FEATURE

จักรกริช พาละพล อุบัติเหตุที่เกือบพรากเขาจากฟุตบอล ก่อนพลิกฝันสู่ดาวยิง “จงอางผยอง”   | Main STand



จักรกริช พาละพล (จีโอ้) นักฟุตบอลจากทีม ขอนแก่น ยูไนเต็ด ผู้ที่มีท่าดีใจประจำตัวอันมีเอกลักษณ์เป็นท่า งูจงอาง ที่หลาย ๆ คนเคยได้เห็นจากการที่เขายิงประตูได้การแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก ที่ประเทศ มองโกเลีย จนกลายมาเป็นนักเตะกำลังหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของทีมชาติชุดนี้ 

 


เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของแต่ละคนมักจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ซึ่ง

จักรกริช ก็ต้องพบเจอกับเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองท้อ หมดกำลังใจ จนเกือบต้องเลิกเล่นฟุตบอลไปตลอดชีวิต

เพราะปอดรั่วระหว่างการฝึกซ้อม

แต่แสงสว่างมักจะอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ต้องเจอทำให้ชีวิตของเขาได้พลิกผัน จนกลายมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีมชาติไทยยู-23 

เรื่องราวอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ จักรกริช กลับมาเป็นนักเตะที่มีพลังแกร่งเหนือนิยามอีกครั้งเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่ Main Stand

 

จุดเริ่มต้นการเล่นฟุตบอล

จักรกริช พาละพล คือเด็กในจังหวัดยโสธรที่ชื่นชอบและเริ่มต้นเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ยังเด็ก เช่นเดียวกับเด็กผู้ชายทั่ว ๆ ไปที่การเล่นฟุตบอลในตอนนั้นอาจจะไม่ได้จริงจังมาก แต่ทุกคนก็ล้วนมีภาพความฝันของตัวเองทำให้ จักรกริช ได้คลุกคลีอยู่กับการเล่นฟุตบอลจนกระทั่งอายุ 14 ปี สมัยยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนยโสรธรพิทยาคม ก่อนที่จะเริ่มต้นออกเดินทางตามล่าความฝันด้วยการมาคัดตัวตามโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเรื่องของฟุตบอล 

แม้จะต้องพบกับความผิดหวัง แต่ด้วยพลังขับเคลื่อนและความมุ่งมั่น  1 ปีต่อมา จักรกริช ได้ลองทำตามความฝันอีกครั้ง ด้วยการมาคัดตัวที่โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร และในที่สุดเขาก็มีชื่อได้รับการเข้าศึกษาต่อ 

“อายุ 15 ปี จะไปต่อ ม.4 ผมก็ไปคัดหลายโรงเรียน แล้วผมก็คัดติดที่โรงเรียนราชวินิตบางแคปานขำ ที่กรุงเทพฯ ครับ”

นี่คือจุดเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนของ จักรกริช ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เขาได้เรียนอยู่ที่นี่ จีโอ้ ได้รับโอกาสลงสนามมากมายในตำแหน่ง “กองกลาง”

โรงเรียนราชวินิตบางแคปานขำโดดเด่นทั้งกีฬาฟุตซอลและฟุตบอล ซึ่ง จีโอ้ ก็ได้ซ้อมทั้งสองอย่าง นับเป็นความสำเร็จในก้าวแรกสำหรับเส้นทางการเป็นนักกีฬาฟุตบอล

กระทั่งอายุ 17 ปี จุดเปลี่ยนชีวิตของ  “จีโอ้” ก็เดินทางมาถึง … ซึ่งมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล 

 

 

อุปสรรคบนเส้นทาง 

เมื่อเราอยู่บนบันไดที่จะก้าวสู่ความสำเร็จก็มักจะมีอุปสรรคมาคอยขัดขวางเราอยู่เสมอ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้นกับ จักรกริช พาละพล ในช่วงระหว่างที่กำลังซ้อมเพื่อคัดทีมนักกีฬาสำหรับการแข่งขันในรายการ ธกส. ลีก อยู่นั้น จีโอ้ มีจังหวะการปะทะกับเพื่อนอย่างรุนแรงจนทำให้ “ปอดรั่ว”

“ตอนนั้นผมก็กำลังซ้อมคัดทีมไปแข่งอยู่ในโรงเรียนแหละครับ พวกผมก็ซ้อมกันหนักมาก แล้วผมก็ชนกันกับเพื่อน ปอดก็เลยรั่วครับ แบบลมมันรั่วเข้าไปในช่องปอดครับ”

“หมอก็บอกว่าให้ผมเล่นเลิกกีฬาตอนนั้นเลย คือมันมีโอกาสกลับมาเป็นอีก 50-50 เลย ตอนนั้นคือฝันของผมสลายเลย คือแบบผมอยากเล่นฟุตบอลครับ” 

ผลจากการเอ็กซ์เรย์ปอดแพทย์แนะนำให้ จักรกริช เลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งตัวเขาเองต้องพักรักษาตัวนานถึง 5-6 เดือน 

อาการบาดเจ็บที่หนักเช่นนี้อาจจะทำให้นักกีฬาหลาย ๆ คนเกิดความท้อแท้ จนไปไม่ถึงฝั่งฝันและอาจจะหลุดโค้งจนต้องยุติการเป็นนักกีฬาในช่วงวัยนี้

“ผมอยากเล่นฟุตบอลมาก ๆ เลยนะ เพื่อนผมไปแข่ง ผมก็ไปเรียน ตกเย็นมาผมก็ไปนั่งดูเพื่อนซ้อม จนผมเริ่มถอดใจ อยากจะกลับไปเรียนที่ยโสธรแล้ว ผมอยากกลับไปบ้านแล้ว”

“ผมอยากกลับไปเรียนที่ยโสธร ไปใช้ชีวิตปกติ  เหมือนเราคงเล่นฟุตบอลไม่ได้แล้ว แต่ก็ได้โค้ชดำ (จีรวัฒน์ ป้องทอง) มาบอกผมให้ใจเย็น ๆ เป็นคนดึงผมกลับขึ้นมา เขามาพูดกับเรา คุยกับเรา ผมก็เลยอยากจะกลับมาให้ได้ ผมก็ซ้อมวิ่งเอาแรง” จักรกริช เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นด้วยน้ำเสียงแห่งความสิ้นหวัง 

ด้วยพลังขับเคลื่อนความฝัน เขาทุ่มเทให้กับการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอยู่บนหอพัก จากวันละ 10 นาที เป็น 15 นาที เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ  กระทั่งสามารถกลับมาเริ่มวิ่งซ้อมกับเพื่อน ๆ ร่วมทีมได้ เหมือนกับ ไฮลักซ์ รีโว่ พลังแกร่งเหนือนิยามที่พาทุกคนมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม

เมื่อรู้ว่าร่างกายของตัวเองแข็งแรงมากขึ้น จีโอ้ มีความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเล่นฟุตบอล และเริ่มขอโอกาสลงซ้อมจากโค้ช แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง…

“เวลาผมได้บอลนะ ไม่มีใครเข้าบอลผมเลย ซ้อมทุกวันเนี่ยเหมือนเขาไม่ได้เข้าเต็มที่ ผมก็ไม่มีความสุข แบบเพื่อนไม่ได้ตั้งใจจะเข้าเรา เหมือนเราเป็นตัวฟรี ผมก็รู้สึกนอยด์ ๆ น้อยใจตัวเองร่างกายเราไม่เต็มที่ แล้วก็เป็นตัวทำงานกร่อยอะไรประมาณนี้”

“ผมก็เลยลองที่จะเข้าไปกระแทกเพื่อนบ้าง มันก็ไม่เป็นไร โค้ชก็ด่านะ มึงอย่ากระแทกดิเดี๋ยวปอดพัง ผมก็เริ่มแบบไม่สนใจ คือสภาพร่างกายมันก็ดีขึ้น”

การเป็นนักกีฬาไม่ว่าใครก็ต้องการโอกาสที่จะลงสนามร่วมกับเพื่อน ๆ แต่หากฝืนลงเล่นทั้ง ๆ ที่อาการบาดเจ็บยังไม่หาย 100 % อาจจะส่งผลให้อาการดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นได้อีกตามที่แพทย์เคยพูดกับ จักรกริช ในตอนที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งโชคชะตาเกือบจะเล่นงานเขาอีกครั้ง

“ช่วงนั้นมีรายการฟุตบอลออมสิน เป็นรายการบอลนักเรียน โค้ชก็เอาผมไปลองเล่น แล้วก็เล่นไปเรื่อย ๆ จนกลับมาเล่นได้สักพักผมก็โดนชนจากข้างหลัง ผมก็หน้ามืดแล้วเหมือนหัวใจมันเต้นแรงมาก โค้ชก็เปลี่ยนออกเลย”

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อสภาพจิตใจในการเล่นฟุตบอลต่อไปของ จักรกริช เพราะมันเหมือนภาพที่ถูกฉายซ้ำถึงช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำ แต่เลือดนักสู้ที่มีอยู่ในตัวทำให้เขายังคงตั้งใจฝึกซ้อมและหมั่นออกกำลังกาย เพื่อรักษาสภาพร่างกายของตัวเองและยังยืนหยัดบนเส้นทางฟุตบอลได้ดังเดิม จนได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาการนี้ก็ไม่สามารถทำอันตรายเขาได้อีก

 

เส้นทางที่ถูกเลือก

เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนราชวินิตบางแคปานขำ ก็ได้รับการติดต่อจากสโมสรฟุตบอลแกรนด์ อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด ทีมจากศึกไทยลีก 3 ให้เข้าร่วมการแข่งขัน โค้กคัพ ที่ภาคใต้ และนี่คือจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของชายหนุ่มคนนี้ 

“ม.6 เทอมแรก ก็มีทีมระนองฯ โทรมาบอกโรงเรียนผมให้ไปเล่น โค้กคัพ ที่ภาคใต้ ผมก็พาทีมไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย พอเสร็จจากนั้นประธานสโมสรระนอง สจ.แดง วรานนท์ เกลื่อนสิน ก็ติดต่อทางโค้ชที่โรงเรียน ให้เด็ก ๆ ชุดที่มาเล่นโค้กคัพมาคัดตัว เพื่อที่จะได้นำไปต่อยอดสู่ทีมชุดใหญ่ ผมก็เลยไปคัดตัวที่ระนอง” 

นี่คือเวลาที่ จักรกริช จะได้โชว์ความสามารถของตัวเองในตำแหน่งที่ตัวเองถนัด อย่างไรก็ดีนักกีฬาส่วนใหญ่ที่ไปคัดตัวในวันนั้นเป็นนักกีฬาที่เล่นตำแหน่งกองกลางอยู่หลายคน ทำให้ตัวเขาเองอาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร 

“ผมไปคัดตัวตำแหน่งกองกลาง ก็ไปคัด 3 วัน วันแรกคัดไม่ติด แต่เห็นรุ่นน้องคนนึงติด รุ่นน้องเล่นปีกขวา ตอนนั้นไป 20 กว่าคน มีรุ่นน้องคนนึงติดคนแรก วันที่สองผมก็ไม่ติด” 

“พอวันสุดท้าย คือมันต้องมีจัดทีมไปเล่นกับทีมชุดใหญ่ของระนอง แล้วตำแหน่งปีกซ้ายมันขาดพอดี คนที่มาคัดส่วนใหญ่ก็จะเล่นกันแต่กองกลาง เขาก็ถามว่ามีใครเล่นปีกซ้ายได้ไหม ไม่มีใครยกมือ รุ่นน้องที่คัดติดไปแล้วมันก็ชี้เรียกมาที่ผม พี่ ๆ มาเล่นปีกซ้ายบ้าง ผมก็เลยลุกไปเล่น พอไปเล่นแปปเดียว เขาเอาเลย เอามาเล่นปีกซ้าย” 

ถ้าวันนั้นรุ่นน้องไม่เรียกชื่อเขา … ถ้าวันนั้นเขาไม่กล้าที่จะเล่นตำแหน่งที่เขาไม่ถนัด … และถ้าวันนั้นเขาท้อจนไม่มาคัดตัวในวันสุดท้าย อาจจะไม่มีชื่อของ จักรกริช พาละพล โลดเล่นอยู่บนเวที รีโว่ ไทยลีกในตอนนี้

จีโอ้ ได้กลับเข้ามาสู่เส้นทางชีวิตของตัวเอง เหมือนกับรถที่ถูกตั้งศูนย์จนสามารถขับเคลื่อนที่ไปสู่เป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์  

“ปีแรกผมก็นั่งรถไป ๆ มา ๆ จากรุงเทพฯ ไประนอง ช่วงตอนที่ซ้อมผมก็ไปซ้อมที่ระนอง 20 กว่าวัน แล้วก็กลับมาทำงานส่งอาทิตย์นึง ผมก็ให้เพื่อน ๆ ช่วยทำงานส่งเพื่อให้เรียนจบ”

“ปี 2018 ผมก็เริ่มกลับมาเล่นฟุตบอลต่อ ตอนที่ผมได้โอกาสลงเป็นตัวจริงนัดแรกผมก็ยิงได้เลย เป็นเกมเจอกับนครศรีธรรมราช พอหลังจากนั้นผมก็มายิงบอลถ้วยที่เจอราชประชา ปีแรกผมยิงได้ 3 ลูก ได้ลงไป 20 นัด”

“โค้ชโอม ธีรธาดา จำรัส ที่ตอนนี้คุมอยู่เมืองเลย เขาเป็นคนให้โอกาสผมลงเล่นตอนปีแรกเลย ปีนั้นจบฤดูกาลน่าจะอยู่อันดับ 9”

จีโอ้ ได้รับโอกาสเพื่อพิสูจน์ตัวเองในปีแรก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเองพอจะมีความสามารถและของดีอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็น ความเฉียบคมในการยิงประตู ความคล่องตัว และความเร็ว จนสามารถเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงของทีม แกรนด์ อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ 

เมื่อปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมและแทคติกของโค้ชได้ ทำให้ในฤดูกาล 2019/20 จักรกริช สามารถดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้ถึงขีดสุด จนทำให้ถูกจับตามองจากหลาย ๆ สโมสรต้องการดึงตัวไปร่วมทีม 

“ปี 2019 เป็นปีที่พีคของผมเลย ก็เปลี่ยนโค้ชมาเป็น ดาเมียน เบลลอง ก็ทำผลงานกับทีมได้ดี พาทีมจบอันดับ 2 ของโซนล่าง ไปเพลย์ออฟกับแพร่ นัดแรกไปเสมอแพร่ 0-0 แล้วแพร่ก็กลับมาชนะในบ้านระนอง 1-0 แพร่ก็ได้เลื่อนชั้นไป ปีนี้ผมยิงในลีกได้ 6 ลูก บอลถ้วย 2 ลูก เป็น 8 ลูก”

ฤดูกาลดังกล่าว จักรกริช พาละพล ลงสนามไปทั้งหมด 30 นัด ยิงได้ 8 ประตู รวมทุกรายการ จนทำให้เขาติด 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยม ออมสิน ลีก โปร ชุดยู-21 

“มีหลายทีมมาติดต่อ แต่ประธานก็ยังไม่ปล่อยไปไหน ยังให้อยู่กับทีม แล้วพอจะเลื่อนชั้น ทีมอาร์มี่ ยูไนเต็ด มีข่าวว่าจะยุบทีม ทีมผมก็เลยได้เลื่อนชั้นขึ้น T2 ด้วย ก็โชคดีไป”

กระทั่งในเกมที่ แกรนด์ อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด บุกไปเยือน ขอนแก่น ยูไนเต็ด ในเลกที่ 2 ของปี 2020/21 ฟอร์มการเล่นของ จักรกริช ก็ไปเข้าตาสโมสรขอนแก่น ยูไนเต็ด จึงได้รับการติดต่อให้มาร่วมทีมหลังจากจบฤดูกาล 

ด้วยผลงานที่ดีของทีม ขอนแก่น ยูไนเต็ด ส่งผลให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่เวที รีโว่ ไทยลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร ทำให้ จักรกริช พาละพล ได้โอกาสขึ้นมาโชว์ฟอร์มการเล่นบนลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

เป้าหมายสูงสุด

“การติดทีมชาติ คือจุดพีคของผมแล้วครับ”

ในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการพาสโมสรให้ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ลีก แต่เป้าหมายส่วนตัวของนักเตะส่วนใหญ่ที่ตั้งไว้คือการมีชื่อลงเล่นให้กับทีมชาติ ซึ่งแสดงถึงการเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ 

ปลายปี 2021ทีมชาติไทย ยู-23 มีภารกิจในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก โค้ชประจำทีมชาติไทยชุด ยู-23 อย่าง วรวุธ ศรีมะฆะ และ โชคทวี พรหมรัตน์ ก็ได้ตามดูฟอร์มนักเตะหลาย ๆ คนทุกสโมสร เพื่อค้นหานักเตะเข้ามาติดทีมชาติชุดนี้ ซึ่ง จักรกริช พาละพล ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกเลือกเข้ามาเก็บตัวในแคมป์ทีมชาติเป็นครั้งแรก

“โค้ชโชค โชคทวี ก็ตามมาดูฟอร์มผมในสนาม ตอนนั้นผมโชคดีด้วยแหละ ที่ทีมใหญ่ ๆ เขาไม่ปล่อยนักเตะให้ ผมก็เลยได้โอกาสติดทีมไป 28 คน คัดออกเหลือประมาณ 22-23 คน ก็ติดเข้าไปใน 23 คน”

นี่คงไม่ใช่แค่ความโชคดีอย่างที่เขากล่าว แต่ความจริงแล้วผลงานในสนามได้เป็นตัวกำหนดให้เขาเองสมควรที่จะมีชื่อติดทีมชาติไทยเพื่อไปแข่งขันรอบคัดเลือกที่ประเทศมองโกเลีย 

แม้จะเป็นนักเตะโนเนมสำหรับแฟนบอล คงจะมีคำถามเดียวกันว่าปีกซ้ายคนนี้คือใคร ? แต่ผลงานของ จักรกริช ได้ตอบทุกคำถามที่ตั้งไว้ จนจารึกชื่อให้ทุกคนทั่วประเทศได้รู้จักเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า “จักรกริช พาละพล” พร้อมกับท่าดีใจอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการชูมือเป็นรูปงู ที่สื่อถึง จงอางผยอง สัญลักษณ์ประจำสโมสร ขอนแก่น ยูไนเต็ด 

ในการแข่งขันรอบคัดเลือกนัดแรก ทีมชาติไทย ต้องแข่งขันกับทีมชาติมองโกเลีย  “จีโอ้” ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงในนามทีมชาติครั้งแรก แน่นอนว่านี่คือความกดดันอันใหญ่หลวงที่เขาต้องแบกรับ

แม้ความกดดันจะมากมายเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้เขาก้าวผ่านมันไปได้คือการยิงประตูแรกในนามทีมชาติ

“ผมรู้สึกโล่งอก ได้ปลดปล่อยตัวเอง จากความรู้สึกที่ไม่มีใครรู้จักผมแล้วมาติดทีมชาติได้ยังไง หลังจากยิงประตูได้มันทำให้ผมคลายความกดดันและความอึดอัด มันเหมือนการปลดล็อก ทำให้เพื่อนในทีมก็มั่นใจขึ้น”

“เพราะเพื่อน ๆ คนอื่นเขาเคยติดทีมชาติกันมาก่อน แต่ผมไม่เคยติดเลยสักครั้ง นี่คือทัวร์นาเมนต์แรกของผมจริง ๆ”

หลังจากสลัดความกดดันทิ้งออกไปได้ ในเกมถัดมาที่ทีมชาติไทยพบกับทีมชาติลาว จักรกริช ยังสามารถยิงประตูได้อีก 1 ประตู โดยทัวร์นาเมนต์นี้ จักรกริช ลงสนามไปทั้งหมด 3 นัด ยิงได้ 2 ประตู ช่วยให้ทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี 2022 ไปแข่งขันที่ประเทศอุซเบกิสถานได้สำเร็จ

การได้เล่นทีมชาติร่วมกับนักเตะจากเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง “ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร” ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของจักรกริชได้เพิ่มขึ้น และเขาก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการเล่นร่วมกับ ธนวัฒน์ และนำมาปรับใช้

“ตอนที่ได้เล่นร่วมกับ ธนวัฒน์ ผมรู้สึกดีที่ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากเขา เรามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด วิธีการเล่นฟุตบอลกันตลอด นี่คือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของผมเลย”

ปัจจุบัน จักรกริช พาละพล ลงเล่นให้กับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ไปแล้ว 17 นัด ยิง 2 ประตู รวมทุกรายการ ตอนนี้เจ้าตัวอยู่ในช่วงพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่บริเวณข้อเท้า แต่ก็ตั้งเป้าจะกลับมาช่วยทีมให้เร็วที่สุด 

“ตอนนี้ผมเจ็บข้อเท้า ฤดูกาลนี้เจ็บไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกแฮมสตริง (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง) ในเลกแรก แล้วตอนนี้ก็เจ็บข้อเท้า กำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นหนึ่งเดือนและจะกลับมาซ้อมกลางเดือนนี้ ซึ่งตอนนี้อยากจะหายและกลับมาซ้อมให้เร็วที่สุด” 

อาจจะเป็นฤดูกาลที่จักรกริชก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตก่อนเจออุปสรรคอาการบาดเจ็บหลังจากนั้น แต่ด้วยพลังแกร่งเหนือนิยามดั่งสโลแกนของ ไฮลักซ์ รีโว่ ที่จะทำให้เขาสามารถขับเคลื่อนผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาได้

นี่คือเรื่องราวและแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ คนที่กำลังพบเจออุปสรรคหรือมรสุมที่เข้ามาในชีวิต ด้วยความทุ่มเท ความไม่ย่อท้อ แม้เรื่องราวจะหนักแค่ไหนก็ตาม คำว่า พลังแกร่งเหนือนิยาม พร้อมจะพาคุณไปพบเจอกับเป้าหมายที่ดีกว่าเดิม



AUTHOR

ทรงวุฒิ อุ่นบริบูรณ์

ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายและหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของรถยนต์จากโมเดล
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x