FEATURE

แกร์รี่ คาสปารอฟ : นักหมากรุกอัจฉริยะ ผู้อุทิศตนเพื่อต่อต้านวลาดิเมียร์ ปูติน | Main Stand



การแสดงจุดยืนทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีกว่า ซึ่งเกิดขึ้นมากในทั่วทุกมุมโลก แม้ผู้เรียกร้องจะต้องเสี่ยงกับการถูกเล่นงานโดยผู้มีอำนาจก็ตาม


 

แกร์รี่ คาสปารอฟ นักหมากรุกชาวรัสเซีย ผู้เป็นเจ้าของสถิติแชมป์โลกอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ คือหนึ่งคนที่ยึดมั่นในการเมืองแบบเสรีนิยม เขาทำการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต โดยไม่รู้เลยว่าศัตรูที่ร้ายกาจกว่ารอเขาอยู่เบื้องหน้า

เมื่อ คาสปารอฟ ต้องต่อสู้กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย นี่จึงเป็นการต่อสู้ของชายหนุ่มผู้อุทิศชีวิตเพื่อล้างอำนาจเผด็จการให้หายไปจากบ้านเกิดของตนเอง

ติดตามเรื่องราวได้ที่ Main Stand

 

กำเนิดอัจฉริยะหมากรุก

แกร์รี่ คาสปารอฟ เกิดที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน (ขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) เมื่อพิจารณาจากความจริงข้อนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นอัจฉริยะหมากรุก เพราะกีฬาชนิดนี้อยู่คู่กับชาวอาเซอร์ไบจาน มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6


Photo : weheartit.com

ดังนั้นแล้วหมากรุกจึงถือเป็นกีฬาที่อยู่คู่กับชาวอาเซอร์ไบจาน ไม่ต่างจาก กีฬาฟุตบอลที่อยู่คู่กับชาวอังกฤษ หรือ บาสเกตบอลที่อยู่คู่กับชาวอเมริกัน เมื่อบวกกับค่านิยมของสหภาพโซเวียตที่ส่งเสริมให้ประชากรตัดสินใจด้วยเหตุผล ความมุ่งมั่น และความแน่วแน่

หมากรุก จึงกลายมาเป็นกีฬาที่เล่นกันในทุกครัวเรือนของอาเซอร์ไบจาน โดย คาสปารอฟ ได้ลองเล่นหมากรุกด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 3 ขวบจากการชักชวนของพ่อแม่ และหลังจากที่เขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนกระดานได้ คาสปารอฟ ก็เริ่มจะติดใจเกมหมากรุกขึ้นมา

เมื่ออายุ 10 ขวบ คาสปารอฟ จึงเริ่มฝึกฝนการเล่นกีฬาหมากรุกอย่างจริงจังที่โรงเรียนของ มิคาอิล บอตวินนิก แชมป์โลกหมากรุกรายที่หกของโลก โดยอาจารย์ที่ทำหน้าที่ประกบคาสปารอฟตัวต่อตัวคือ วลาดิเมียร์ มาโคโกนอฟ นักหมากรุกระดับแกรนด์มาสเตอร์ชาวอาเซอร์ไบจาน

หลังจากฝึกฝนทักษะการเปิดเกมแบบ Caro-Kann Defence และ Queen's Gambit Declined จนเชี่ยวชาญ คาสปารอฟ ได้ลงแข่งขันและคว้าตำแหน่งแชมป์หมากรุกรุ่นเยาวชนของสหภาพโซเวียตมาได้ เมื่อปี 1976 ด้วยวัยเพียง 13 ปี ก่อนจะคว้าแชมป์อีกสมัยในปีถัดมา

ปี 1978 คาสปารอฟ ในวัย 15 ปี สามารถเอาชนะรายการโซโกลสกี้ เมมโมเรียล ทัวร์นาเมนต์ และก้าวสู่ระดับ เชสมาสเตอร์ ได้สำเร็จ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ คาสปารอฟ ตัดสินใจมาเอาดีทางกีฬาหมากรุกอย่างจริงจัง ซึ่งในปีเดียวกันเขาได้ลงแข่งขันการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โซเวียตเป็นครั้งแรก โดยถือเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงแข่งขันรายการนี้

 

เส้นทางสู่แชมป์โลก 

ความสามารถของ คาสปารอฟ บนเวทีหมากรุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1980 เขากลายเป็นผู้เล่นหมากรุกลำดับ 15 ของโลก ก่อนจะเอาชนะในการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โลกรุ่นเยาวชน และก้าวสู่ตำแหน่งแกรนด์มาสเตอร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของผู้เล่นหมากรุกได้สำเร็จ

เส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์โลกของ คาสปารอฟ เริ่มขึ้นจากจุดนี้ เมื่อเขาคว้าตำแหน่งแชมป์จากการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โซเวียต ในปี 1981 ก่อนจะขีดเขียนประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าตั๋วเข้าแข่งขันรายการ แคนดิเดตส์ ทัวร์นาเมนต์ (Candidates Tournament) ปี 1983 ด้วยวัยเพียง 19 ปี ถือเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อันดับ 2 เป็นรองแค่ บ็อบบี้ ฟิชเชอร์ นักหมากรุกชาวอเมริกัน ที่ผ่านเข้าสู่รายการดังกล่าวด้วยวัย 15 ปี

สำหรับใครที่ไม่สันทัดกีฬาหมากรุก แคนดิเดตส์ ทัวร์นาเมนต์ ถือเป็นรายการสำคัญที่สุดในวงการ เพราะผู้ที่จะก้าวขึ้นไปชิงตำแหน่งแชมป์โลกหมากรุกได้ จะต้องเอาชนะในการแข่งขันรายการนี้เท่านั้น ซึ่งในปี 1983 คาสปารอฟ ก็กลายเป็นเต็งหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย เพราะเขาถือเป็นผู้เล่นมือสองของโลก เป็นรองแค่ อนาโตลี คาร์ปอฟ แชมป์โลกหมากรุกในขณะนั้น

การแข่งขัน แคนดิเดตส์ ทัวร์นาเมนต์ ดำเนินยาวนานข้ามปี ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้น คาสปารอฟ ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหมากรุกหมายเลขหนึ่งของโลกในปี 1984 ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เล่นมือหนึ่งของโลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัย 20 ปี ซึ่งสถิตินี้จะคงอยู่ต่อไปอีก 14 ปี ก่อนที่ วลาดิเมียร์ ครัมนิค จะทำลายสถิติดังกล่าวลงในปี 1996

เกริ่นดีกรีและความเก่งกาจมาขนาดนี้ คาสปารอฟ จึงไม่พลาดคว้าตำแหน่งแชมป์แคนดิเดตส์ ทัวร์นาเมนต์ หลังจากเอาชนะอดีตแชมป์โลก วาสิลี สไมลอฟ ในรอบชิงชนะเลิศ และตีตั๋วไปชิงแชมป์โลกหมากรุกได้สำเร็จ โดยความสำเร็จนี้ ยังส่งผลให้ชื่อเสียงของ คาสปารอฟ โด่งดังเป็นอย่างมากในสหภาพโซเวียต ซึ่งมันช่วยให้เขาได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุด

เดือนกันยายน ปี 1984 การแข่งขันชิงแชมป์โลกได้เริ่มต้นขึ้น โดยผู้ชนะจะต้องคว้าชัยเหนือคู่แข่งให้ได้ทั้งหมด 6 ครั้ง แต่การแข่งขันกลับยืดยาวถึง 48 เกม เนื่องจากผลเสมอที่เกิดขึ้น 40 ครั้ง (โดยผลเสมอเกิดขึ้นต่อเนื่องมากที่สุด 17 ครั้ง) ส่งผลให้การชิงแชมป์โลกระหว่าง คาร์ปอฟ และ คาสปารอฟ กลายเป็นเกมชิงแชมป์โลกที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์


Photo : chess24.com

การแข่งขันกินเวลายาวนานถึง 5 เดือน โดยคาร์ปอฟเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน 5-0 แต่คาสปารอฟไล่ตีคืนเป็น 5-3 หลังคว้าชัยชนะในเกมที่ 48 ซึ่งจนถึงตอนนั้น เห็นได้ชัดแล้วว่าทุกอย่างกำลังเป็นใจให้ผู้ท้าชิง แต่แล้วสหพันธ์หมากรุกสากลกลับยกเลิกการแข่งขันเสียดื้อ ๆ โดยอ้างว่าเป็นห่วงสุขภาพของผู้เข้าแข่งขัน

ความสัมพันธ์ของ สหพันธ์หมากรุกสากล กับ คาสปารอฟ แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อบวกกับเสียงวิจารณ์จากทั่ววงการ การแข่งขันชิงแชมป์โลกจึงถูกจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน ปี 1985 โดยเล่นในระบบ 24 เกม ผู้ที่คว้าแต้มมากกว่าหรือถึง 12.5 แต้ม จะได้เป็นแชมป์โลก (ชนะรับ 1 แต้ม เสมอแบ่ง 0.5 แต้ม)

การแข่งขันดำเนินมาถึงเกมที่ 24 โดย คาสปารอฟ นำอยู่ 12-11 แต้ม การแข่งขันเกมนี้จึงบีบให้ คาร์ปอฟ ต้องคว้าชัยชนะให้ได้เท่านั้น เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกจึงเปิดเกมบุกเพื่อหวังปิดบัญชีผู้ท้าชิง ไม่มีการระวังตัวเพื่อหวังผลเสมออีกต่อไป ท้ายที่สุดทุกอย่างจึงเข้าทางคาสปารอฟ เขาสามารถคว้าชัยชนะในเกมที่ 24 และเอาชนะคาปอฟไปด้วยสกอร์ 13-11 แต้ม กลายเป็นแชมป์โลกหมากรุกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัย 22 ปี

 

เดินหน้ารักษาประชาธิปไตย

คาสปารอฟ แข่งขันกับ คาร์ปอฟ เพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกอีก 3 ครั้ง ในการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โลก ปี 1986, 1987 และ 1990 ซึ่งเขาสามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้ทั้งหมด แต่ชีวิตของเขาในขณะนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องหมากรุกให้ปวดหัวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะ คาสปารอฟ เริ่มเอาดีทางการเมือง ซึ่งเขาได้สะสมชื่อเสียงมาตลอดทศวรรษ 1980s

ปี 1990 คาสปารอฟ หันหลังให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีชื่อว่า "พรรคประชาธิปัตย์รัสเซีย" (Democratic Party of Russia) ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองแรกในสหภาพโซเวียตที่มีแนวคิดเสรีนิยมและต่อต้านคอมมิวนิสต์

ความนิยมในแนวคิดการเมืองเอียงขวาของคาสปารอฟ ไม่ได้เพียงเป็นที่ทราบดีในบ้านเกิดเท่านั้น เพราะในปี 1991 เขาได้รับรางวัล Keeper of the Flame จากสถาบันศูนย์นโยบายความปลอดภัย (Center for Security Policy) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งถือเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ที่สำคัญในสหรัฐอเมริกา โดยรางวัลดังกล่าวมีคำอธิบายว่า "มอบให้กับบุคคลที่อุทิศตนในการปกป้องสหรัฐอเมริกาและคุณค่าของชาวอเมริกันทั่วโลก"

ชื่อของ คาสปารอฟ จึงวนเวียนอยู่ในการเมืองฝ่ายเสรีนิยมของรัสเซียเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสียงเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มรูปแบบให้กับประเทศ เมื่อเขาวางมือจากกีฬาหมากรุกในปี 2005 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คาสปารอฟจะเดินหน้าบนเส้นทางการเมืองแบบเต็มตัว โดยเริ่มต้นจากการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวแนวเสรีนิยมที่ชื่อว่า "แนวหน้าพลเมืองร่วมใจ" (United Civil Front)

เป้าหมายหลักของแนวหน้าพลเมืองร่วมใจ คือการทวงคืนประชาธิปไตยและสร้างหลักนิติธรรมแก่สังคมรัสเซียอีกครั้ง เนื่องจากประเทศในเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศ ภายใต้รัฐบาลในรูปแบบอัตตาธิปไตย หรือ การรวมศูนย์อำนาจภายใต้มือของบุคคลเดียว

"เราทำงานเพื่อปกป้องการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตยในรัสเซีย และเราใช้ชื่อแนวหน้าพลเมืองร่วมใจ ไม่ใช่เพราะแค่เราชอบคำว่า แนวหน้า แต่เป็นเพราะเราพร้อมจะตอบโต้ หากผู้มีอำนาจต้องการประกาศสงครามกับเรา" คาสปารอฟ กล่าวในงานแถลงข่าวของขบวนการเคลื่อนไหว

สิ่งเดียวที่แตกต่างจากความสำเร็จในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของคาสปารอฟเมื่อช่วงต้นทศวรรษก่อน คืออำนาจของปูตินกำลังพุ่งขึ้นและพุ่งขึ้นทุกขณะ ไม่ได้เฝ้ารอวันร่วงหล่นเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ คาสปารอฟ จึงก่อตั้งกลุ่ม "รัสเซียอื่น" (The Other Russia) เพื่อบอยคอตการทำงานของรัฐบาลปูตินโดยเฉพาะ แม้หนึ่งในแกนนำก่อตั้งอย่าง เอดูอาร์ด ลิมอนอฟ จะมีแนวคิดชาตินิยมบอลเชวิก หรือ นาซีในรูปแบบรัสเซีย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ คาสปารอฟ ถูกวิจารณ์เป็นอย่างมาก

การแสดงออกเพื่อต่อต้านปูตินอย่างออกนอกหน้า จนเกือบถึงขั้นไม่สนใครหน้าไหนได้นำภัยเข้ามาสู่ คาสปารอฟ หลายต่อหลายครั้ง โดยในปี 2005 เขาถูกชายผู้หนึ่งนำกระดานหมากรุกฟาดหัวในงานแจกลายเซ็น ก่อนจะถูกตำรวจจับหลังจากไปร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนถัดมา และในปี 2007 คาสปารอฟก็ถูกตำรวจจับในลักษณะเดียวกันอีก นอกจากนี้ เขายังเคยถูกโจมตีโดยฝีมือตำรวจลับอีกด้วย

หลังจากถูกเล่นงานโดยรัฐบาลมาหลายรอบ เขาจึงเปิดหน้าแลกด้วยการลงสมัครเป็นประธานาธิบดีรัสเซียในปี 2007 เสียเลย แต่ยังไม่ทันจะได้ลงเลือกตั้งเป็นจริงเป็นจัง เขาก็ถูกจับในเดือนพฤศจิกายน ปี 2007 ด้วยข้อหาเดิม ๆ คือ สร้างความวุ่นวายจากการประท้วง และขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะถอนชื่อออกจากการสู้ศึกประธานาธิบดีในที่สุด แต่ถึงแม้จะพ่ายแพ้ การต่อสู้ของเขากับปูตินก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

ชีวิตนี้เพื่อสู้กับปูติน

คาสปารอฟยังคงเดินหน้าต่อสู้กับปูตินด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบในทศวรรษ 2010s ไม่ว่าจะเป็น การสร้างแคมเปญ "ปูตินต้องออกไป" (Putin must go) ซึ่งมีผู้ลงชื่อสนับสนุนเกือบแสนคน หรือการสนับสนุนวง Pussy Riot ที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์ปูติน โดยเจ้าตัวเดินทางไปรับฟังการไต่สวนและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายบริเวณด้านนอกศาล

เมื่ออำนาจของปูตินเพิ่มขึ้นทุกวันสวนทางกับความปลอดภัยของตัวเขาที่ลดเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีกระแสข่าวหนาหูในปี 2013 ว่า คาสปารอฟ กำลังตัดสินใจลี้ภัยออกจากรัสเซีย ก่อนจะถูกรัฐบาลปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้ ซ้ำร้ายยังโจมตีปูตินอีกว่า เขาไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และภัยฟาสซิสต์กำลังมาถึงรัสเซีย

เดือนมิถุนายน ปี 2013 คาสปารอฟ เดินทางไปรับรางวัลสาขาสิทธิมนุษยชนจาก UN Watch ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งหลังจากรับรางวัลดังกล่าว เจ้าตัวได้เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษลงบนเว็บไซต์ The Daily Beast ถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และตัวเขาจะไม่กลับไปยังรัสเซียตราบใดที่อำนาจเผด็จการของปูตินยังคงอยู่

"เมื่อผมเลิกเล่นหมากรุกในเดือนมีนาคม ปี 2005 เพื่อเข้าร่วมขบวนการต่อต้าน แนวคิดของผมในการรวมกลุ่มคนทั้งหมดที่ต่อต้านปูตินแล้วไปเดินขบวนร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ทางการเมือง ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง" เนื้อหาส่วนหนึ่งที่คาสปูรอฟเขียนใน The Daily Beast

"แต่การได้เห็นธงหลายร้อยผืนที่เป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ เสรีนิยม ไปจนถึง ชาตินิยม ที่ร่วมใจกันเดินขบวนเพื่อ 'รัสเซียไร้ปูติน' ถือเป็นการเติมเต็มความฝันของผม แต่มันเป็นความฝันสั้น ๆ เพราะฝ่ายตรงข้ามคอยเล่นงานเรา และน่าเศร้าที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ยังคงหลับใหลต่อไป"

ท้ายที่สุด คาสปารอฟ ตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่ประเทศโครเอเชีย ซึ่งตัวเขามีบ้านพักตากอากาศอยู่แล้ว และเนื่องจากเคยเป็นผู้สนับสนุนการแยกตัวออกจากยูโกสลาเวียของโครเอเชีย คาสปารอฟจึงได้สิทธิเป็นพลเมืองโครเอเชีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 และสามารถอาศัยอยู่ในยุโรปโดยไม่ต้องกังวลถึงอิทธิพลของปูตินได้

ถึงแม้ทุกวันนี้ คาสปารอฟ จะไม่ได้อาศัยอยู่ในรัสเซียแล้ว แต่เขายังออกมาโจมตีการกระทำต่าง ๆ ของปูตินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การประท้วงกฎหมายแอนตี้เกย์ ในปี 2013, การวิจารณ์การบุกรุกไครเมียของกองทัพรัสเซียในปี 2014 หรือ เขียนหนังสือ Winter Is Coming: Why Vladimir Putin and the Enemies of the Free World Must Be Stopped ในปี 2015

ล่าสุดในปี 2021 คาสปารอฟ ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาโจมตีบัญชีการเงินของผู้มีอำนาจในรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า "ภาษาเดียวที่ปูตินเข้าใจคืออำนาจ และอำนาจของปูตินคือเงินของเขา" นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขายังคงจองล้างจองผลาญปูตินไม่เปลี่ยนแปลง

การต่อสู้ของคาสปารอฟกับปูติน จึงยืดเยื้อไม่แพ้เกมหมากรุกชิงแชมป์โลกในปี 1984 ที่แม้ผลแพ้ชนะของการแข่งขันรอบนี้อาจไม่ยากเกินคาดเดา แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ใช่แค่การเอาชนะ บางครั้งมันหมายถึงการสร้างความตื่นรู้แก่ประชาชน และเหตุผลเดียวที่คาสปารอฟไม่ยอมหยุดแบบทุกวันนี้ ก็เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ปูติน คือเผด็จการแห่งรัสเซียที่ต้องรีบกำจัดออกไปจากประเทศให้เร็วที่สุด

 

แหล่งอ้างอิง

http://chessmetrics.com/cm/CM2/PlayerProfile.asp?Params=199510SSSSS3S062926000000131000000000000010100
http://www.olimpbase.org/Elo/Elo198001e.html
http://www.azer.com/aiweb/categories/magazine/33_folder/33_articles/33_kasparov.html
https://www.newyorker.com/magazine/2007/10/01/the-tsars-opponent
https://archive.ph/20070509165213/http://www.mosnews.com/news/2005/05/18/kasparovfront.shtml#selection-1423.11-1423.241
https://en.chessbase.com/post/pictures-of-the-moscow-aault
https://en.chessbase.com/post/kasparov-manhandled-by-police-at-moscow-protest



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Because our lives aren't romantic as DEAN's songs.
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x