NEWS

สหราชอาณาจักรยืนยันจับมือไอร์แลนด์ เป็นเจ้าภาพร่วม ฟุตบอลโลก 2030 แม้ UEFA เพิ่งสั่งแบนแฟนบอล



ฟุตบอลโลก ถือเป็นอีเว้นท์กีฬาอันดับต้น ๆ ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และจากการที่ในอนาคต ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป จะมีทีมเข้ารอบสุดท้ายถึง 48 ชาติ ทำให้หลายประเทศต่างจับมือกันเพื่อยื่นขอเป็นเจ้าภาพ รวมถึงประเทศในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ซึ่งเตรียมขอบิดเป็นเจ้าภาพปี 2030

 


แม้ว่าอังกฤษเพิ่งถูกลงโทษห้ามแฟนบอลเข้าสนาม จากเหตุการณ์ป่วนสนามเวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 ก็ตาม

โดยใน ยูโร 2020 ที่ผ่านมา อังกฤษได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงพฤติกรรมของแฟนบอล ซึ่งในนัดชิงชนะเลิศกับ อิตาลี ได้มีกลุ่มแฟนบอลต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจ และบุกเข้าไปชมเกมในสนามทั้งที่ไม่มีบัตรเข้าชม นอกจากนี้ยังมีการโห่เพลงชาติอิตาลีก่อนเกม จนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) สั่งลงโทษ ห้ามแฟนบอลเข้าชมเกม 1 นัด พร้อมกับปรับ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) 100,000 ยูโร (3.87 ล้านบาท) 

อย่างไรก็ตาม ไซม่อน มอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ UK Sport อ้างว่าการโดนแบนของอังกฤษจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเสนอตัวจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในอีก 9 ปีข้างหน้า ร่วมกับ สกอตแลนด์ , เวลส์ , ไอร์แลนด์เหนือ และสาธารณรัฐไอร์แลนด์

โดยรัฐบาลอังกฤษได้จัดเตรียมเงินประมาณ 2.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 128 ล้านบาท) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกชาย แต่ มอร์ตัน ก็ยอมรับว่าตัวเขาไม่แน่ใจว่าทั้ง 5 ชาติจะได้เข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติทั้งหมดหรือไม่ แม้จะเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีมก็ตาม

มอร์ตัน กล่าวว่า “มันอยู่ระหว่างการเจรจา เราไม่รู้ว่า FIFA จะจัดสรรให้จำนวนเท่าใด แนวทางการบิดจะยังไม่มีการเปิดเผยจนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า และเมื่อทราบผล สมาคมฟุตบอลทั้ง 5 แห่งจะมาตกลงหาวิธีแก้ไขกัน หากมีจำนวนน้อยกว่า 5”

โดย จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เปิดเผยว่าการมีเจ้าภาพประเทศเดียวจัดฟุตบอลโลกกำลังจะกลายเป็นอดีต เขากล่าวว่า “การที่ประเทศหนึ่งต้องแบกรับภาระการจัดฟุตบอลโลกด้วยตัวเองจบลงแล้ว เรารู้ว่าเราสามารถนำความสุขและความสามัคคี สร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนได้มากกว่า 1 ประเทศ เราไม่ได้อยากให้ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องล้มละลาย”

อังกฤษ เคยเป็นเจ้าภาพครั้งเดียวเมื่อปี 1966 ซึ่งจบลงด้วยแชมป์สมัยเดียของประเทศ อีกทั้งยังเคยยื่นบิดอีก 4 ครั้งในปี 1990, 1998, 2006 และ 2018 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ซึ่งนอกจาก สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์แล้ว ยังมีสเปนและโปรตุเกสที่จะจับมือเป็นเจ้าภาพร่วม เช่นเดียวกับ โมร็อกโก ที่อาจจะร่วมมือกับตูนิเซียและแอลจีเรีย ประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาเหนือ

ขณะเดียวกัน ยังมีชาติจากอเมริกาใต้อย่าง อุรุกวัย , อาร์เจนตินา , ชิลี และ ปารากวัย ที่จะรวมตัวกันบิด ในฐานะที่ครบรอบ 100 ปีของการจัดฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1930 ที่อุรุกวัย

นอกจากนี้ โรมาเนีย , กรีซ , บัลแกเรีย และเซอร์เบีย ที่แสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันบิด  และยังมีจีนที่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพ อีกทั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า ซาอุดีอาระเบีย กำลังพิจารณาร่วมมือกับ อิตาลี เพื่อบิดร่วม

โดยทาง ซาอุดีอาระเบีย อยู่เบื้องหลังข้อเสนอสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จะจัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี และ FIFA กำลังศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะสามารถจัดทัวร์นาเมนต์ชายและหญิงทุก ๆ 2 ปีแทนที่จะเป็น 4 ได้หรือไม่ ซึ่งแผนดังกล่าว ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากบุคคลสำคัญ และองค์กรต่างๆ ในวงการลูกหนัง

ซึ่ง มอร์ตัน เองก็เชื่อว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกทุก 2 ปีอาจนำไปสู่ ​​"การแข่งขันกีฬาที่มากเกินไป” เขาให้คำเห็นว่า “เหตุผลหนึ่งที่ได้รับความนิยมก็เพราะว่ามันมีไม่บ่อย” 

ขณะที่ทางด้านของโฆษกของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน กล่าวว่า การยื่นบิดเป็นเจ้าภาพในปี 2030 นั้นมีความจริงจังเป็นอย่างมาก แต่ก็ยอมรับว่า “จำเป็นต้องเรียนรู้จากบทเรียนสำคัญ” หลังจากเกิดปัญหาที่เวมบลีย์

“ชื่อเสียงของเราในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกนั้นแข็งแกร่ง ปีหน้าเราจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพที่เบอร์มิงแฮม ,  ฟุตบอลยูโรหญิง และรักบี้ลีกเวิลด์คัพหญิง ดังนั้นการยื่นบิดร่วมกันระหว่างสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ในปี 2030 น่าจะเป็นผู้สมัครที่แข็งแกร่งมาก”

 

ที่มา :

https://www.insidethegames.biz/.../five-nation-2030-fifa...



AUTHOR

ศุภโชค อ่วมกลัด

สวัสดีมีเมตตา เรามาดีนะ
     


PHOTO

ปฐวี ยอดเนียม

ช่างภาพ ที่รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องจริง ชอบกินกาแฟ และรักการเตะฟุตบอล ชื่นชอบ กีฬาต่างๆ ความฝันคือการปั่นจักรยานท่องโลก ❤
     


x