FEATURE

The Power of Dreams : จากตัวตลก สู่แชมป์โลก F1 ของเครื่องยนต์ ฮอนด้า ยุคเทอร์โบไฮบริด | Main Stand



ก่อนที่เครื่องยนต์ของ ฮอนด้า จะช่วยให้ มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น คว้าแชมป์โลกปี 2021 พวกเขาเคยต้องผ่านพ้นยุคมืดกับ แมคลาเรน ที่เครื่องยนต์ของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยปัญหาและกลายเป็นตัวตลกของวงการจนถึงปี 2017 มาแล้ว

 


เกิดอะไรขึ้นกับยุคมืดดังกล่าว ทำไม ฮอนด้า ถึงเคยลงไปสู่จุดต่ำสุดได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เคยเป็นอดีตแชมป์โลกหลายสมัยมาก่อนกับ แมคลาเรน แล้วพวกเขาสามารถกู้ศรัทธาขึ้นมาจนกลับมาสู่การเป็นแชมป์โลกส่งท้าย ก่อนอำลาวงการไปอีกเป็นคำรบที่สี่

มาร่วมไขคำตอบดังกล่าวไปพร้อมกับ Main Stand

 

ได้เวลาสร้างประวัติศาสตร์

หากพูดถึงความสัมพันธ์ของ แมคลาเรน กับ ฮอนด้า ก่อนปี 2015 ภาพของ อแลง พรอสต์ และ ไอร์ตัน เซนน่า ที่แย่งกันคว้าแชมป์โลกระหว่างปี 1988-1991 ต้องเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกยกมากล่าวถึง กับภาพวันวานอันแสนหวานของสองเจ้ายักษ์ใหญ่ในวงการ ก่อนที่ ฮอนด้า จะถอนตัวออกไปในช่วงปลายปี 1992

ปี 1995 แมคลาเรน ได้จับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับ เมอร์เซเดส และใช้เครื่องยนต์ของบริษัทผู้ผลิตจากเยอรมนีมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อค่ายดาวสามแฉกเข้ามาลงแข่งในฐานะผู้ผลิตในปี 2010 ซึ่งลดสถานะของทีมจากสหราชอาณาจักรรายนี้ให้เหลือเพียงแค่ฐานะลูกค้าเท่านั้น

"ไม่มีทีมไหนคว้าแชมป์ F1 ได้จากการเป็นเพียงทีมลูกค้าเท่านั้น" คือคำกล่าวของ รอน เดนนิส ซีอีโอของทีมแมคลาเรนในขณะนั้น เขาเป็นผู้พยายามผลักดันเพื่อหาดีลผู้ผลิตเครื่องยนต์รายใหม่มาแทน จนไปได้ ฮอนด้า ซึ่งเป็นอดีตผู้ผลิตเครื่องยนต์ในยุครุ่งเรืองของทีม เข้ามารับช่วงต่อตั้งแต่ฤดูกาล 2015 เป็นต้นมา

กระแสการเข้ามาของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ได้รับความสนใจและผลตอบรับที่ดีเป็นอย่างยิ่ง จนทาง แมคลาเรน ตัดสินใจตั้งชื่อในคลิปเปิดตัวรถ MP4-30 ว่า "ได้เวลาสร้างประวัติศาสตร์" เลยทีเดียว

แน่นอนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นประวัติศาสตร์จริง ๆ ทว่าไม่ใช่แค่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องการหรือคาดหวังไว้เท่านั้น

เรื่องเริ่มมาจากตัวของ เดนนิส เองที่อยากให้ทีมของพวกเขามูฟออนจากสถานะลูกค้าของ เมอร์เซเดส ให้เร็วที่สุด จนเร่งให้ ฮอนด้า ต้องรีบกลับเข้าวงการเร็วกว่าเดิมหนึ่งปีเต็ม ๆ ซึ่งการกลับมาในยุคที่เปลี่ยนกฎของเครื่องยนต์ให้เป็นแบบเทอร์โบไฮบริดนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียทีเดียว

สิ่งที่สำคัญคือทาง แมคลาเรน ได้ออกแบบตัวรถไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีพื้นที่ให้วางเครื่องยนต์ได้อย่างจำกัด จนต้องอาศัยปรัชญา "Size Zero" เพื่อออกแบบเครื่องยนต์ให้พอยัดเข้าไปในตัวรถได้ ฮอนด้า ได้ปรับตัวเทอร์โบคอมเพรสเซอร์ ให้มีขนาดเล็กจนพอวางไว้ระหว่างช่องว่างของเครื่องยนต์ได้ โดยอาศัยการหมุนรอบของเทอร์โบที่เพิ่มขึ้นมาชดเชย

อันที่จริงนี่คือการออกแบบอย่างชาญฉลาด แต่เมื่อนำรถไปใช้งานจริงแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบดังกล่าวนั้นกลายเป็นหายนะ

ปัญหาความร้อน แรงเสียดทาน และประสิทธิภาพในการใช้งานของทั้งตัวเทอร์โบกับระบบรีชาร์จพลังงานเข้าแบตเตอรี่ ต่างสลับกันผุดขึ้นมาระหว่างซีซั่น นั่นคือรถไม่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากตามที่มันควรจะเป็น

เครื่องยนต์ที่ดีนั้นควรทำความเร็วได้และมีความเสถียรระหว่างใช้งาน ซึ่งทั้งสองอย่างคือสิ่งที่เครื่องของ ฮอนด้า ไม่มี ซึ่งต่อให้มีนักแข่งอดีตแชมป์โลกอย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ่ และ เจนสัน บัตตัน มาขับ ก็ไม่อาจทดแทนความไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ได้

"รู้สึกเหมือนเครื่องยนต์ GP2 (รายการรองลงมาจากฟอร์มูล่าวัน) เลย น่าอาย น่าอายจริง ๆ" นี่คือคำพูดผ่านไมค์ของ อลอนโซ่ อดีตแชมป์โลกสองสมัย ผู้ทนไม่ไหวกับประสิทธิภาพของรถระหว่างการแข่งขันที่สนามซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2015 ขณะเจ้าตัวโดนรถทีม ซอเบอร์ ของ มาร์คุส อีริคส์สัน แซงหน้าไปอย่างง่ายดาย และคำว่า GP2 ก็ดังขึ้นอีกครั้งหลังโดนรถทีม โทโรรอสโซ่ (อัลฟาเทารี่ ในปัจจุบัน) ของ มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น แซงแบบง่ายดายเช่นกัน ก่อนจะเข้าเส้นชัยด้วยอันดับ 11 เท่านั้น

นี่คือคำพูดที่เรียกได้ว่าแทบจะตบ ฮอนด้า จนหน้าหงาย เพราะมันเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น บ้านของพวกเขา แถม ซูซูกะ คือสนามที่ ฮอนด้า เป็นเจ้าของอีกด้วย

เมื่อจบฤดูกาลดังกล่าว แมคลาเรน รถมีปัญหาระหว่างแข่งรวม 15 ครั้ง โดยมีถึง 13 ครั้งที่เกี่ยวกับปัญหาด้านเครื่องยนต์ จนเข้าป้ายที่อันดับ 9 ด้วยคะแนนรวมเพียง 27 แต้ม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980 เลยทีเดียว

เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย จนกระทั่งมาถึงทางตันในปี 2017 ที่ทาง แมคลาเรน ไม่อยากจะทนอีกต่อไป จนเกิดเป็นดีล 3 ทาง … เรโนลต์ ได้ คาร์ลอส ไซนซ์ จูเนียร์ นักขับเด็กปั้นของ เรดบูล ที่ในตอนนั้นอยู่กับทีม โทโรรอสโซ่ ไปแข่งให้ระหว่างฤดูกาล, แมคลาเรน เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ เรโนลต์ และ โทโรรอสโซ่ จะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ ฮอนด้า โดยสองเรื่องหลังจะเกิดขึ้นในปี 2018

มันอาจเป็นการถอยหลังของทาง ฮอนด้า เมื่อพวกเขาต้องมาทำเครื่องยนต์ให้กับทีมรองของ เรดบูล ทว่าในความจริง นี่คือการทดลองงาน เพราะ เรดบูล กำลังมีปัญหากับ เรโนลต์ ซึ่งสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับพวกเขา

ปัญหาที่ว่ามาจากเครื่องยนต์ของทาง เรโนลต์ เมื่อระยะหลังขุมพลังจากฝรั่งเศส มีปัญหาทั้งในเรื่องความทนทานและพละกำลัง จน เรดบูล ไม่อาจก้าวขึ้นไปล่าตำแหน่งแชมป์โลกได้อย่างที่หวัง

ก่อนที่ในปี 2019 เรดบูล จะเดิมพันครั้งสำคัญ ด้วยการแยกทางกับ เรโนลต์ เพื่อมาใช้เครื่องยนต์ ฮอนด้า

 

การกลับมาจากความผิดพลาด

คริสเตียน ฮอร์เนอร์ หัวหน้าทีมเรดบูล เปิดเผยระหว่างการเซ็นสัญญากับ ฮอนด้า ว่า "สิ่งที่ขาดหายไปตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือส่วนของขุมกำลังเครื่องยนต์ เราเปลี่ยนจากทีมแชมป์โลก 4 สมัย มาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในห้าปีนี้"

"เมื่อมาถึงปี 2019 การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของเราคือการเลิกใช้ เรโนลต์ แล้วหันมาใช้เครื่องที่ยังไม่เคยใช้มาก่อนอย่าง ฮอนด้า … มันเหมือนกับการไปเล่นคาสิโนแล้วลงเงินทั้งหมดไปกับเลขตัวเดียว"

บาดแผลจากปี 2017 นั้นยังไม่จางหายไป "ฮอนด้า ต้องชนะเมื่อเราเข้าร่วมแข่งขัน นั่นคือสปิริตและความปรารถนาของเรา … แต่ในตอนนั้นคุณมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน สุดท้ายก็มีข้อผิดพลาดหรือเครื่องยนต์ที่ทำงานได้ไม่ดี" นี่คือประโยคจาก โทโยฮารุ ทานาเบะ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของฮอนด้า ผู้เข้ามาทันเวลาในซีซั่นสุดท้ายกับ แมคลาเรน

ด้าน มาซาชิ ยามาโมโตะ นายใหญ่ด้าน F1 ของ ฮอนด้า ระบุว่า "นี่คือครั้งแรกที่เราไม่เห็นอนาคตเลย บอร์ดบริหารบางคนถึงกับบอกว่า 'ทำไมเรายังแข่งขันกันอยู่ ออกมาเลยไม่ได้หรือ' เลยทีเดียว"

ทว่าการเริ่มต้นใหม่กับ เรดบูล และทีมน้องอย่าง โทโรรอสโซ่ (อัลฟาเทารี่ ในปัจจุบัน) นั้นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญกับทาง ฮอนด้า

"เราเริ่มต้นจาก 0 เลย นี่คือการรีสตาร์ทที่เราต้องการ" ยามาโมโตะ กล่าวถึงการทำเครื่องยนต์ให้กับสองแบรนด์จากค่าย เรดบูล นับตั้งแต่ฤดูกาล 2018 เป็นต้นมา

ความสำคัญลำดับแรกในยุคใหม่ของ ฮอนด้า คือการรับประกันความเสถียรของเครื่องยนต์ โดย ทานาเบะ ได้เข้ามาจัดลำดับการทำงานใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างทีมวิจัยและพัฒนากับทีมภาคสนาม เพื่อให้ความยุ่งเหยิงต่าง ๆ ทยอยถูกแก้ไขไปตามลำดับ ในขณะเดียวกัน เรดบูล ก็ให้ใจกับทาง ฮอนด้า ด้วยการบอกว่า "คุณสร้างเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดให้เรา เดี๋ยวเราจะปรับแก้ตัวรถให้ใส่เครื่องยนต์ของคุณลงไปจนได้เอง"

"เราใช้เวลาแก้ปัญหาอยู่นานมาก มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ที่เราต้องคอยมาฟื้นฟูจากข้อผิดพลาดของตัวเอง แต่ในช่วงปี 2018-2019 เราได้พัฒนาขึ้นมาอย่างชัดเจน เครื่องยนต์มีความเสถียรมากขึ้น จนเราเริ่มมีเวลาพัฒนาประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม ซึ่งนั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก"

หลังผ่านปีแรกแห่งการปรับตัว เครื่องยนต์ ฮอนด้า ก็เริ่มแสดงศักยภาพที่แท้จริงได้ในปี 2019 เพราะแค่สนามแรก มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น ก็พารถ เรดบูล ขึ้นโพเดียมในอันดับ 3 ที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะคว้าแชมป์ได้สำเร็จในการแข่งที่ประเทศออสเตรีย ... นี่คือชัยชนะครั้งแรกของเครื่องยนต์ฮอนด้า นับตั้งแต่ปี 2006 สมัยที่พวกเขาเป็นทีมโรงงาน

หลังจากนั้น เครื่องยนต์ ฮอนด้า ก็สามารถคว้าชัยชนะและขึ้นโพเดียมได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ เรดบูล จากผลงานของ มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น และ อเล็กซ์ อัลบอน เท่านั้น ทีมรองอย่าง โทโรรอสโซ่ หรือ อัลฟาเทารี่ ยังสามารถขึ้นโพเดียมได้หลายครั้ง จากฝีมือของ แดนิล คิวิยาต และ ปิแอร์ แกสลี่ย์ แถม แกสลี่ย์ ยังคว้าชัยชนะแรกให้กับทีม อัลฟาเทารี่ ในการแข่งที่มอนซา ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2020 อีกด้วย

 

งานอำลาอย่างยิ่งใหญ่

ตุลาคม ปี 2020 ฮอนด้า ประกาศถอนตัวจากฟอร์มูล่าวัน หลังจากสิ้นสุดฤดูกาล 2021 เพื่อทุ่มทรัพยากรต่าง ๆ ไปกับการพัฒนาด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นั่นจึงเป็นการเทหมดหน้าตักของ ฮอนด้า ผู้ต้องการคว้าแชมป์โลกให้ได้เป็นการส่งท้าย เริ่มจากนำเครื่องยนต์ RA621H ที่ได้รับการยกระดับตัวสันดาป ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเครื่องกล ซึ่งตามเดิมจะต้องถูกพัฒนามาใช้สำหรับปี 2022 มาใช้ก่อนหน้าหนึ่งปี

รถของ เรดบูล เร็วขึ้นจนไปทัดเทียมคู่แข่งอย่าง เมอร์เซเดส ได้ชัดเจน "ผมไม่ได้แปลกใจเลย พวกเขาทุ่มเททุกอย่างไปกับการพัฒนาเครื่องยนต์ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นที่ดีให้กับพวกเรา และผมดีใจกับพวกเขามาก ๆ" คือคำกล่าวของ โตโต้ วูลฟฟ์ นายใหญ่ของทีมจากเมืองเบียร์ และคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกับ เรดบูล ตลอดทั้งซีซั่นที่ผ่านมา

ในตอนสุดท้ายทุกคนทราบกันดีว่า มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น ได้กลายมาเป็นแชมป์โลกของปี 2021 ซึ่งทำให้ ฮอนด้า เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์รายแรกที่สามารถเอาชนะ เมอร์เซเดส ในยุคเทอร์โบไฮบริดได้สำเร็จ โดยเป็นแชมป์โลกครั้งแรกของ ฮอนด้า นับตั้งแต่ที่ ไอร์ตัน เซนน่า เคยทำไว้ได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แถมยังสามารถคว้าชัยชนะได้มากที่สุดในฤดูกาลนี้ ด้วยจำนวน 11 จาก 22 รายการแข่งขัน

แม้จะอำลารายการดังกล่าวไป แต่ ฮอนด้า ยังได้ส่งมอบทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากร และบุคลากรต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเครื่องยนต์สเปกปัจจุบันให้กับทาง เรดบูล นำไปใช้ได้จนถึงปี 2025 ภายใต้แบรนด์ใหม่อย่าง เรด บูล เพาเวอร์เทรน ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับรถของทั้ง เรดบูล และ อัลฟาเทารี่ ในช่วงสามปีต่อจากนี้

อย่างไรก็ตาม ยามาโมโตะ ก็ยังเชื่อว่าในอนาคต ฮอนด้า อาจกลับมาสู่วงการฟอร์มูล่าวันเป็นคำรบที่ห้าอยู่

"มันขึ้นอยู่กับคนหนุ่มสาวในฮอนด้าผู้มีแพชชั่นแรงกล้าในวงการมอเตอร์สปอร์ต ถ้าพวกเขาสามารถโน้มน้าวผู้บริหารได้ ก็หวังว่าประวัติศาสตร์การกลับมาสู่ F1 จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง" ยามาโมโตะซัง แย้มไว้เป็นอันทิ้งท้ายกับทาง F1

"เราไม่ควรลืมสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แมคลาเรน ในปี 2015 และนักแข่งทุกคนที่เคยทำงานร่วมกับเรา พวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด"

"แต่เราก็สามารถบอกได้ว่าโปรเจ็กต์นี้ประสบความสำเร็จแล้ว จากการช่วยให้ มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น คว้าแชมป์โลก เป็นการส่งท้ายก่อนอำลาจากฟอร์มูล่าวันไป"

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.motorsport.com/f1/news/alonso-gp2-engine-honda-2015/4678330/
https://www.formula1.com/en/latest/article.mclaren-and-honda-to-split-at-end-of-2017.3ZDBldoQgEg2ScYScq2QCK.html
https://the-race.com/formula-1/there-was-no-light-how-honda-emerged-from-an-f1-abyss/
https://the-race.com/formula-1/mercedes-has-ers-deficit-to-honda-that-reverses-recent-trend/
https://www.formula1.com/en/latest/article.honda-motorsport-boss-hopes-and-expects-engine-supplier-will-return-to-f1-in.26tk0Z6VtB79mpNcAFLy8e.html
 



AUTHOR

กรทอง วิริยะเศวตกุล

Astronomy, Liverpool, You.
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x