FEATURE

เมาความสำเร็จ : เหตุผลที่อิตาลีล้มเหลวฟุตบอลโลก ทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูโร | Main Stand



เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความประหลาดใจแก่แฟนบอลทั่วโลก หลัง ทีมชาติอิตาลี สิ้นลายเจ้ายุโรปทีมล่าสุด พ่ายแพ้ให้แก่ นอร์ทมาซิโดเนีย ไป 0-1 ส่งผลให้ตกรอบเพลย์ออฟโซนยุโรป และพลาดตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ แบบไม่คาดฝัน

 


Main Stand ขอพาคุณไปมองหาปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ทัพอัซซูรี่ ที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2020 มาหมาด ๆ ต้องล้มเหลวในการเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นหนที่ 2 ติดต่อกัน

มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ติดตามได้ที่นี่…

 

จบไม่ลง กองหน้ามีปัญหา

จากผลงานการครองบอล 70 เปอร์เซ็นต์, มีโอกาสยิงทั้งหมด 32 ครั้ง, โอกาสได้ลูกเตะมุม 16 ครั้ง และการเปิดบอล 38 ครั้ง นำมาสู่ผลลัพธ์ 0 ประตูของทีมชาติอิตาลี ในเกมที่พ่ายแพ้ให้แก่นอร์ทมาซิโดเนียที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงปัญหาร้ายแรงของทีมชาติอิตาลีชุดปัจจุบันนั่นคือการจบสกอร์

ย้อนกลับไปยังฟุตบอลยูโร 2020 อิตาลี ถือเป็นทีมที่ได้รับคำชมอย่างมากในเรื่องของเกมรุกบุกเร้าใจ และมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม โดยทัพอัซซูรี่ถือเป็นชาติที่ยิงประตูได้มากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ด้วยจำนวน 13 ลูก (ร่วมกับสเปน) ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ช่วยให้พวกเขาก้าวไปคว้าตำแหน่งเจ้ายุโรปในบั้นปลาย

แต่ถ้าพูดถึงผลงานส่วนตัวของนักเตะอิตาลีในยูโร 2020 นักเตะส่วนใหญ่ที่โชว์ฟอร์มออกมาได้ดีกลับไม่ใช่นักเตะตัวรุก โดยนักเตะอิตาลี 9 จาก 10 คนที่ทำผลงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดของทีม อ้างอิงจากการเก็บสถิติของเว็บไซต์ Whoscored ล้วนเป็นผู้เล่นในแดนกลางและแนวรับทั้งสิ้น มีเพียง ลอเรนโซ่ อินซินเย่ แข้งตัวเก๋าที่เป็นผู้เล่นในเกมรุกเท่านั้นที่แทรกตัวเข้ามาได้

ส่วนตัวรุกรายอื่นอย่าง เฟเดริโก้ เคียซ่า, เฟเดริโก้ แบร์นาเดสคี่ และ ชิโร่ อิมโมบิเล่ กลับมีคะแนนประสิทธิภาพในการเล่นที่ไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะรายหลังสุดที่รับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของทีม โดยลงเล่นเป็นตัวจริงถึง 6 นัด แต่กลับทำได้เพียง 2 ประตูตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แม้จะมีโอกาสยิงเฉลี่ยมากถึง 3 ครั้งต่อเกม

ดังนั้นแล้วเกมรุกอันยอดเยี่ยมของอิตาลีที่แฟนบอลทั่วโลกเห็นในยูโร 2020 จึงไม่ได้มาจากความสามารถของผู้เล่นในเกมรุก แต่เป็นเพราะระบบการเล่นของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่สามารถสร้างโอกาสในการจบสกอร์เป็นจำนวนมากด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งบวกกับการสร้างโอกาสอย่างมีประสิทธิภาพจากแดนกลางรวมถึงแบ็กทั้งสองข้าง

เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2022 อิตาลี ยังคงเป็นทีมที่เหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องของรูปเกม เห็นได้ชัดจากการครองบอลที่มากกว่าและโอกาสยิงที่เยอะจนน่าเหลือเชื่อ แต่คราวนี้จุดอ่อนในเรื่องฟอร์มการเล่นของผู้เล่นเกมรุกกลับมาโจมตีพวกเขาเข้าอย่างจัง

ย้อนกลับไปในเกมที่ อิตาลี เปิดบ้านพบกับ บัลแกเรีย พวกเขาสามารถครองบอลได้มากถึง 79 เปอร์เซ็นต์และสร้างโอกาสยิงได้ 27 ครั้ง แต่ท้ายที่สุดสามประสานตัวหลัก อินซิเญ่, อิมโมบิเล่ และ เคียซ่า สามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูกลับมาเพียงลูกเดียว ก่อนผลการแข่งขันจะจบลงด้วยสกอร์ 1-1

ถัดมาในเกมที่อิตาลีบุกไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ ทั้ง อิมโมบิเล่ และ อินซินเย่ ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากจากผลงานที่แย่จนน่าใจหาย โดยศูนย์หน้าจาก ลาซิโอ แทบจะหายไปจากเกม ส่วนกัปตันทีมนาโปลี ถึงจะหาโอกาสยิงได้ถึง 4 ครั้ง แต่ก็ไม่อาจจะเอาชนะ ยาน ซอมเมอร์ ผู้รักษาประตูชาวสวิสที่เซฟอุตลุตจนเป็นดาวดังของเกมดังกล่าว

หลังจากนั้นในสองเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือกที่ อิตาลี ทำได้เพียงเสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์เหนือ เกมรุกของพวกเขาเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งกว่าเก่า เพราะมีการเปลี่ยนแผนตัวจริงสลับไปมาตลอดเวลา ทั้ง อันเดรีย เบล็อตติ และ โดเมนิโก เบราร์ดี้ ที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง แต่ทั้งสองคนเป็นที่รู้กันดีว่าไม่ใช่ตัวรุกที่ดีไปกว่าสามประสานเจ้าเดิม ท้ายที่สุดจึงไม่มีแผงรุกคนไหนสามารถทำประตูได้อีกเลยในรอบคัดเลือก

เพราะฉะนั้นหากไม่นับเกมที่พวกเขาถล่ม ลิทัวเนีย 5-0 บรรดาแนวรุกของทีมชาติอิตาลีจะยิงได้เพียง 1 ประตู จากการลงสนาม 5 นัดหลังสุด ซึ่งผลงานตรงนี้ยืนยันชัดเจนว่า ทัพอัซซูรี่ กำลังประสบปัญหาใหญ่ และมันจะทำให้พวกเขาพลาดตั๋วลุยฟุตบอลโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ความผิดพลาดเล็กน้อยที่มากเกินไป 

ความพ่ายแพ้ต่อ นอร์ทมาซิโดเนีย ครั้งนี้อาจถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอิตาลีว่าเป็นความปราชัยที่น่าอับอายที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ทัพอัซซูรี่แพ้คาบ้านในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก หลังจากลงแข่งขันมาทั้งหมด 51 เกม ซึ่ง 32 เกมในจำนวนดังกล่าวพวกเขาทำคลีนชีตได้

ความผิดพลาดเดียวที่เปลี่ยนรูปเกมทั้งหมดและไม่สามารถมองข้ามได้เลยคือการเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกม ซึ่งหากใครได้ดูจังหวะดังกล่าวคงเห็นแล้วว่านักเตะอิตาลีพากันเหม่อมัวแต่นึกถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ จนปล่อยบอลไปตกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ

อเล็กซานดาร์ ทราจคอฟสกี กองหน้าของนอร์ทมาซิโดเนียจึงฉกบอลมายิงไกล ซึ่งจังหวะนี้เห็นชัดอีกว่า จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ไม่อยู่ในความพร้อมที่จะป้องกันประตู จนลูกบอลที่ทิศทางยอดเยี่ยมแต่ปราศจากความแรงสามารถพุ่งเข้าประตูไปในนาที 90+2

นี่คือความผิดพลาดเล็กน้อยแต่ส่งผลมหาศาลต่อทีมชาติอิตาลี ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเขาเป็นครั้งแรกในเกมนี้ แต่ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งสองนัด อิตาลีพลาดโอกาสจากลูกจุดโทษที่จะช่วยให้พวกเขาคว้าชัยชนะ โดยมีผู้สังหารคนเดิมคือ จอร์จินโญ่ กองกลางจาก เชลซี ผู้มีสไตล์การยิงจุดโทษอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหลายครั้งก็ได้ผลยอดเยี่ยม แต่บางครั้งมันนำมาสู่การวิจารณ์ว่าควรพอได้หรือยังกับการกระโดดยิงจุดโทษแบบนี้ ?

หลังพลาดจุดโทษในเกมแรกกับสวิตเซอร์แลนด์ มีเสียงวิจารณ์อย่างมากต่อการยิงจุดโทษของจอร์จินโญ่ นี่คือโอกาสที่ทีมชาติอิตาลีจะตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้ยิงจุดโทษใหม่ แต่พวกเขาเลือกจะยึดตัวเลือกเดิมที่ตั้งไว้ ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏชัดแล้วว่าการยิงจุดโทษพลาดทั้งสองครั้งของจอร์จินโญ่ส่งผลมหาศาลต่อการตกรอบฟุตบอลโลกของพวกเขา แม้แต่เจ้าตัวเองยังออกมายอมรับในเรื่องนี้

"ผมยังนึกถึงวันที่ผมพลาดจุดโทษมาตลอด 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถช่วยทีมและประเทศของผมได้ นี่เป็นสิ่งที่จะหลอกหลอนผมไปตลอดชีวิต" จอร์จินโญ่ เปิดใจหลังอิตาลีพลาดตั๋วลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

"เราเล่นได้ดี เราเป็นแชมป์ยุโรปซัมเมอร์ที่แล้ว แต่โชคร้ายที่ความผิดพลาดเล็กน้อยในไม่กี่เกมเปลี่ยนอนาคตทีมเราไป เราไม่สามารถกลับมาได้"

ไม่มีใครรู้ว่าถ้าอิตาลีเปลี่ยนตัวผู้ยิงจุดโทษแล้วผลลัพธ์จะออกไปอีกทิศทางหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความผิดพลาดเหล่านี้ส่งผลต่อเส้นทางการไปฟุตบอลโลกของพวกเขา และมันเกิดขึ้นตลอดเวลากับทีมชาติอิตาลีในรอบคัดเลือกหนนี้

ความโชคร้ายอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลอิตาลีอาจเลือกใช้มาปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความจริงที่ เฟเดริโก้ เคียซ่า สามประสานตัวรุกคนเดียวที่พึ่งพาได้บาดเจ็บพักยาวทั้งฤดูกาลจนพลาดการลงเล่นในเกมกับนอร์ทมาซิโดเนีย หรือความผิดพลาดในแนวรับจนเสียประตูที่เกิดจากการขาดหายไปของสองตัวเก๋า เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่ส่งผลให้ดาวรุ่งวัย 22 ปี อเลสซานโดร บาสโตนี่ ต้องรับบทตัวหลักในเกมสำคัญขนาดนี้

แต่ความจริงคือโชคร้ายสามารถแก้ไขได้ด้วยศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งในเคสของทีมชาติอิตาลีนี่คือเครื่องยืนยันชัดเจนว่าความผิดพลาดเล็กน้อยทั้งหมดเกิดขึ้นจากมือของพวกเขาเอง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ผู้รักษาประตูดีกรีนักเตะยอดเยี่ยมยูโร 2020 ซึ่งควรจะก้าวขึ้นมาเป็นที่พึ่งของเกมรับในวันที่สองกองหลังตัวเก๋าไม่อยู่ กลับเป็นคนที่ผิดพลาดมากที่สุดในจังหวะที่เสียประตู ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคเลย

ย้อนกลับไปเพียงสัปดาห์ก่อน ดอนนารุมม่า ผิดพลาดในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในจังหวะที่โดน คาริม เบนเซม่า ฉกบอลเข้าไปทำประตู นี่คือสัญญาณเตือนแล้วว่า มือกาวของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มีโอกาสสร้างความผิดพลาดได้มากแค่ไหนในเกมใหญ่ที่เต็มไปด้วยความกดดัน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ทีมชาติอิตาลี ย่อมรู้ถึงจุดอ่อนนี้ดี แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังเกิดขึ้น

หรือจะเป็นเรื่องของการสร้างโอกาสมากมายแต่ทำประตูไม่ได้ ความผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมรุกก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผลงาน 53 นัด ยิง 10 ประตูของอินซินเย่, 54 นัด ยิง 13 ประตูของอิมโมบิเล่ และ 41 นัด ยิง 12 ประตูของเบล็อตติ แสดงให้เห็นแล้วว่า กองหน้าเหล่านี้ไม่เคยเป็นที่พึ่งในสีเสื้ออัซซูรี่ได้

แต่จนแล้วจนรอด โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือของทีมชาติอิตาลี ยังฝากความหวังไว้กับนักเตะเหล่านี้ แม้จะมีการเปลี่ยนบางตำแหน่งบ้าง แต่แกนหลักในเกมรุกจะวนรอบกองหน้าตัวเก๋าที่ไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้เลย จนท้ายที่สุดในเกมกับ นอร์ทมาซิโดเนีย แฟนบอลทั่วโลกจึงเห็นความผิดพลาดเดิม ๆ จาก อินซินเย่ และอิมโมบิเล่ จนนำมาสู่การตกรอบของพวกเขา

หากอิตาลีใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้มากพอ พวกเขาจะแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเกมรุกและเกมรับได้ทันเวลา มันอาจจะไม่ทันที่จะช่วยให้พวกเขาเข้ารอบฟุตบอลโลกโดยอัตโนมัติ แต่อย่างน้อยที่สุด ทัพอัซซูรี่ จะไม่ตกรอบอย่างน่าผิดหวังแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่นอน

 

สภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่า

หลังจากนี้ ทีมชาติอิตาลี จะต้องอยู่กับคำวิจารณ์ครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งก่อนหน้านี้ที่พวกเขาตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 พร้อมกับต้องแบกรับคำล้อเลียนในเรื่องนี้ เช่น ตัวอย่างจากประโยคที่ว่า "อิตาลีคือตัวเต็งของทุกทัวร์นาเมน​ต์ ... ถ้าพวกเขาผ่านรอบคัดเลือกมาได้นะ"

แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกหนนี้กับความผิดหวังเมื่อ 4 ปีก่อน คือความนิ่งนอนใจของวงการฟุตบอลอิตาลีที่ดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่นัก แน่นอนว่านักเตะกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต่างรู้สึกผิดหวังรวมถึงเสียใจไม่ต่างจากความผิดพลาดหนที่แล้ว แต่การเดินหน้าเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งที่นี่คือความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้เหมือน 4 ปีที่แล้ว

เมื่อทีมชาติอิตาลีไม่สามารถตีตั๋วเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2018 เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ในทัพอัซซูรี่ มีการนำกุนซือระดับแถวหน้าอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เข้ามา, มีการปรับแทคติกใหม่ให้เน้นเกมรุกที่ฉูดฉาดน่าตื่นตาตื่นใจ, มีการปลุกใจนักเตะให้วิ่งสูฟัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งนี้เพื่อล้มล้างความอับอายที่เกิดขึ้นให้ได้

การคว้าแชมป์ยูโร 2020 ของ ทีมชาติอิตาลี จึงไม่ได้มีปัจจัยแค่เรื่องของฟอร์มการเล่นนักเตะที่ลงล็อกหรือแทคติกที่พอเหมาะพอเจาะกับการก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่รวมถึง "สภาพจิตใจ" ไม่ว่าจะเป็นกับนักฟุตบอล, ทีมโค้ช รวมถึงผู้บริหารหลังบ้าน ที่รวมใจเป็นหนึ่งด้วยความต้องการจะล้างความอับอายจากความล้มเหลวที่พลาดตั๋วลุยฟุตบอลโลกและถูกมองเป็นทีมหมดน้ำยาในสายตาแฟนบอลทั่วโลกมาเนิ่นนาน

น่าเสียดายที่สภาพจิตใจซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็นแชมป์ยูโร กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้พวกเขาล้มเหลวในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกหนนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสภาพจิตใจของนักฟุตบอลอิตาลีหลังจากคว้าแชมป์ยูโร 2020 ได้เปลี่ยนไป จากเดิมซึ่งเคยเป็นทีมที่ทุกคนร่วมใจกันต่อสู้กลายเป็นทีมที่เล่นด้วยความประมาท ไม่เด็ดขาดเหมือนที่เคยเป็น มันเห็นได้ชัดในประเด็นนี้ จากเกมที่สะดุดเสมอกับ บัลแกเรีย 1-1 ที่อิตาลีครองเกมตลอด 90 นาทีแต่ไม่สามารถปิดฉากคู่แข่งได้ เนื่องจาก "เน้น" น้อยเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับทัพอัซซูรี่ชุดก่อนคว้าแชมป์ยูโร

ทำไมทีมที่เคยคว้าชัยชนะ 3 นัดรวดถึงกลับมาชนะเพียง 1 นัด และเสมอถึง 4 เกม ทั้งที่ทัวร์นาเมนต์คั่นกลางอย่างฟุตบอลยูโร 2020 ทีมชาติอิตาลีก็เพิ่งคว้าแชมป์มา คำตอบคือ อาการเมาความสำเร็จ ที่เปลี่ยนสภาพจิตใจของทีมอิตาลีไป ความกระหายที่จะวิ่งสู้ฟัด ความกล้าที่จะเล่นเสี่ยงเพราะไม่มีอะไรจะเสียจางหายไปจากทีมชาติอิตาลีในปัจจุบัน พวกเขาเอาเกียรติยศในฐานะแชมป์ยูโร 2020 มาเป็นแรงกดดันทับถมตัวเอง

และเมื่อทีมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทีมชาติอิตาลีไม่แข็งแกร่งพอที่จะปลุกตัวเองขึ้นมาสู้กับความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า มันค่อนข้างแน่ชัดว่านักเตะอิตาลีต่างเต็มไปด้วย "ความสงสัยในตัวเอง" เมื่อรูปเกมนัดพบกันนอร์ทมาซิโดเนียคล้ายกับเกมพบบัลแกเรีย ทัพอัซซูรี่กลัวว่าผลลัพธ์จะจบลงแบบเดียวกัน และไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะทำได้หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายความไม่มั่นใจนี้ก็นำมาสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า

หากใครติดตามผลงานในอดีตของทีมชาติอิตาลีมาตลอดจะรู้ดีว่าทัพอัซซูรี่ไม่เคยเป็นทีมที่มีสภาพจิตใจคงที่ วันไหนมั่นใจก็จะฟอร์มดีสุดขีด แต่ถ้าวันไหนขาดความมั่นใจขึ้นมาพวกเขาก็พร้อมจะฟอร์มตกแบบกู่ไม่กลับ และตอนนี้อิตาลีกลับมาอยู่ในจุดหลัง ภาพของนักเตะที่ลงไปนั่งกับพื้นหลังจบเกมแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเจ้ายุโรปที่แหลกสลาย และถ้าพวกเขาไม่รีบหาทางเรียกความมั่นใจกลับคืนมา อิตาลี จะกลับไปอยู่ในยุคมืดอีกครั้ง

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นอิตาลีไม่ได้ปฏิรูปทีมครั้งใหญ่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นหลังตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 มีการยืนยันแล้วว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ จะได้คุมทีมต่อไป นั่นเป็นเพราะฝ่ายบริหารเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกับที่นักเตะผู้ล้มเหลวเชื่อมั่น "เราคือแชมป์ยูโร 2020" ดังนั้นแล้วความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนยังไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะทีมชาติอิตาลีตอนนี้ไม่ได้แย่เท่า 4 ปีก่อนหน้านั้น ?

เครื่องหมายคำถามที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของทีมชาติอิตาลีเป็นเส้นบาง ๆ ที่รอคำตอบมาเฉลยว่า พวกเขาอยู่ในโลกที่ตัดสินใจอย่างรอบคอบหรือประมาทมากเกินไป แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ อิตาลีในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ทีมเดิมกับที่เคยรวมใจและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคว้าแชมป์ยูโร 2020 มาครอบครอง

นี่คือปัญหาที่อิตาลีต้องรีบแก้ไขให้ได้ เพราะต่อให้พวกเขาจะปรับแทคติกใหม่หรือเลือกนักเตะที่แตกต่างสักเท่าไหร่หลังจากนี้ หากสภาพจิตใจของนักเตะอิตาลียังเป็นเหมือนในปัจจุบัน พวกเขาก็อาจพลาดการตีตั๋วไปฟุตบอลโลกเป็นหนที่สามติดต่อกัน

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.sportingnews.com/us/soccer/news/italy-out-world-cup-2022-north-macedonia-historic-failure/cfpfeligikp55lg01dtfnsau
https://www.whoscored.com/Teams/343/Show/Italy-Italy
https://www.whoscored.com/Regions/247/Tournaments/124/Seasons/7329/Stages/16306/Show/International-European-Championship-2020



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Love is not blind – it sees more, not less. But because it sees more, it is willing to see less.
     


x