขึ้นเยอะเลย หมอก็บอกว่าหายเร็วกว่าที่คาดไว้นะ จากนี้ก็ค่อย ๆ รอเวลา รอให้ครบกำหนดแล้วค่อยใส่ทีเดียว ผมว่าอีกเดือนนึงก็กลับมาเต็มที่ได้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามระยะเวลาขั้นต่ำที่หมอวางไว้ ส่วนเรื่องอนาคตหลังจากนั้นค่อยมาว่ากันอีกที”

“ทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ผมเป็นนักกีฬาก็มีหน้าที่ต้องดูแลร่างกายตัวเอง ยิ่งเราอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ก็ยิ่งต้องพยายามผ่านมันไปให้ได้ สำหรับผมมองว่ามันเป็นแรงจูงใจที่ดีที่จะทำให้เรากลับมาดีขึ้นกว่าเดิม” เจริญศักดิ์ ทิ้งท้าย

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าตัวที่ทุ่มเทอย่างหนักจนสามารถฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นไปตามเจตจำนงของ “โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่” สปอนเซอร์หลักศึกฟุตบอลรีโว่ ไทยลีก ที่สนับสนุนให้ทุกคนมีพลังแกร่งเหนือนิยาม… 

อนาคตอันใกล้นี้แฟนบอลชาวไทยจะได้ชมลีลาการลากเลื้อยอันเร้าใจของดาวเตะความเร็วสูงรายนี้อีกครั้งแน่นอน



AUTHOR

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x