FEATURE

ฉัตรชัย เจียกกลาง : จากเด็กซักเสื้อแข่งสู่เส้นทางลูกหนังอาชีพ | Main Stand



“เมื่อจบเกม เพื่อนร่วมทีมของผมก็จะขอเสื้อกับพี่เขาเหมือนกัน แต่พี่ซอปฏิเสธไปแล้วบอกว่า ‘กูให้เสื้อมึงไม่ได้หรอก เบอร์ 17 เขาขอเสื้อไว้ เขาเห็นกูเป็นไอดอลว่ะ’”


 

ไม่มีอะไรที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีความสุขมากเท่ากับการได้ของขวัญจากไอดอลที่เราชื่นชอบ … นี่คือความรู้สึกที่ บิลลี่ - ฉัตรชัย เจียกกลาง ได้สัมผัสมาด้วยตัวเอง หลังเขาได้แลกเสื้อกับขวัญใจในวัยเด็ก ธีรเทพ วิโนทัย

แต่กว่าจะก้าวมายืนบนสนามฟุตบอลเดียวกันบนเวทีลูกหนัง เส้นทางของเขาในฐานะนักฟุตบอลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา ฉัตรชัย ต้องแสดงถึงพลังขับเคลื่อนเพื่อเอาชนะทุกความท้าทาย จนกลายเป็นแบ็กขวาคนสำคัญของ หนองบัว พิชญ เอฟซี และได้เจอกับไอดอลของตนเหมือนในปัจจุบัน

ชีวิตของแข้งรายนี้มีพลังเเกร่งเหนือนิยามอย่างไร ? ติดตามได้ที่นี่

 

กดปุ่มสตาร์ทด้วยแรงบันดาลใจจากไอดอล

จังหวัดบุรีรัมย์และกีฬาฟุตบอลมีความสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาดบนภาคอีสานของประเทศไทย ความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังของผู้คนบนดินแดนปราสาทหินเป็นที่รู้จักกันดี แม้แต่ในวันที่จังหวัดแห่งนี้ยังไม่ให้กำเนิดสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ความรักในกีฬาฟุตบอลยังหลั่งไหลไปทั่วทั้งจังหวัดบุรีรัมย์

ฉัตรชัย เจียกกลาง เป็นอีกคนที่เติบโตขึ้นมาในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีหัวใจหลงรักกีฬาฟุตบอลอย่างเต็มเปี่ยม พี่ชายของเขาเป็นนักฟุตบอลตัวแทนจังหวัดบุรีรัมย์ และทุกครั้งที่มีการแข่งขัน ฉัตรชัย จะติดรถไปกับคุณพ่อเพื่อตามเชียร์พี่ชายของตนถึงขอบสนาม ประสบการณ์เหล่านี้เองที่ช่วยให้เขาซึมซับความรู้สึกของการเป็นนักฟุตบอล จนเจ้าตัวตัดสินใจกดปุ่มสตาร์ทและเริ่มเดินบนเส้นทางลูกหนังของตัวเอง

“ผมเล่นฟุตบอลจากระดับโรงเรียนจนอายุได้สัก 15-16 ปี มันก็จะมีกีฬาที่โรงเรียนส่งเด็กไปคัดเป็นตัวแทนจังหวัด ตอนนั้นผมก็เริ่มได้เป็นตัวแทนจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อไปแข่งขันกีฬานักเรียนที่เป็นกีฬาเขตพื้นที่ ก็เป็นตัวแทนของจังหวัดบุรีรัมย์มาเรื่อย ๆ”

“ช่วงม.4 ผมได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ก็ได้รู้จักกับอาเหน่ (เสน่ห์ โพนมณีศักดิ์) ซึ่งเข้ามาทำฟุตบอลของโรงเรียน ผมจึงได้เข้าไปซ้อมไปเล่นฟุตบอลกับแก”

“ช่วงนั้นอาเหน่เป็นสตาฟของทีมฟุตบอลทีมชาติไทยด้วย เวลาแกเดินทางไปทำงานในแคมป์เก็บตัวของทีมชาติ ถ้ามันตรงกับเวลาที่ผมว่างหรือตรงกับเวลาที่ผมต้องเข้าไปเตะบอลในกรุงเทพฯ แกก็จะติดผมเข้าแคมป์ไปด้วย”

โอกาสที่ไม่คาดฝันก้าวเข้าสู่ชีวิตของเด็กชายจากบุรีรัมย์เข้าอย่างจัง ฉัตรชัย เดินตามหลัง เสน่ห์ โพนมณีศักดิ์ เข้าสู่แคมป์ทีมชาติเพื่อทำหน้าที่เป็นลูกมือของอดีตเจ้าหน้าที่ฟุตบอลทีมชาติไทย คอยช่วยเหลือหน้าที่ง่าย ๆ เช่น การล้างลูกฟุตบอลหรือการเอาเสื้อซ้อมของนักฟุตบอลไปซัก ถึงแม้จะเป็นงานที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก ฉัตรชัย ยอมรับว่าเขาตื่นเต้นทุกวินาทีที่มีโอกาสไปยืนอยู่ในแคมป์ทีมชาติ

“มันตื่นเต้นมากครับ ผมคิดว่ามีน้อยคนมากที่จะได้โอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศตรงนั้น ผมได้โอกาสเห็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งตัวผมเองก็เตะฟุตบอลด้วย เมื่อได้เห็นรุ่นพี่เหล่านั้นมันกลายเป็นแรงกระตุ้นให้กับตัวเรา ผมบอกกับตัวเองว่าสักวันเราอยากเป็นแบบเขาบ้าง”

สำหรับนักเตะทีมชาติไทยที่ฉัตรชัยชื่นชอบมากที่สุดคือ ลีซอ - ธีรเทพ วิโนทัย ศูนย์หน้าตัวเก๋าของโปลิศ เทโร ในปัจจุบัน โดยในเวลานั้น ธีรเทพ ถือเป็นหนึ่งในนักเตะไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เนื่องจากเพิ่งออกไปค้าแข้งกับสโมสรต่างประเทศ เค ลีร์เซ ในลีกเบลเยี่ยม

มันเป็นเรื่องราวของนักฟุตบอลไทยที่สามารถก้าวมาติดทีมชาติ แถมยังสามารถก้าวไปเล่นบนเวทียุโรป ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ฉัตรชัยออกสตาร์ทบนเส้นทางสายฟุตบอลด้วยความมุ่งมั่น และอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับธีรเทพให้ได้ แม้ในเวลานั้นเขาจะเป็นเพียงลูกมือคอยช่วยงานในแคมป์ทีมชาติ โดยไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะพูดคุยกับไอดอลของตัวเองเลยก็ตาม

“ช่วงเวลานั้นผมยังเล่นในตำแหน่งกองหน้า ซึ่งพี่ลีซอก็เล่นกองหน้าเหมือนกัน แกเลยเป็นไอดอลของผม เพราะผมชอบพี่เขามาก (หัวเราะ)”

“ตอนนั้นไม่ได้คุยกับพี่ลีซอเลยครับ เพราะว่าอาเหน่ก็ย้ำไว้เลยว่า ห้ามเข้าไปรบกวนพวกพี่เขา ห้ามเข้าไปวุ่นวายกับนักเตะ อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นสตาฟของทีมชาติ แค่เป็นลูกมือของเจ้าหน้าที่ในทีมอีกที”

“โอกาสที่ได้ใกล้กับพี่เขามากที่สุดตอนนั้น ก็คงจะเป็นแค่การเก็บขวดสเปรย์แก้ปวด เก็บเสื้อผ้าของนักบอลไปซัก แต่ประสบการณ์ตอนนั้นมันก็ทำให้ผมตั้งเป้าหมายสูงสุดในชีวิตไว้ นั่นคือการติดทีมชาติให้ได้สักครั้ง”

 

เร่งเครื่องสู่โอกาสครั้งสุดท้าย

เมื่อศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ฉัตรชัย จึงตัดสินใจเร่งเครื่องบนเส้นทางสายลูกหนังไปอีกขั้น ด้วยการก้าวไปเซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลระดับอาชีพ อย่าง ยโสธร เอฟซี ทีมในลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 โดยขณะนั้น ฉัตรชัย ยังก้าวเท้าสู่กรมทหารในฐานะทหารเกณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสในการลงเล่นฟุตบอลกองทัพ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ของตัวเองให้มากขึ้นไปอีก

สองปีในกรมทหารและอีกหนึ่งฤดูกาลกับยโสธร เอฟซี จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของฉัตรชัยในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับการต่อสัญญาจากสโมสร เมื่อหมดกำหนดเวลาในกองทัพเขาจึงตัดสินใจกลับมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เพื่อเฝ้ารอโอกาสครั้งต่อไป

“ผมเรียนอยู่ได้ประมาณปีครึ่ง คือไม่ได้เตะฟุตบอลเป็นอาชีพแล้วครับ เน้นเตะพวกกีฬามหาวิทยาลัยหรือฟุตบอลเดินสายเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนั้นคิดจะเอาดีทางเรียนแล้วด้วยซ้ำ คือเริ่มบอกตัวเองว่าจะไม่เล่นฟุตบอลอาชีพแล้ว อยากจะเรียน อยากจะหาการงานที่มั่นคง”

“หลังจากนั้นก็ได้รับการติดต่อมาจากพี่แพท (ณรงค์ธนพร เฉยไธสงโชดก) ตอนนั้นแกทำทีมอยู่ที่สระแก้ว เอฟซี ซึ่งกำลังหานักเตะเข้ามาสู่ทีม มันพอดีกับที่แกรู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่งของผมที่บุรีรัมย์ พี่แพทเลยวานว่าช่วยหานักเตะให้หน่อย รุ่นพี่คนนั้นเขาเลยแนะนำผมไป”

“เมื่อผมตัดสินใจเซ็นสัญญากับสระแก้ว ก็อยู่กับทีมได้แค่ฤดูกาลเดียว ด้วยเพราะอะไรหลายอย่างที่ไม่ลงตัว เช่น ปัจจัยด้านการเงิน หรือเรื่องอื่นที่เข้ามามันไม่ตอบโจทย์กับชีวิตของผม ก็เลยตัดสินใจกับตัวเองว่าหลังจากจบฤดูกาลนั้นผมจะกลับมาเรียนหนังสืออีกที”

เป็นระยะเวลานานถึง 2 ปีที่ ฉัตรชัย ไม่ได้หวนคืนสู่บทบาทนักฟุตบอลอาชีพ เขาตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่าจะเอาดีกับการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา และขีดเส้นความรักที่มีต่อกีฬาฟุตบอลกับชีวิตจริงในระยะห่างที่เหมาะสม

แต่ด้วยเสียงจากหัวใจที่เรียกร้อง เขาจึงพร้อมตอบรับกับโอกาสในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอยู่ตลอดเวลา เมื่อประตูหวนคืนสู่วงการลูกหนังเปิดออกตรงหน้าอีกครั้ง ฉัตรชัย จึงตัดสินใจเร่งเครื่องเป็นครั้งสุดท้าย และพร้อมเดิมพันอนาคตทั้งหมดของตัวเองกับการตัดสินใจครั้งนี้

“มันก็เหมือนเดิมกับรอบที่แล้วครับ ผมได้รับโอกาสจากพี่แพทอีกครั้ง ตอนนั้นแกทำทีมอยู่สมุทรสาคร เอฟซี ผมเลยตัดสินใจกลับไปเตะฟุตบอลอีกครั้ง เรื่องการเรียนก็คือดรอปไปเลย”

“แค่คราวนี้ผมไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ผมบอกกับตัวเองว่าถ้าครั้งนี้ไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่กลับบ้านไปหาพ่อแม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว”

“วันที่ผมออกจากบ้าน วันที่จะเดินทางไปสมุทรสาคร ผมได้ขอเงินพ่อแม่ เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้มีเงินเก็บอะไร ท่านทั้งสองก็รวมเงินกันมาได้สามพันกว่าบาท แล้วเงินที่พ่อกับแม่ให้มามีทั้งเศษเหรียญ มีแบงก์ทุกสี มันคือทุกบาทที่ท่านหาได้จริง ๆ เพื่อให้ผมไปตามความฝัน”

“ตอนที่นั่งรถไปผมก็คิดว่าโอกาสครั้งนี้เราต้องทำให้ได้ อย่างไรก็ต้องได้ดี เพราะถ้ารอบนี้ไม่ได้ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตแล้วเหมือนกัน ผมเลยมุ่งมั่นตั้งมั่นกับตัวเองตลอดว่าครั้งนี้เราต้องได้”

 

พุ่งแรงแซงสู่ลีกสูงสุด

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักฟุตบอลซึ่งเลิกเล่นในระดับอาชีพมานานถึง 2 ปีจะพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับ แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกซ้อม ฉัตรชัย ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมในฤดูกาล 2015 และเป็นส่วนหนึ่งของทัพสำเภาผยอง ชุดคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 โซนภาคกลางตะวันตก

แม้จะพลาดการคว้าตั๋วเลื่อนชั้นในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ด้วยความทุ่มเทของเขาตลอดทั้งฤดูกาล ฉัตรชัย จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อนตลอดชีวิต นั่นคือได้รับการเสนอต่อสัญญาจากสโมสร นี่คือครั้งแรกที่ฉัตรชัยไม่ต้องเล่นฟุตบอลปีเดียวแล้วเดินทางกลับบ้านที่บุรีรัมย์เหมือนที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้

“วันที่ทางสโมสรเรียกไปต่อสัญญา มันก็เริ่มมีความหวังในใจผมแล้วว่า มันมีคนเห็นศักยภาพของเรานะ ผมน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว ก็เลยตั้งใจเล่นฟุตบอลมาเรื่อย ๆ”

บนเส้นทางสายฟุตบอลไม่มีอะไรที่จะช่วยให้นักฟุตบอลคนหนึ่งพุ่งแรงแซงอุปสรรคได้มากไปกว่าความมุ่งมั่นตั้งใจ ฉัตรชัย ยังคงรักษาความทุ่มเทเหมือนกับวันที่เดินทางจากบ้านมา นี่จึงเป็นเหตุผลให้อาชีพของนักฟุตบอลรายนี้พุ่งสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2016 เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมสมุทรสาคร เอฟซี ชุดคว้าแชมป์โซนตะวันตก ส่วนในปี 2017 ฉัตรชัยประสบความสำเร็จกับสมุทรสาครอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ไทยลีก 3 ตอนล่าง และสามารถเอาชนะแชมป์ตอนบนอย่าง ขอนแก่น เอฟซี จนก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยได้สำเร็จ

ฉัตรชัย ต่อยอดผลงานตรงนั้นด้วยการเซ็นสัญญากับขอนแก่น เอฟซี เพื่อโลดแล่นบนศึกไทยลีก 2 อีกสองฤดูกาล และถึงแม้ความหวังในการเลื่อนชั้นสู่ไทยลีกของตนจะไม่เป็นไปตามเป้า แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ฉัตรชัย กล้าพิสูจน์คุณค่าของตัวเองว่าดีพอหรือไม่ด้วยการยื่นโปรไฟล์ของตนให้ หนองบัว พิชญ เอฟซี ตัวเต็งลุ้นเลื่อนชั้นไทยลีก 2 ฤดูกาล 2020-21 พิจารณา

“ตอนนั้นมีข่าวว่า น้าฉ่วย (สมชาย ชวยบุญชุม) กำลังจะมาทำงานที่หนองบัว พิชญ ผมก็เลยลองส่งไปโปรไฟล์ไปให้ผู้ช่วยของน้าฉ่วยพิจารณา เขาเห็นแล้วโอเคจึงมีการตกลงสัญญาย้ายมาอยู่กับหนองบัว”

“ผมก็เล่นให้กับทีมด้วยความหวังครับ เพราเป้าหมายของท่านประธานสโมสรคือเลื่อนชั้นตั้งแต่ต้น ยิ่งพอมาเจอนักเตะในทีมที่เคยเล่นในไทยลีกมาก่อน แต่ปีนี้ลงมาเล่นไทยลีก 2 มันก็แสดงให้เห็นว่าทีมทุ่มเทมากแค่ไหนเพื่อที่จะได้ไปไทยลีก”

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ระบาดจนส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลไทยอย่างหนัก หนองบัว พิชญ และ ฉัตรชัย เจียกกลาง ยังคงพุ่งแรงแซงทุกทีมจนเข้าป้ายคว้าแชมป์ไทยลีก 2 อย่างไม่มีปัญหา และนี่คือวินาทีที่อดีตเด็กหนุ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์จะได้เห็นว่าตัวเขาเหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะเดินถึงเป้าหมายที่เรียกว่า ไทยลีก ได้เสียที

“ตอนผมอยู่ไทยลีก 2 ผมถามรุ่นพี่ที่เขาเคยเล่นไทยลีกมาก่อนว่า ไทยลีกมันเล่นยากไหม อะไรยังไง ตัวผมเองก็พยายามหาความรู้ไปด้วย ศึกษาว่าแนวทางการเล่นของทีมลีกบนมันเป็นอย่างไร แตกต่างจากไทยลีก 2 หรือ ไทยลีก 3 มากน้อยแค่ไหน ผมก็ลองถามเรื่องเหล่านี้จากนักเตะที่มีประสบการณ์ในไทยลีกดู”

“หลังจากจบฤดูกาลผมก็กลับไปพักผ่อนที่บ้านแฟนในจังหวัดขอนแก่น ตอนนั้นคือยังไม่ได้ต่อสัญญากับทีม ก็รอลุ้นรอรับสายจากสโมสรอยู่ สุดท้ายทางทีมก็โทรมาบอกว่าจะต่อสัญญานะ ผมก็ดีใจมาก เพราะว่าจะได้เล่นไทยลีกแล้ว”

“มันเป็นการเล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในชีวิตเลยครับ ถึงจะด้วยวัย 30 ปี แต่มันก็ยังดีใจ เป็นความรู้สึกปลื้มตื้นตันครับ เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่เราแทบจะเป็นศูนย์ เพราะไม่ได้มาจากโรเงรียนกีฬา อคาเดมีสโมสร หรือ โรงเรียนลูกหนังขาสั้น” 

“แต่เราสามารถที่จะถีบตัวเองขึ้นมา ผลักดันตัวเองขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าย้อนกลับไปในวันที่เป็นเด็กผมก็คงไม่คิดว่าจะได้มายืนอยู่จุดนี้”

 

เอาชนะทุกอุปสรรคบนเวทีไทยลีก

ถึง ฉัตรชัย เจียกกลาง จะสามารถก้าวสู่ลีกสูงสุดได้ตามความฝัน แต่ใช่ว่าความท้าทายบนสังเวียนลูกหนังของเขาจะจบลงแค่นั้น เพราะการแข่งขันบนเวทีไทยลีกมีความแตกต่างจากลีกรองที่เขาสัมผัสมาตลอดชีวิตค่อนข้างมาก ฉัตรชัย จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อจะยังยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมพญาไก่ชนเอาไว้ให้ได้

“ฟุตบอลไทยลีกไม่ใช่ฟุตบอลที่จะมาวิ่งใส่กันเหมือนกับบอลลีกล่าง ผมต้องมาเรียนรู้ที่จะเล่นบอลด้วยระบบ เล่นบอลด้วยจังหวะ การดูแลรักษาสภาพร่างกายก็เป็นเรื่องสำคัญ”

“แมตช์แรกที่ลงสนามถามว่ากดดันไหม มันต้องกดดันอยู่แล้วครับ เพราะทุกครั้งที่คนเราเจออะไรใหม่ก็ต้องรู้สึกแบบนั้นอยู่แล้ว ช่วงแรกที่ลงสนามก็มีความกดดัน มีความเคอะเขินอยู่”

“แต่ผมต้องขอบคุณพี่วัง (ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล) ที่ให้โอกาสผมลงสนามอย่างต่อเนื่องจนผมมีความมั่นใจ จนสามารถบอกกับตัวเองว่าเราเล่นไทยลีกได้ มันไม่เกินความสามารถของเรา ซึ่งผมคิดว่าตัวเองก็ทำผลงานได้ออกมาค่อนข้างดี”

ภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน ฉัตรชัย สามารถพิสูจน์ตัวเองว่านักเตะวัย 32 ปีที่ไม่เคยเล่นลีกสูงสุดมาตลอดทั้งชีวิตสามารถยืนหยัดเป็นผู้เล่นตัวจริงในไทยลีกได้สบาย แต่บททดสอบของเขายังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้

เพราะความผิดพลาดชั่วเสี้ยววินาทีนำมาสู่บทเรียนครั้งใหญ่ที่เขาไม่เคยเจอมาตลอดชีวิตการค้าแข้ง หลัง ฉัตรชัย เผลอไปชักศอกใส่ ชิษณุพงษ์ โชติ นักเตะของชลบุรี เอฟซี จนเส้นเสียงบวม เจ้าตัวจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากโดยแฟนบอลชาวไทย ซึ่งแรงกดดันตรงนี้ถือเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ที่เจ้าตัวจำเป็นต้องผ่านไปให้ได้

“ผมว่ามันเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่บทเรียนราคาแพงของผมเลยครับ สมมติว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในไทยลีก 2 หรือ 3 มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่แบบนี้ แต่พอมันเป็นไทยลีกที่เป็นการแข่งขันที่มีแฟนบอลจับตามองเยอะ มันก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ไป ผมก็ได้เรียนรู้ตรงนี้”

“หลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ผมก็ได้ไปคุยกับพี่วัง แกก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผมเป็นคนที่จริงจังเวลาฝึกซ้อมหรือลงเล่น คือผมเป็นคนที่ไม่อยากแพ้ พี่วังก็เข้าใจเรื่องนี้ แต่แกก็สอนผมครับว่าผมต้องใจเย็น ผมต้องก้าวข้ามอารมณ์ของตัวเองไปให้ได้”

สำหรับนักฟุตบอลที่พร้อมท้าชนกับทุกอุปสรรคและพร้อมเอาชนะความท้าทาย ฟ้าหลังฝนที่สดใสย่อมรอพวกเขาอยู่ เช่นเดียวกับ ฉัตรชัย ที่เรียนรู้ความผิดพลาดของตน จนพร้อมกับมารับใช้ต้นสังกัดด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นอีกครั้ง เขาได้พบกับวินาทีที่เป็นความฝันของตนมาตั้งแต่วัยเยาว์

นั่นคือการเข้าไปทำความรู้จักและทักทายกับ ธีรเทพ วิโนทัย ไอดอลของตนที่เคยเฝ้ามองมาตั้งแต่ตนยังเป็นลูกมือในแคมป์ทีมชาติ ซึ่งบัดนี้ทั้งคู่ได้ร่วมลงเล่นฟุตบอลบนสนามเดียวกัน โดยหลังจบเกมระหว่างหนองบัว พิชญ และ โปลิศ เทโร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าตัวยังได้ขอแลกเสื้อของธีรเทพมาเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย

“ความจริงผมคิดว่าจะขอเสื้อแกมาตั้งนานแล้ว ก็ตั้งใจเอาไว้ว่าอย่างไรแมตช์นี้ต้องได้เสื้อพี่ซอกลับบ้าน (หัวเราะ)” ฉัตรชัย เล่าถึงวินาทีที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

“วันนั้นที่หนองบัวไปเยือนเทโร พี่ซอเขากำลังจะถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม ตรงกับจังหวะว่าฝั่งของผมที่เล่นแบ็กขวา มันตรงกับด้านที่เปลี่ยนตัวนักเตะพอดี ผมก็เลยบอกแกว่า พี่ซอครับเดี๋ยวแข่งเสร็จผมขอเสื้อหน่อยนะครับ แกก็บอกว่าได้ ๆ น้องได้”

“เมื่อจบเกมเพื่อนร่วมทีมของผม ปานศิริ (สุกุณีย์) เขาเคยเล่นกับพี่ซอก็จะขอเสื้อของพี่เขาเหมือนกัน แต่พี่ซอปฏิเสธไปแล้วบอกว่า ‘กูให้เสื้อมึงไม่ได้หรอก เบอร์ 17 เขาขอเสื้อไว้ เขาเห็นกูเป็นไอดอลว่ะ’”

“ผมยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่เลยครับเมื่อได้ยินแกพูดแบบนี้ เหมือนอย่างน้อยแกก็ได้รู้ว่าเราชอบเขา แล้วตอนที่พี่ซอถอดเสื้อออกมาให้แกก็บอกกับผมว่า เล่นดีนะ สู้ ๆ นะ ก็ได้คุยกันเท่านี้ครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้กล้าไปรบกวนอะไรพี่เขามาก” 

“ความรู้สึกเหมือนตอนผมอยู่ในแคมป์ทีมชาติ วันนั้นเป็นอย่างไรวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นครับ”

เส้นทางฟุตบอลของ ฉัตรชัย เจียกกลาง อาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม แต่ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้เห็นไอดอลของตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยสร้างพลังแกร่งเหนือนิยามให้เกิดขึ้นภายในตัวของฉัตรชัย ซึ่งช่วยให้เขาก้าวข้ามทุกอุปสรรคจนสามารถบรรลุจุดหมายดั่งที่จนเองตั้งใจ

เหมือนกับที่ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สนับสนุนให้ทุกคนมีพลังแกร่งเหนือนิยาม เพราะทุกความฝันของทุกคนเป็นจริงได้ ขอแค่ทุกคนพร้อมก้าวไปข้างหน้า เผชิญหน้ากับความท้าทายด้วยพลังแกร่งในตัวคุณ



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Love is not blind – it sees more, not less. But because it sees more, it is willing to see less.
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x