FEATURE

กิตติกร อุดมผล : การกลับสู่หน้าจออีกครั้ง หลังจากห่างหายไป 6 ปี | Main Stand



หัวค่ำวันเสาร์ สำหรับผู้หลงใหลมนต์ตราลูกหนังอังกฤษ คือเวลาที่คุณไม่อยากละสายตาจากจอเพื่อดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ ลีกอังกฤษ 

 


15 ปีที่แล้ว “พรีเมียร์ ไลฟ์” รายการวิเคราะห์เกมฟุตบอลอังกฤษ กำเนิดครั้งแรกในประเทศไทย กิตติกร อุดมผล คือ 1 ในทีมงานชุดแรก ที่พิสูจน์ว่า ผู้ดำเนินรายการ โค้ชฟุตบอลไทยและนักข่าวไทย มีความรู้เชิงลูกหนังไม่แพ้ชาวต่างชาติ 

แม้ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา กิตติกร อุดมผล ห่างหายจากหน้าจอ คงเหลือไว้เพียงเสียงบรรยายการแข่งขันฟุตบอล และอีกหลากหลายกีฬา อาทิ กรีฑา เรือใบ ขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวาง สควอช เป็นต้น

ทำไมวันนี้ เขาตัดสินใจกลับสู่วงการทีวี ในฐานะคนเบื้องหน้ากับ The Discussion ทาง TSports 7 

Main Stand พามาดูชีวิตการทำงานฐานะสื่อกีฬาของ กิตติกร อุดมผล ผู้นิยามคำว่า ศึกแดงเดือด จนเป็นอัตตลักษณ์สำคัญของการแข่งขันฟุตบอลแม็ทช์นี้ แบบไม่ต้องเอ่ยนาม ก็รู้ว่า ใครปะทะใคร  

 

กิตติกร อุดมผล มีประสบการณ์ทำงานหลายบทบาท เบื้องหน้าเบื้องหลังสำหรับวงการโทรทัศน์ไทย หรือเจ้าของธุรกิจออร์แกไนเซอร์  

ย้อนไปสมัยอายุ 20 ต้น ๆ เขาคือผู้สื่อข่าว และเจ้าของลีลาการเขียนหนังสือที่เผ็ดร้อน มีผู้ติดตามมากมาย สำหรับแฟนฟุตบอลอังกฤษยุค 90 “ศิริ อัครลาภ”  คือนามปากกา รออ่านบทวิจารณ์ในสยามกีฬา-สตาร์ ซอคเกอร์ที่อวดโฉมบนแผงหนังสือก่อนเที่ยงของแต่ละวัน ว่ากันว่า ตอนนั้น ถ้าไม่ใช่ขาประจำของร้าน ไม่สั่งจองเอาไว้ รับรองคุณพลาดหนังสือพิมพ์ที่คอลูกหนังเรียกว่า “ซอคเกอร์เล่มเล็ก” อย่างแน่นอน

“ศึกแดงเดือดแดง” การพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล-แมนฯ ยูฯ มีที่มาจากจินตนาการเมื่อเขาสวมบทบาท ครีเอทีฟให้บริษัทของย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ซึ่งริเริ่มจัดมหกรรมชมฟุตบอลร่วมกันของแฟนบอลในประเทศไทย เมื่อปี 1996 ปัจจุบัน เรามักเอ่ยด้วยชื่อนี้ หากต้องการพูดถึงเกม ระหว่าง 2 ทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประเทศอังกฤษ
เหมือนอังกฤษเรียกเกม ระหว่าง แมนฯ ยูฯ-ลีดส์ว่าเป็นสงครามดอกกุหลาบ

จุดเริ่มต้นของแฟนบอลคนหนึ่งสู้การเป็นนักข่าว นักเล่าเรื่อง ผู้บรรยายเกมมืออาชีพ 

“ปี 1990 ผมเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถ้าทำงานตามสาย ก็ต้องไปเป็นครู ซึ่งตอนแรกผมไปสอบครูสอนภาษาอังกฤษ ให้กับผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่จะย้ายไปตั้งรกรากที่ประเทศสหรัฐอเมริกา” 

“ผมได้งานนั้นแหละ เงินเดือนสูง สวัสดิการดีเทียบกับยุคนั้น แต่อาจไม่ใช่งานที่ผมอยากทำ เผอิญว่าสยามกีฬาเปิดรับสมัครผู้สื่อข่าวฝ่ายต่างประเทศ ผมก็ส่งจดหมายไปสมัครทำงาน ผมบ้ากีฬา บ้าฟุตบอลอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ อ่านสตาร์ ซอคเกอร์ ทุกฉบับ น่าจะเข้าท่าดี ได้ทำงานอยู่กรุงเทพฯด้วย” 

“คนชอบฟุตบอล ต้องอยากไปดูฟุตบอลในสนาม โดยในอังกฤษ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญของการเลือกงานผู้สื่อข่าว แทนที่จะเป็นครู” 

 

ผลตอบแทนอาจไม่คุ้ม แต่วันนี้เขามาไกลมาก ไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่สิ่งที่พบเจอ มีค่ากว่าเงินตรา

กองบรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศสยามกีฬา หรือเรียกว่า กองซอคเกอร์ ตกลงรับ กิตติกร หรือ “พี่กบ” ซึ่งต่อมาแฟนเพจสามารถเรียกได้อย่างสนิทใจ ทำงานด้วยอัตราจ้างที่น้อยมากหากเทียบกับการสอนภาษาอังกฤษ

“ตอนนั้นปี 1990 (พ.ศ.2533) ค่ารถขสมก 1.50  หรือรถแดง 3 บาท รถแอร์เริ่มต้น 5 บาท กินข้าวจานละ 20 บาทถ้าเป็นครูสอนภาษา ผมได้เดือนละ 8,000 บาท ไม่รวมค่าเช่าบ้าน อยู่ต่างจังหวัดนี่สบายเลย แต่สยามกีฬาได้เงิน วันละ 100 บาท หากลืมตอกบัตรอด พูดง่ายๆ ทำทั้งเดือนได้ 3,000 บาท ไม่มีวันหยุด ผมเลือกงานนี้ ซึ่งก็น่าแปลกไหม” 

“แทบไม่ต้องปรับตัวเลย หากถามว่า เรียนครูแล้วมาเป็นนักข่าว  เพราะเราอ่านหนังสือกีฬามาตลอด ทั้งสยามกีฬา สตาร์ซอคเกอร์ เวิลด์ซอคเกอร์ พวกภาษาเขียนมันอยู่ในหัวเรา พอจะรู้ว่าต้องเขียนแบบไหนกับข่าวแบบไหน เรื่องภาษาอังกฤษเราได้อยู่แล้ว ถือว่าสบายมาก” 

การสร้างอะไรสักอย่าง จุดเริ่มต้นคือเรื่องยากที่สุด เขียนให้ถูกต้อง ไม่เชย จนเป็นที่ยอมรับของนักเขียนรุ่นพี่ จนมีนามปากกาและมีพื้นที่ของตัวเอง 

“แรกเริ่ม ผมแปลข่าวแทบทุกอย่าง ทั้งฟุตบอล, บาสเกตบอล, อเมริกันฟุตบอล, กรีฑา, เทนนิส, กอล์ฟ ทุกกีฬาที่คนไทยให้ความสนใจ เราต้องทำข่าวทั้งหมด เขียนให้ถูกต้อง ถ้าผิดรุ่นพี่หรือ บก. ก็ตำหนิ หรือไม่คนอ่านก็ส่งจดหมาย ไม่ก็โทรมาต่อว่าเราที่โรงพิมพ์” 

“รุ่นพี่ผมแต่ละคน ก็ระดับยอดนักเขียนทั้งนั้น เอ่ยชื่อมา นั่นคือระดับตำนานวงการนักกีฬาเรื่องกีฬาไทย กว่าเราจะได้ร่วมวงกับเขา วิจารณ์อะไรกับเขา คุณต้องแสดงความสามารถก่อน เหมือนนักเตะฝึกหัด เป็นตัวสำรองก่อน เมื่อเขาเห็นและยอมรับความสามารถ เราถึงเป็นตัวจริง หรือสามารถใช้นามปากกา มีคอลัมน์เป็นของตัวเอง” 

 

ช่วงเวลาไหนในการเป็นนักข่าวที่สำคัญมากที่สุดกับอาชีพ และสร้างตัวตนหรือเอกลักษณ์ในการทำงาน

“ปี 1991 ผมไปประจำการที่ประเทศอังกฤษ ให้กับสตาร์ซอคเกอร์ หน้าที่หลักคือทำข่าวฟุตบอล ผมอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1993”

“สำหรับผมช่วงเวลาที่ไปอยู่อังกฤษคือการได้ทำหน้าที่เป็นนักข่าวจริง ๆ ไม่ใช่แค่นั่งแปลข่าวจากต่างประเทศเหมือนตอนอยู่กรุงเทพ ซึ่งนานๆทีจะได้ลงสนาม ทำข่าวในพื้นที่ รอพวกทีมต่างประเทศมา อังกฤษเป็นช่วงเวลาที่เปิดโลกมาก ไม่ใช่แค่การทำงานแต่รวมถึงการใช้ชีวิต”

“จะทำข่าวฟุตบอลก็ต้องเดินทางไปดูที่สนามด้วยตัวเอง ติดต่อเข้าสนามด้วยตัวเอง สัมภาษณ์ตัวเอง เขียนข่าวหรือเลือกประเด็นด้วยตัวเราเองทั้งหมด”

 ต้นยุค 90 ต๋อง ศิษย์ฉ่อย (วัฒนา ภู่โอบอ้อม) ดังมาก การแข่งขันสนุ้กเกอร์ได้รับความสนใจจากชาวไทย แม้จะไม่ติดตามกีฬามากนัก แต่ถ้ามีนักกีฬาไทยคนไหนสร้างชื่อในต่างแดน นั่นคือหัวข้อสนทนาของคนทุกทุกเพศทุกวัย 

“ผมมีส่วนบุกเบิกการทำข่าวการแข่งขันสนุ้กเกอร์ในต่างประเทศ เดินไปแนะนำตัวเองว่า คือนักข่าวไทย ต้องการรายงานข่าวสนุ้กเกอร์ ข่าวต๋องกลับเมืองไทย ผมคือนักข่าวไทยคนแรกที่เข้าครูซิเบิ้ล เธียเตอร์เพื่อรายงานข่าวสนุ้กเกอร์ชิงแชมป์โลกกลับประเทศ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดนะ แต่มันไม่มีรายละเอียดแบบ เราไปนั่งไปเห็น ไปเก็บข่าวมากฝากคนไทย” 

การชิงแชมป์โลกสนุ้กเกอร์ ต๋อง ศิษย์ฉ่อยปะทะสตีเฟ่น เฮนดรี้ ปี 1991 คือแม็ทช์แห่งความทรงจำระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเฮนดรี้ ซึ่งชนะต๋องก่อนเข้ารอบลึกๆและคว้าแชมป์ในที่สุด แสดงความไม่มีน้ำใจนักกีฬาเมื่อปลายคิวโดนลูกขาวอย่างไม่ตั้งใจ ตามมารยาท นักสนุ้กต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

“เฮนดรี้ไม่ยอมรับ และแทงต่อ ถามว่าเขารู้ไหมว่าผิด รู้ เพราะเขาเจอผมในห้องแถลงข่าว คำแรกที่เขาพูดกับผม สองต่อสองคือ I’m sorry.”

การเดินทางในยุค 90 น่าจะยากลำบากกว่าปัจจุบัน  ไม่มี Google Map ไม่มีใครเปิดลายแทงไว้ ไม่มีสื่ออิเลคทรอนิกส์เป็นตัวช่วย แม้แต่อุปกรณ์สื่อสารประจำตัวก็ไม่มี พูดง่ายๆ ออกนอกบ้าน คุณอยู่ในโลกโดยลำพัง 

“ในแง่หนึ่งมันก็เหมือนการผจญภัย เดินทางไปสนามต่าง ๆ ต้องหาวิธีเดินทางไปเองทั้งหมด โดยเฉพาะสนามที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง เช่น จะเดินทางไปที่โคเวนทรี หรือนอริช ต้องทำอย่างไร ก็เป็นความสนุกรูปแบบหนึ่ง”

“ตอนนั้นได้โอกาสไปทำข่าวฟุตบอลยูโร 1992 ที่ประเทศสวีเดน ก็เดินทางไปทำข่าวตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งมันดีตรงที่ไปทำข่าว ไม่ได้แค่ไปนั่งดูเกมแล้วรายงานผล แต่เราได้ไปดูถึงสนามซ้อม เข้าร่วมการแถลงข่าวก่อนและหลังเกมแบบสด ๆ เดินทางทั่วสวีเดน ยากกว่าอังกฤษ เพราะเขาไม่พูดอังกฤษ ผมพูดสวีดิช หรือเยอรมันไม่ได้ กว่าจะสื่อสารกันได้ ก็เมื่อยมือเหมือนกัน” 

“ถ้าไม่ได้ไปอังกฤษ ไม่เป็นนักข่าว ผมคงไม่มีโอกาสแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่หาได้ไม่ง่าย แถมดูฟุตบอลฟรีอีกด้วย” 

 

จากนักข่าวหนังสือพิมพ์ ผันมาจับงานด้านโทรทัศน์

“ตอนนั้น ไอบีซี ชื่อเดิมก่อนเป็นทรูวิชั่นส์ในปัจจุบันซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬามาเยอะมาก ก็หาคนพากย์ บุคคลแรกที่ชวนไปเป็นผู้บรรยายคือ “น้องหนู” ธราวุธ นพจินดา การพากย์กีฬาเหมือนเป็นเส้นทางแบบรุ่นพี่ปูทางไว้ พี่โย่ง พี่หนู พี่สาธิต กรีกุล” 

“การพากย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องปรับตัวเยอะ เพราะมันต่างจากงานเขียน คนละฟีลเลย”

“การเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับกับงานพากย์ หรืองานเขียน เราต้องศึกษาข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างตอนเริ่มพากย์บอล ผมเริ่มพากย์จากลีกดัตช์ดัชต์ เพราะมันเป็นลีกเล็ก คนสนใจน้อย ซึ่งปัญหาคือไม่มีข้อมูล เพราะยังไม่มีพวกเว็บไซต์สโมสร หรือเพจเฟซบุ๊ก ให้หาข้อมูลได้ง่าย ๆ ต้องไปซื้อข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ นานๆ จะมีข่าวหรือผลการแข่งขัน ลีกเล็กๆมาให้เรา” 

“งานพากย์ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญ รายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ แบบสถิติย้อนหลัง ข้อมูลนักเตะ สโมสร จะเพิ่มอรรถรส ถ้าเราไม่มี หรือจัดระบบไม่ดี เราไม่สามารถสอดแทรกเข้าไปได้ ขณะที่การเขียนหนังสือ เรามาเติมทีหลังได้ ก่อนส่งเข้าระบบพิมพ์”

“แต่ถ้าเป็นกีฬาที่เราไม่เคยพากย์ เช่น ไอซ์ฮอกกี้, เรือใบ, ขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวาง ก็ต้องศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งกติกาการแข่งขัน, วิธีการเล่น, ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ข้อมูลทั้งหมดของแต่ละกีฬา”

 

การพากย์กีฬาได้หลากหลายคือความท้าทายของผู้บรรยายอย่างเขา

“กีฬาที่ไม่ใช่เมน สตรีม จะหาคนที่เข้าใจกติกามีน้อย หรือแทบไม่มีเลย ผมศึกษากติการวดเร็ว อ่านหนังสือภาษาอังกฤษคล่อง เพราะกติกาต่างๆ แทบไม่มีแปลเป็นภาษาไทย อาศัยทักษะที่เราพากย์ได้ ปรับจูนกันไป ก็สามารถทำงานได้ รวมถึงการปรึกษาผู้รู้ อย่างเรือใบ หรือม้ากระโดด ผมโทรคุยหรือไปหาคนที่เขาเล่นจริงๆ จนรู้ว่าต้องเล่นอย่างไร” 

“งานพากย์กีฬาคือความสนุกสำหรับผม ผมรักงานนี้ เพราะปกติเป็นคนชอบดูกีฬา จะเป็นกีฬาอะไรก็สนุกไปหมด ยิ่งพอได้มาพากย์ ได้ศึกษาข้อมูล เรายิ่งอินไปกับมัน เพราะแต่ละกีฬาจะมีความสนุกในรูปแบบของตัวเอง”

นอกจากการทำงานเป็นนักข่าว นักเขียน และนักพากย์ ยังจับงานอื่นในฐานะสื่อกีฬาอีกไหม

“บริษัทขยายงานจากสื่อสิ่งพิมพ์เป็นวิทยุ โทรทัศน์ ผมอยู่ในยุคบุกเบิก อย่างสปอร์ต เรดิโอ เอฟเอ็ม 99 ก่อนปัจจุบัน อสมท. ทำเอง ผมอยู่ในวงสนทนาที่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีคลื่นวิทยุกีฬาแห่งแรกของประเทศ  จนผมทำงานกับพี่ ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา เป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ อย่างเช่น รายการเจาะสนาม หรือการถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆ  ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้ทำงานเบื้องหลัง”

“งานทีวี ผมทำมาเยอะ เบื้องหน้าเบื้องหลัง ได้หมด อาศัยประสบการณ์ลุยเข้าไป เรียนรู้จากคนอื่น จากความผิดพลาด 
เป็นทั้งผู้ประกาศข่าว นักวิเคราะห์ฟุตบอลให้กับทางทรูวิชั่น นอกเหนือจากการบรรยายเกม“

 

ทั้งที่เป็นคนทำงานกีฬาหลายบทบาท เหตุใดถึงจุดหนึ่งคุณถึงหายหน้าไปจากวงการสื่อกีฬาสิ่งพิมพ์

“เริ่มแรกต้องย้อนไปที่ปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ผมเลิกเขียนบทความกีฬา เพราะว่ารู้สึกเบื่อ เนื่องจากการเป็นนักเขียนมันไม่ได้มีอิสระเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมไม่ชอบ เพราะอยากเขียนในสิ่งที่มันเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งอิสระของนักข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มันไม่มีอยู่จริงหรอก ก็รู้สึกเบื่อแล้ว เลิกเขียนไปเลยดีกว่า งานบริษัทส่วนตัวก็ค่อนข้างเยอะ เดินทางบ่อย หากเวลานิ่งๆ สัก 2 ชั่วโมงเพื่อเขียนงานได้ยากมาก”

“ส่วนงานด้านโทรทัศน์ ถึงจุดหนึ่งพอความเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น มีคนรุ่นใหม่เข้ามา การเปลี่ยนผู้ประกาศก็เหมือนการเปลี่ยนดารานักแสดงนั่นแหละ  เหลือแค่การไปพากย์กีฬาอย่างเดียว ซึ่งเป็นงานที่ผมรักและสนุกทุกครั้งที่ได้ทำ”

การลดบทบาทด้านทีวี สอดคล้องกับธุรกิจส่วนตัวกำลังก้าวเดิน การจัดอีเวนต์ในประเทศเฟื่องฟู 

“ผมเปิดบริษัทออร์แกไนซ์ รับงานงานอีเวนต์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2000 ช่วงที่ไม่ได้ทำงานด้านกีฬา หรือเขียนหนังสือ เพราะผมต้องโฟกัสกับงานบริษัทด้วย” 

 

สิ่งใดที่จุดไฟในการทำงานด้านกีฬาให้ลุกโชนอีกครั้ง

“ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมไปเที่ยวต่างประเทศกับภรรยา ทุกวันผมจะมาเขียนบันทึกลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นเหมือนไดอารี่บันทึกความทรงจำ พอเขียนไปเขียนมา มันเริ่มจุดไฟในการเป็นนักเขียนของเรากลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่คิดจะทำเพจอะไรหรอก กลัวคนไม่อ่าน กลัวคนลืม ใครจะมารู้จัก ศิริ อัครลาภในยุคนี้” 

“ตอนเขียนเฟซบุ๊กตัวเอง ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีใครมาอ่าน เพราะแค่อยากบันทึกแต่เรื่องราว พี่น้องเพื่อนๆ เข้ามาคอมเมนต์บอก น่าจะกลับมาเขียนหนังสือ ซึ่งภรรยาผมรู้ว่า เวลาเขียนหนังสือ หรือเฟซบุ๊ก เหมือนผมมีความสุข แบบมันแสดงออกด้านอารมณ์ที่ตัวหนังสือ คนอ่านเขารับรู้ได้” 

“ภรรยาสนับสนุนแกมบังคับให้ผมกลับเขียนคอลัมน์อีกครั้งในพื้นที่ของผมเอง ตอนนั้นผมไม่แน่ใจแค่ว่าผมจะเขียนทุกวันได้หรือเปล่า เผื่อไม่มีใครอยากอ่าน (หัวเราะ) ภรรยาซึ่งเคยเป็นบก.หนังสือคงมองออกว่าสไตล์และมุมมองของผมน่าจะมีคนอ่าน โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าๆ และถ้าไม่ลองทำดู เราจะไม่ได้คำตอบ” 

“สุดท้ายเราก็เปิดเพจขึ้นมา ชื่อ Captain No.12 เขียนเรื่องฟุตบอล ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดนะว่าจะมีคนมาตามเป็นหมื่น ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน เขาช่วยแชร์กันไปว่า “ศิริ อัครลาภ” กลับมาเขียนแล้ว ซึ่งหลายคนก็ไม่รู้ว่า นี่คือนามปากกาของ กิตติกร อุดมผล หลายคนดีใจแบบเหมือนเจอเพื่อนเก่า กลับมาเล่าสารทุกข์สุกดิบกันอีก” 

 

Captain No.12 คือการการกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง ในรูปแบบใหม่ 

 “หนึ่งคือ เราได้เขียนในสิ่งที่เราอยากจะเขียน ไม่มีใครมากำหนดเราได้ว่าเราต้องเขียนอะไรหรือห้ามเขียนอะไร เราเสนอออกไปได้ทุกอย่าง ผู้อ่านจะเป็นคนตัดสิน นี่คือความสุขของคนเขียนหนังสือ” 

“อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมทำเพจฟุตบอลคือ หลายครั้งผมเห็นข่าวเลื่อนผ่านตาทางฟีดเฟซบุ๊ก พอกดเข้าไปอ่านแล้วมันแปลผิด เพราะปกติผมอ่านข่าวภาษาอังกฤษ พอเห็นข่าวที่แปลผิด ความหมายก็ผิดไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่อยากให้ใครอ่านข่าวที่ผิดอยากให้คนได้อ่านอะไรที่มันเป็นความจริง แยกชัดเจน อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือความคิดเห็น” 

หลังจากได้กลับมาทำงานเขียน อะไรที่ทำให้กลับมาทำงานโทรทัศน์ กลับมาเป็นบุคคลหน้าจออีกครั้ง กับรายการ The Discussion

“จุดเริ่มต้นจาก Main Stand ชวน คนที่มาชวนก็คือโทน (พีระณัฐ จำปาเงิน) รุ่นน้องมหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นรุ่นน้องนักพากย์ด้วยกัน สนิทกันเพราะทำงานด้วยกันมาหลายปี หัวหกก้นขวิดกันมาเยอะ รู้ไส้กันว่า นายคนนี้เป็นคนอย่างไร เหมาะจะทำอะไร” 

“โทนมาชวน ว่าอยากทำรายการ The Discussion เพราะอยากได้คนที่มีวัยวุฒิ หรือแก่นั่นแหละ กล้าพูดแบบตรงไปตรงมา โผงผาง ไม่กลัวอะไร ผมฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนุกดี เออทำ ตกลงโดยไม่ถามค่าตัวด้วย คือคนรุ่นผมเป็นแบบนี้ งานมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” 

“อีกอย่างผมติดตาม Main Stand มาตลอด ชอบในการนำเสนอเรื่องราวของ Main Stand คิดว่าถ้ามาทำตรงนี้เคมีน่าจะเข้ากัน Main Stand ชอบรายละเอียด ผมก็ชอบเจาะลึก ไปด้วยกันได้ ไม่ต้องอิงกระแส”

 

แม้จะห่างหายจากการทำงานหน้าจอไปนาน แต่กลับมาครั้งนี้มีอะไรที่ต้องปรับตัวหรือไม่

“ผมไม่นะ ผมถือคติว่า จะทำอะไรต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าโลกของสื่อจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ตัวเราต้องไม่เปลี่ยนแปลง ยึดมั่นความจริง ความถูกต้อง นี่คือหัวใจของข่าว” 

“การทำข่าว อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด ข้อเท็จจริง  ข่าวจะต้องถูกนำเสนอในฐานะเรื่องจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สำหรับผม ความจริง สำคัญกว่าความรวดเร็ว” 

“ฐานะคนนำเสนอ ก็ต้องนำเสนอข่าวผ่านตัวตนของเรา ดังนั้นไม่ต้องเปลี่ยนอะไร”

“สิ่งที่เปลี่ยนคือ การทำงานในยุคนี้จะสนุกกว่าเดิม เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ยุคนี้ข้อมูลมีการอัปเดตทุกนาที ไม่ต้องรอเป็นข้ามวันปีแบบสมัยก่อน”

“อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเราในฐานะคนนำเสนอ คือคนที่เลือกว่าจะนำเสนอข่าวแบบไหน เลือกมุม ฟุตบอลใครชนะ ใครแพ้ มันเรียล ไทม์แล้ว แต่ทำไมมันแพ้ชนะ นี่แหละที่วัดกึ๋นของเรา นี่แหละที่คนต้องดู” 

ท่ามกลางการเข้าถึงข้อมูลที่เปลี่ยนไป บวกกับการกลับมาทำงานในฐานะผู้นำเสนอ มีสิ่งใดที่ต้องเตรียมพร้อมมากเป็นพิเศษไหม

“สำหรับผมไม่มีอะไรพิเศษ แต่เราต้องมีสาระบอกผู้ชม อะไรที่เขาไม่รู้ คาดไม่ถึง หรือตอบปัญหาที่คลุมเครือ เพราะข่าวกีฬาเป็นสิ่งที่เราติดตามอยู่แล้ว ผมอ่านข่าวกีฬามาทั้งชีวิต ว่าง ๆ ก็อ่านตลอด เเราเป็นคนชอบกีฬา อยู่กับมันได้ทั้งวัน”

Main Stand คือมืออาชีพเรื่องเนื้อหา เอามาบวกเข้าด้วยกัน ทำให้งานออกมามีคุณภาพอย่างแน่นอน 

“มีทีมงานคอยช่วย ถกกันก่อน เถียงกัน กลั่นงานออกมาในแต่ละวันก่อนทำรายการ หาสิ่งที่ควรค่ากับการนำเสนอ นอกจากนี้การทำงานของผมจะไม่ใช่การจดโพยใส่กระดาษไปพูด แต่เราต้องเข้าใจ ให้เรื่องนั้นอยู่ในหัวของเรา และบอกเล่าต่อผ่านมุมมองของเรา”

การทำงานในครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้คุณได้ร่วมงานกับสื่อกีฬารุ่นใหม่ มองเห็นความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

“น้อง ๆ ทุกคนที่ทาง Main Stand เลือกมา เป็นคนมีความสามารถ เขามีตัวตนที่ชัดเจน การทำงานคงไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไร เหมือนการแลกเปลี่ยนมุมมองคนต่างยุคมากกว่า จากสิ่งที่เราเห็นมา คนรุ่นใหม่ อาจไม่เห็น แต่ผมเห็นมาแล้ว ฮูลิแกนที่ว่าน่ากลัวเป็นอย่างไรประมาณนี้” 

“ความน่าสนใจคือ มุมมองของเรากับมุมมองของเขาสามารถมาเติมเต็มกันได้ เพราะเราเป็นคนต่างอายุกัน ผมอายุ 50 กับน้อง ๆ อายุ 30 หรือบางคนอาจไม่ถึง ความคิดไม่เหมือนกัน เพราะเราผ่านเรื่องราวมาในแบบที่ต่างกัน แต่ในความแตกต่างกัน เราอยู่ด้วยกันหรือทำงานด้วยกันได้”

“ผมมองว่าตรงนี้เป็นข้อดีสำหรับผู้ชม ที่จะได้เห็นมุมมองของคนต่างยุคในยุคที่ต่างกัน มานั่งพูดคุย วิเคราะห์กัน ทำให้ผู้ชมได้เข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย”

 

The Discussion ให้อะไรกับผู้ชม

“เราอยากให้คนที่ชอบกีฬาแบบวิเคราะห์เจาะลึกได้รับชม เราจะพูดคุยเรื่องกีฬาทุกประเภท อยากจะทำสื่อกีฬาที่ตรงไปตรงมา เหมือนกับที่ Main Stand ทำมา นี่คือความคาดหวังและสิ่งที่อยากจะให้เป็น ผมคิดว่าน่าจะเป็นรายการที่สนุกสำหรับทุกคนที่รักกีฬา” 

สำหรับรายการ The Discussion จะออนแอร์ทุกวัน จันทร์- อาทิตย์ เวลา 18.00-19.00 น. สามารถติดตามได้ทาง ช่องที-สปอร์ต (T-Sports) สถานีกีฬา 24 ชั่วโมงบนทีวีดิจิทั่ล ช่อง 7 



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

이달의 소녀
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x