FEATURE

The Great MIT Balloon Hack : การแกงครั้งใหญ่กลางสนามฟุตบอลของนักศึกษา MIT ที่ใช้เวลาเตรียมการถึง 4 ปี | Main Stand



ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชมอันอัดแน่นไปทั่วอัฒจันทร์ในเกมอเมริกันฟุตบอลระหว่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเยล สองทีมมหาวิทยาลัยคู่รักคู่แค้นในปี 1982 อยู่ ๆ ก็มีบอลลูนสีดำโผล่ขึ้นมาจากพื้นสนามทั้งที่เกมยังแข่งอยู่  


 

มันค่อย ๆ พองตัวขึ้นก่อนจะระเบิดดังโพละและปล่อยแป้งสีขาวออกมา ที่ทำให้ทั้งผู้เล่น สตาฟโค้ช และกองเชียร์ ต่างมึนงงกับเหตุการณ์นี้ 

นี่ไม่ใช่การก่อการร้าย ไม่ใช่โชว์จากฝ่ายจัดการแข่งขันหรืออุบัติเหตุ แต่เป็นการแกล้งกันของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ลงแข่งในเกมนี้นั่นคือ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT 

พวกเขาทำได้อย่างไรกับการทำให้บอลลูนโผล่ขึ้นมาจากสนามโดยไม่มีใครรู้มาก่อน ติดตามเรื่องราวการแกงกันกลางสนามอเมริกันฟุตบอลแบบสุดเนิร์ดไปพร้อมกับ Main Stand 

 

วัฒนธรรมการแฮก  

สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เมื่อสถาบันจากบอสตันแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา 

มันคือสถาบันที่โดดเด่นอย่างมากในด้านเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์ และมีศิษย์เก่าที่เป็นบุคคลดังมากมาย เช่น บัซ อัลดริน นักบินอวกาศคนที่ 2 ที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์, โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ รวมไปถึง สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สองผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

นอกจากนี้ MIT ยังเป็นแหล่งผลิตแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และนักวิจัย ที่สามารถคว้ารางวัลโนเบลได้ถึง 91 รางวัล มากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก รองมาจาก ฮาร์วาร์ด, โคลัมเบีย, เคมบริดจ์ และ ชิคาโก (สถิติเมื่อปี 2020) 

อย่างไรก็ดีพวกเขาไม่ได้โดดเด่นแค่ในเชิงวิชาการเท่านั้น เด็ก MIT ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการแกล้งกันเชิงตลกขบขันที่บางครั้งเข้าขั้นพิเรนทร์แต่ไม่เป็นอันตราย ที่เรียกกันว่าการแฮก หรือ Hacking 

มันคือการลักลอบเข้าไปในที่ต่าง ๆ ที่ปกติไม่ได้เปิดให้เข้า หรือเป็นการเล่นตลกที่เกินธรรมดา เช่นการเอารถตำรวจหรือเครื่องบินจำลองของสองพี่น้องตระกูลไรต์ไปไว้บนหลังคามหาโดม (Great Dome) ของมหาวิทยาลัย หรือสร้างห้องรับแขกแล้วเอาไปติดแบบกลับหัวบนซุ้มหน้า Media Lab

"แฮกเกอร์ที่ถูกจับได้อาจถูกลงโทษหรือถูกปรับ แต่ตามความเป็นจริงสิ่งนี้ไม่ได้หยุดการพยายามที่จะได้รับเสียงชื่นชมจากการแฮกที่ดี" เว็บไซต์การแฮกของ MIT ระบุ

การแฮกของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังลามไปสถาบันอื่น เช่นการขโมยปืนใหญ่น้ำหนัก 2 ตันที่มีอายุกว่า 100 ปีจาก สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 5,000 กิโลเมตร มาตั้งไว้ที่สถาบันตัวเอง หรือการเอาหมวกมาสเตอร์ชีฟจากเกม Halo ไปใส่ไว้บนหัวของรูปปั้น จอห์น ฮาร์วาร์ด ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับเขาในฐานะผู้ให้การสนับสนุนในการก่อตั้งสถาบันการศึกษาแห่งนี้ 

อย่างไรก็ดีคงจะไม่มีการแฮกครั้งไหนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่ากับเหตุการณ์เมื่อปี 1982 เมื่อเป็นการแกงกันกลางสนามอเมริกันฟุตบอลที่กำลังแข่งอยู่ และมีผู้ชมเป็นสักขีพยานหลายหมื่นคน 

 

ก่อนเป็นตำนาน 

อันที่จริงจุดเริ่มต้นของการแกล้งกันกลางสนามอเมริกันฟุตบอลของนักศึกษา MIT ต้องย้อนกลับไปในปี 1948 เมื่อเหล่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้วางแผนสร้างเซอร์ไพรส์ในเกมการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเยล สองมหาวิทยาลัยคู่รักคู่แค้นแห่งศึกคนชนคน 

พวกเขาแอบเข้าไปที่ ฮาร์วาร์ด สเตเดียม และใช้ทักษะรื้อถอนที่ได้มาจากสงครามติดตั้งสายชนวนเพื่อจุดระเบิดใต้สนาม โดยตั้งใจว่าจะทำให้มันเกิดควันที่สะกดเป็นคำว่า M-I-T ลอยขึ้นไปในอากาศ 

พวกเขายังได้เดินสายไฟไว้เป็นที่เรียบร้อยและเหลือเพียงแค่เสียบกับแบตเตอรี่ในวันแข่งเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ดูแลสนามดันมาเจอเสียก่อนและได้แจ้งตำรวจ ก่อนที่ในวันแข่งพวกเขาจะถูกจับ หลังตัวแทนที่ถูกส่งไปเสียบแบตเตอรี่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ซุ่มดูจับกุมเอาไว้ได้ ก่อนจะขยายผลจับได้ยกทีม

"เกือบระเบิดในเกม H-Y ท่ามกลางผู้ชม 57,621 คน" พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ Boston Sunday Globe ระบุ

"แผนระเบิดของนักศึกษา 8 คนที่เล่นพิเรนทร์เพียงพอที่จะทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ได้" คำอธิบายในบรรทัดต่อมา 

แม้ว่าสุดท้ายพวกเขาจะไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ MIT ก็ไม่เอาไว้โดยการไล่ทั้ง 8 คนออกจากสถาบัน แต่ถึงอย่างนั้นวีรกรรมของพวกเขาก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น และมีรุ่นน้องพยายามเลียนแบบหรือทำให้ภารกิจนี้สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ 

จนกระทั่งการมาถึงของกลุ่ม ซัดบิวรีโฟร์ ก็ทำให้แผนนี้เป็นรูปเป็นร่าง 

 

ชุบชีวิต 

ซัดบิวรีโฟร์ เป็นชื่อที่มาจากกลุ่มเด็ก 4 คนที่เช่าบ้านอยู่ในเขตซัดบิวรี ย่านชานเมืองซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยราว 32 กิโลเมตร พวกเขาเป็นเหมือนเพื่อนต่างวัย เมื่อในกลุ่มมีทั้งนักศึกษาปริญญาโทและนักศึกษาปริญญาตรี 

 

วันหนึ่งสมาชิกคนหนึ่งในบ้านก็คิดไอเดียการแฮกขึ้นมาได้ หลังสมาชิกอีกคนซื้อบอลลูนตรวจอากาศมาจากร้านขายของมือสองโดยไม่มีเหตุผล เขาคิดว่ามันคงจะสนุกหากจู่ ๆ ก็มีบอลลูนโผล่ขึ้นมาจากพื้นสนามระหว่างเกมของฮาร์วาร์ดและเยล 

 

พวกเขาใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ออกแบบอุปกรณ์รูปทรงกระบอกสำหรับปล่อยบอลลูน โดยใช้ชิ้นส่วนเท่าที่หาได้มาประกอบกัน เช่นมอเตอร์จากเครื่องเปิดกระป๋องของแม่ ปุ่มโลหะสัมผัส (Contact point) จาก ฟอร์ด มัสแตง รุ่นปี 1967 หรือเอาเสื้อหนังที่ใส่ขี่มอเตอร์ไซค์มาทำซีลลูกสูบ 

และเนื่องจากหนึ่งในสมาชิกของทีมระดับ ป.โท กำลังทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิวชั่น ทำให้พวกเขาสามารถใช้ห้องแล็บ Francis Bitter Magnet Laboratory (ต่อมาเป็นห้องแล็บปฏิบัติการแม่เหล็กแห่งชาติ) ในการประดิษฐ์อุปกรณ์ ทดลองไปจนถึงหาข้อผิดพลาดได้ 

เมื่ออุปกรณ์แล้วเสร็จ พวกเขาจะต้องลอบเข้าไปใน ฮาร์วาร์ด สเตเดียม และฝังอุปกรณ์ไว้ใต้สนามพร้อมกับเดินสายไฟ แม้ว่าสุดท้ายพวกเขาจะติดตั้งสำเร็จ แต่มันก็ถูกพบในวันต่อมาและถูกแจ้งความ 

อย่างไรก็ดีพวกเขาไม่ยอมแพ้และวางแผนใหม่ โดยจะเข้าไปติดตั้งในช่วงหน้าร้อนที่การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดน้อยกว่า แต่การจะทำให้สำเร็จหมายความว่าอุปกรณ์ของพวกเขาต้องใช้งานได้แม้จะต้องถูกฝังอยู่ใต้ดินหลายเดือน 

น่าเศร้าที่การทดลองนั้นล้มเหลว การอยู่ในดินนานเกินไปทำให้อุปกรณ์ปล่อยบอลลูนของพวกเขาไม่ทำงาน และทำให้สมาชิกทั้ง 4 ต้องล้มแผนอย่างเป็นทางการ 


Photo : Courtesy Dave Webster

"เราเอาใส่กล่องแล้วก็ซีลไว้ ก่อนจะฝังไว้ใต้ดินในปี 1979 เป็นระยะเวลานาน 6 เดือน" หนึ่งในสมาชิกซัดบิวรีโฟร์ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับ ESPN 

"ผมคิดไว้แล้วว่ามันคงเป็นแบบนี้ เราทุกคนจึงตัดสินใจว่ามาเรียนให้จบและได้งานทำจะดีกว่า ก็เลยหยุดโครงการนี้ไป" 

"การสร้างเครื่องมือชิ้นนี้เกือบทำให้เราสอบตกและถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย และการล้มแผนการก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้" อีกคนเสริม 

ทว่ามันไม่ได้จบลงที่ตรงนี้ 

 

รุ่นน้องสานต่อ

วันเวลาผ่านไปสมาชิกกลุ่มซัดบิวรี่โฟร์ก็จบการศึกษาและแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง แต่ไอเดียการแกล้งของพวกเขา ยังคงไหลเวียนอยู่ในสมาคมนักศึกษาของ MIT ที่มีชื่อว่า Delta Kappa Epsilon หรือที่รู้จักกันในนาม Deke House 

หลายคนพากันพูดถึง หลายคนอยากจะสานต่อ หลายคนทำได้แค่คิด จนกระทั่งในปี 1982 ก็มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจว่า พวกเขาอยากจะทำให้ภารกิจนี้บรรลุเป้าหมายให้ได้

"กลุ่มรอบ ๆ เราหรือแม้แต่กลุ่มเราเองบางครั้งก็คุยกันว่า 'ทำไมพวกเราไม่ทำมันวะ ?'" เดฟ โบห์แมน ย้อนความหลังกับ ESPN 

"สุดท้ายตอนฤดูใบไม้ร่วงปี '82 ตอนผมอยู่ปี 3 เราแค่พูดว่า มาทำกันเถอะ เราต้องทำมัน ทำตอนนี้หรือไม่ทำอีกเลย'"  

และโชคก็เข้าข้างพวกเขา เมื่อหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มซัดบิวรี่โฟร์ยังพักอยู่แถวมหาวิทยาลัย พวกเขาจึงได้ติดต่อกันและได้รับมอบอุปกรณ์ปล่อยบอลลูน รวมทั้งสอนวิธีการทำงานของมันไปจนถึงโอกาสในการเกิดข้อผิดพลาด และนั่งแท่นเป็นที่ปรึกษาโปรเจ็กต์ลับนี้ 

พวกเขาแบ่งความรับผิดชอบตามที่ตัวเองถนัด ก่อนจะลอบเข้าไปในสนามกีฬาฮาร์วาร์ดช่วงกลางดึกเพื่อขุดดินและติดตั้งอุปกรณ์ โดยสมาชิกต่างแต่งตัวในชุดลายพรางและทาหน้าไม่ต่างจากทหารในสมรภูมิ  

"มี 20 คนที่ได้มีส่วนร่วม เราไปที่นั่นราวตี 2 ด้วยการทาหน้าเพื่อพรางตัว และดูต้นทางจากบนหอคอย (ของสนาม)" เดวิด ฮูแซค หนึ่งในสมาชิกในวันนั้นบอกกับ MIT News Magazine  

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ง่าย เพราะพวกเขาก็เกือบถูกจับได้หลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือตอนที่กำลังขุดดินแล้วตำรวจขับรถเข้ามาลาดตระเวนพอดี แต่โชคดีที่การนอนราบไปกับพื้นสนามทำให้พวกเขารอดไปได้ 


Photo : www.espn.com

"ถ้ายืนมันจะทำให้เกิดเงาที่เห็นไปไกลหลายร้อยเมตร" คริส เคนเนดี อดีตนักศึกษาเอกวิศวกรรมโยธา ที่รับหน้าที่ขุดหลุมกล่าวกับ ESPN 

"ดังนั้นผมจึงต้องนอนราบไปกับสนาม หัวใจผมเต้นแรงมาก รถตำรวจอยู่ที่นั่นราว 30 นาที" 

3 สัปดาห์กับการไปเยือน ฮาร์วาร์ด สเตเดียม ถึง 8 ครั้ง ในที่สุดภารกิจติดตั้งอุปกรณ์ของพวกเขาก็เสร็จสิ้นและได้ซ่อนเอาไว้ใต้หญ้า ส่วนเรื่องแหล่งพลังงานพวกเขาแก้ปัญหาด้วยการต่อสายจากแผงควบคุมระบบรดน้ำสนามใต้อัฒจันทร์ 

"ผมเจอแผงควบคุมระบบรดน้ำและต่อสาย (อุปกรณ์) เข้ากับเบรกเกอร์ที่ว่าง" ฮูแซค ที่เรียนเอกวิศวกรรมไฟฟ้า อธิบาย  

หลังจากนั้นพวกเขาก็เพียงแค่รอให้วันแข่งมาถึงเท่านั้น 

 

วีรกรรมสุดแสบ 

มันคือวันที่ 20 พฤศจิกายน 1982 วันที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเยล สองมหาวิทยาลัยจากไอวีลีก (กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนระดับท็อปของอเมริกา) ต้องมาห้ำหั่นกันเพื่อทวงศักดิ์ศรี ในอเมริกันฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 99 ในประวัติศาสตร์ 

แต่ในอีกมุมหนึ่งของสนาม มีนักศึกษาจาก MIT กลุ่มหนึ่งกำลังเตรียมการอย่างระแวดระวังที่สุด พวกเขาแทบไม่ได้บอกใคร และปิดเป็นความลับให้มากที่สุด เนื่องจากเกรงว่าเหตุการณ์อาจจะซ้ำรอยเหมือนกับเมื่อปี 1948 ที่จบลงด้วยการถูกไล่ออก 

เดวิด โบห์แมน รับหน้าที่ต่อสายไฟ เขาเอาสายพ่วงมาพันไว้รอบเอวก่อนจะสวมเสื้อคลุมทับ พวกเขาตั้งใจว่าจะไม่ให้การแกล้งครั้งนี้รบกวนการแข่งขัน จึงพยายามหาจังหวะที่เหมาะเจาะที่สุดแล้วค่อยเสียบปลั๊กเดินเครื่อง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"เราทั้งหมดจึงต้องลงไปใต้สนามและคุยกันเรื่องนี้ มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เราทุกคนเป็นวิศวกร เราจึงคิดว่าปัญหาอะไรที่อาจจะเกิดขึ้นได้บ้าง" โบห์แมน กล่าวกับ ESPN 

พวกเขาพยายามคิดหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ก่อนที่ บิลลี ดอยล์ สมาชิกอีกคนในกลุ่มจะตัดสินใจลงไปที่แผงควบคุม เขาเห็นว่าเบรกเกอร์ตัวที่เชื่อมกับอุปกรณ์ถูกสับลง จึงสับขึ้นไปใหม่แล้วกลับขึ้นไปยังจุดของตัวเอง

มันคือช่วงท้ายของควอเตอร์ที่ 2 หลังฮาร์วาร์ดทำแต้มจากการทัชดาวน์ บอลลูนตรวจอากาศของพวกเขาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นสนาม มันค่อย ๆ พองตัวจนเห็นตัวหนังสือที่เขียนว่า MIT ก่อนจะแตกดังโพละ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนหลายหมื่นคนในสนาม

"ทั้งสองทีมกำลังตั้งแถว ทันใดนั้นความสนใจของเราก็เปลี่ยนไปที่เส้นข้างสนาม" เดโบราห์ ดักลาส หนึ่งในผู้ชมในสนามในวันนั้นกล่าว 

"นั่นคือตอนที่เราเห็นมัน ทุกคนพยายามดูว่าบนบอลลูนเขียนว่าอะไร ตำรวจฮาร์วาร์ดบางนายทำท่าจะชักปืนออกมา และหลังจากนั้นมันก็ระเบิด" 


ก่อนที่คนทั้งสนามจะรู้ตัวว่าพวกเขาโดนเด็ก MIT เล่นงานเสียแล้ว และทำให้วีรกรรมของนักศึกษาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอเมริกันฟุตบอลประเพณีครั้งนี้แย่งความสนใจจากเกมไปจนหมดสิ้น 

"ผมอยู่ในเกมวันนั้น และไม่รู้จะคิดยังไงจริง ๆ ผมคิดว่ามันคือนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นกลับมาจากขี้เถ้าอีกครั้ง" เดเร็ค บ็อค อธิการบดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในตอนนั้นกล่าวกับ Boston Sunday Globe

"ปฏิกริยาแรกของผมคือ มีคนฉลาดมากมายที่ MIT และพวกเขาก็ทำมันอีกแล้ว ผมยังคงไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำให้บอลลูนขึ้นมาจากตรงนั้นได้อย่างไร" 

 

ประกาศความรับผิดชอบ 

หลังภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาจัดปาร์ตี้เลี้ยงฉลองกันที่ Dake House แต่ก็ยังไม่อ้างความรับผิดชอบ เนื่องจากกลัวว่าจะถูกไล่ออกหรืออาจจะแย่กว่านั้น จากบทเรียนในปี 1948 


Photo : www.boston.com

"ตอนมันเกิดขึ้น เราได้รับโทรศัพท์จากพวกเขา (คนในปี 1948) ที่คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเราที่ทำ ซึ่งมันเจ๋งมาก" เคนเนดี บอกกับ ESPN 

"แต่เราก็ยังรอไปก่อน แน่นอนว่ามันอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ และเราก็ได้รับการตอบรับที่ดีที่ทำให้เรารู้สึกว่า 'โอเค เราน่าจะปลอดภัยจากการกระทำครั้งนี้" 

หลังจากนั้นสมาชิกในกลุ่มก็ได้รับโทรศัพท์จากคณบดี ตอนแรกพวกเขานึกว่าจะโดนไล่ออกเสียแล้ว แต่สุดท้ายบทลงโทษเป็นเพียงแค่การควบคุมความประพฤติเท่านั้น 

"ผมคิดว่าเป็นว่า บรูซ ซอห์น ซึ่งเป็นประธาน (กลุ่มนักศึกษา) ในตอนนั้นที่ได้รับโทรศัพท์จากคณบดี โทรมาถามว่า 'พวกนายทำเรื่องนี้ใช่ไหม ?'" เดฟ เว็บสเตอร์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มย้อนความหลัง

"เขาต้องคิดอยู่พักนึง 'ถ้าผมตอบว่าใช่ มันอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้พวกเราถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย แต่ถ้าผมตอบว่าไม่ มันอาจจะแย่กว่านี้ถ้าพวกเขาสืบเจอ' ดังนั้นเขาจึงตอบไปว่า 'ครับผม พวกเราทำเองครับ'"  

"หลังจากนั้น โทรศัพท์ก็เงียบไปพักหนึ่ง และคณบดีก็บอกว่า 'โอเค พวกคุณจะถูกควบคุมความประพฤติ'"  

ไม่นานหลังรู้บทลงโทษ พวกเขาก็จัดงานแถลงข่าวรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้รับความสนใจจากสื่อในท้องถิ่น และยืนยันว่าในบอลลูนเป็นเพียงแค่ก๊าซเฉื่อยและไม่มีอันตรายใด ๆ 


Photo : Courtesy Dave Webster

"มันเป็นแค่ฟรีออน (Freon) มันคือสิ่งที่คุณเจอในตู้เย็น มันไม่เป็นอันตรายและระเหยได้ มันเป็นก๊าซเฉื่อย" หนึ่งในสมาชิกอธิบาย 

"มันไม่มีปัญหา เราไม่ได้กังวลว่าใครจะได้รับบาดเจ็บ และเราก็รู้ว่าไม่มีใครอยู่ใกล้มัน ตัวบอลลูนเองก็ไม่ได้มีอันตราย" บรูซ ซอร์น เสริม 

ก่อนที่ในวันต่อมาสมาชิกจากปี 1948 จะมาเยี่ยมพวกเขาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า พร้อมได้มอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณที่เขียนคำว่า "ขอบคุณที่ทำให้ภารกิจสำเร็จ"

 

การแฮกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล 

ด้วยความที่เป็นพวกชอบแกง ทำให้ MIT ถึงขั้นมี "หอแห่งการแฮก" ในพิพิธภัณฑ์ MIT ที่รวบรวมเหตุการณ์การแฮกในอดีต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในส่วนจัดแสดง 

แต่คงไม่มีการแฮกครั้งไหนได้รับการกล่าวขวัญมากเหมือนเหตุการณ์เมื่อปี 1982 โดย Sports Illustrated ยกให้มันเป็นท็อป 4 ของการแกล้งกัน ขณะที่ บ็อบ โลเบล จาก WBZ-TV บอกว่ามันคือการแกล้งกันที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา 


Photo : www.cbc.ca

"หนึ่งในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่ผมเคยเห็นมา มันคือการแกล้งกันของมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล" โลเบล กล่าว 

ขณะที่ แกรี ลีออน ผู้เล่นของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่อยู่ใกล้เหตุการณ์มากที่สุดในวันนั้น บอกว่าเขาไม่รู้จักกับคนทำเป็นการส่วนตัว แต่นับถือความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาที่คิดการแกล้งนี้ขึ้นมา 

"สิ่งนี้ไม่ธรรมดามาก ๆ มันสร้างสรรค์และเจ๋งมาก ๆ เลย" ลีออน กล่าวกับ The Crimson 

"ผมคิดว่ามันสุดยอดมาก ผมคิดว่ามันเข้ากับบรรยากาศ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ไม่มีใครโกรธเคือง ผมคิดว่ามันได้บรรยากาศและทำให้เกมสนุก" 

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้การแกล้งกันแบบนี้อาจจะทำไม่ได้อีกแล้ว อันเนื่องมาจากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น หลังเหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001

มันจึงทำให้ The Great MIT Balloon Hack ถูกพูดถึงในฐานะตำนานของอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยของอเมริกา ในฐานะความแสบของนักศึกษา MIT แม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันก็ตาม 

"มันมีความขบถอยู่ในวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกว่าการแกล้งนี้ไม่มีพิษมีภัย" ดักลาส ที่ปัจจุบันเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ MIT กล่าวกับ MIT News Magazine 

"มันเป็นการแฮกเพียงครั้งเดียวที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ฉันอยู่ MIT"

"แน่นอนว่ามันอยู่ในท็อป 5 ของการแฮก แต่ฉันให้มันสุดยอดที่สุด เพราะมันก้าวข้ามหมวดหมู่และเชื่อมโยงกับอดีตกว่าการแฮกอื่น ๆ" 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.theverge.com/2012/11/19/3665306/mit-harvard-yale-1982-weather-balloon-prank 
https://www.cbc.ca/strombo/news/these-mit-campus-pranks-are-genius.html
https://www.boston.com/sports/college-sports/2018/11/16/mit-hacks-harvard-yale-balloon-prank-1982/ 
https://www.espn.com/college-football/story/_/id/25276347/best-college-football-prank-harvard-yale-mit-balloon 
https://www.thecrimson.com/article/2016/11/17/MIT-balloon-hack/ 
https://www.technologyreview.com/2007/08/15/224210/that-hack-25-years-later/



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x