FEATURE

ซูซูกิ คัพ 2014 การกลับมาผงาดแชมป์สุดยิ่งใหญ่ในยุค "ซิโก้ เดอะ ฮีโร่" | Main Stand



ในช่วงเวลาราวปี 2010 ฟุตบอลทีมชาติไทยเป็นหนึ่งในทีมที่สร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอลไทยอยู่เป็นประจำ เมื่อบ่อยครั้งเข้าความผิดหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นความเฉยชา ซึ่งย้ำชัดด้วยภาพการแข่งขันแต่ละนัดที่แทบไม่มีแฟนบอลเข้าไปชมเกมการเเข่งขันเลย 


 

ผลกระทบถูกส่งมายังทุกฝ่าย นักเตะไทยถูกมองว่าเป็นพวกขี้แอคไม่ขยันวิ่ง โค้ชทีมชาติไทยไม่ว่าจะคนไหนก็มักถูกมองว่าเลือกใช้งานนักเตะที่เป็นเด็กเส้น ทั้งหมดคือภาพสะท้อนผลงานของทีมชาติไทยยุคนั้น 

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดที่จะทำให้สิ่งที่อยู่ในห้วงเวลาของความตกต่ำพลิกกลับมาเป็นความหวัง ความถูมิใจ และสิ่งที่ปลุกให้แพชชั่นของการเชียร์ทีมชาติไทยพลุ่งพล่านที่สุด คงหนีไม่พ้นการได้เป็นแชมป์ซูซูกิ คัพ 2014 

การเป็นเจ้าอาเซียนอาจจะเป็นเรื่องที่เราเคยทำได้บ่อย ๆ เมื่อครั้งอดีต แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นแชมป์ที่สร้างปรากฎการณ์และเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างของวงการฟุตบอลไทย 

ติดตามทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า จากความตกต่ำสู่ความการฮิตติดลมบนของทัพช้างศึกชุด "ดรีมทีม" ได้ที่ MainStand

 

วันที่ไม่เหลืออะไรให้หวัง

ปกติเเล้วฟุตบอลไทยถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่เอาใจคนไทยได้ยากที่สุด ครั้งหนึ่งเราเก่งกาจมาก ๆ ไม่มีชาติใดในอาเซียนสู้ได้ ยิ่งในทัวร์นาเมนต์ระดับภูมิภาคอย่าง ซูซูกิ คัพ (ชื่อเดิม ไทเกอร์ คัพ) หรือ ซีเกมส์ แล้ว เรียกได้ว่าทัพช้างศึกต้องเป็นเต็งจ๋า เข้าวินสบาย ๆ แทบทุกครั้งไป 

ความสำเร็จที่ไม่ได้ยากเย็นกลายเป็นความเคยชินและความเบื่อหน่าย เราเริ่มคิดไปไกลกว่านี้และมองว่าระดับอาเซียนมันธรรมดาและง่ายเกินไปสำหรับขอบเขตความสามารถของทีมชาติไทย และในขณะที่เราเริ่มเบื่อนั้นเอง ... เราจึงได้พบว่าคู่แข่งในภูมิภาคเริ่มขยับเข้ามาใกล้เรามากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ก็เป็นเราเสียเองที่กำลังถอยหลังลงคลอง

หลังปฏิทินเปลี่ยนเข้าสู่ปี 2010 ความเป็นเต้ยของไทยในอาเซียนก็โดนตั้งคำถาม ใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ทีมไทยได้โค้ชดังที่เป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลกอย่าง ไบรอัน ร็อบสัน มาคุมทีม ทว่าผลงานกลับน่าผิดหวังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผลงานทั้ง 3 นัดของไทยในเวลานั้นคือ เสมอ สปป. ลาว 2-2, เสมอ มาเลเซีย 0-0 และแพ้ อินโดนีเซีย 1-2 ตกรอบแรกเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สำหรับรายการนี้ ... จากนั้นเราก็เริ่มกล่าวอ้างอะไรต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บตัวที่มีเวลาน้อย โปรเเกรมการเเข่งขัน หรือใด ๆ ก็ตามที่ใช้มาเป็นข้ออ้างได้ ... ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าเราลืมกันไปแล้วว่าแต่ก่อนเราเคยพูดกันว่าระดับอาเซียนเอาเด็กไทย (ทีมชุดเยาวชน) ไปเตะก็เป็นแชมป์สบาย ๆ 

การตกจากที่สูงส่งผลกระทบไปยังทุกฝ่าย นักเตะไทยถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวก "ขี้แอค" เงินเดือนเยอะแต่ไม่ทุ่มเทตอนที่เล่นให้กับทีมชาติ โค้ชโดนวิจารณ์เรื่องการเลือกนักเตะ ขณะที่สมาคมก็โดนแหกไม่เว้นแต่ละวันถึงการจัดการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทีมชาติไทยเลย 

การชี้นิ้วโทษกันไปด่ากันมาทำให้ช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ มีการจ้างกุนซือชาวเยอรมันอย่าง วินฟรีด เชเฟอร์ เข้ามาแต่ก็ทำทีมได้ไม่นาน ด้วยผลงานที่เหมือนจะดีในช่วงแรกแต่นานเข้าทุกอย่างก็วนกลับสู่ลูปเดิม ทั้งการชวดแชมป์ซูซูกิ คัพ 2012, ตกรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ 2015 มันกลายเป็นความผิดหวังซ้ำซากในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้แฟนบอลไทยหลายคนหันหลังให้กับทีมชาติไทยด้วยการไม่เข้าไปชมเกมในสนาม จนถึงขั้นเลิกติดตามเพราะความเบื่อหน่ายกับข่าวแง่ลบในทุก ๆ ด้านไปเลย 

จนกระทั่งในปี 2013 ที่สมาคมฟุตบอลไทยแต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตฮีโร่ทีมชาติไทยสมัยยังเป็นนักเตะเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ช หลายคนก็ยังคงไม่เชื่อว่า "ซิโก้" จะเป็นคนที่ใช่ เพราะในช่วงเวลาการเป็นโค้ช ซิโก้ ทำได้ดีที่สุดแค่การเป็นรองแชมป์ไทยลีกสมัยที่คุม ชลบุรี เอฟซี เท่านั้น บ้างก็คิดทฤษฎีสมคบคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าสมาคมตั้ง ซิโก้ มาเป็นโค้ชเพราะหมดเงินในการจ้างโค้ชต่างชาติ รวมถึงเรื่องการที่เอาฮีโร่ขวัญใจแฟนบอลไทยมานั่งตำแหน่งนี้ก็เพื่อให้เสียงวิจารณ์ลดน้อยลง

ต่างคนต่างคิดแล้วแต่ว่ามุมมองของใครจะเป็นแบบไหน ทว่าหลังจากเริ่มงานได้ไม่นาน โค้ชซิโก้ ที่ไม่เคยถูกแฟนบอลตั้งความคาดหวังเอาไว้ กลับเริ่มต้นทำงานของเขาแล้วเปลี่ยนแปลงทีมชาติไทยไปทีละน้อยภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ... และความพีคในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำนายไว้กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ 

 

ขี้แอคได้แต่ไม่ใช่ยุค "ซิโก้"

"นักฟุตบอลทีมชาติไทยในยุคนี้จะต้องเป็นนักเตะที่ความมีฟิต สามารถเล่นสไตล์วิ่งสู้ฟัดได้ คนไหนไม่เต็มใจติดทีมชาติก็ไม่เป็นไร เรายังมีคนอื่นที่อยากจะเล่นและพร้อมจะทุ่มเทเต็มที่ให้กับทีมชาติไทยอยู่อีกมาก" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กล่าวเอาไว้ในการสัมภาษณ์กับช่อง PPTV

หลายคนอาจจะเชื่อว่าประโยคดังกล่าวเป็นการสร้างวาทกรรม เพราะเราต่างคุ้นชินกับนักเตะไทยที่มักหมดสภาพช่วงท้ายเกมเพราะปัญหาความฟิต หรือการวิ่งน้อยเกินไปในการเจอกับทีมที่เเกร่งกว่า ทว่า ซิโก้ ใช้ผลงานในเกมนัดประวัติศาสตร์ดับเสียงวิจารณ์ทุกอย่าง และทำให้แฟนบอลไทยหลายคนเกิดอาการ "เอ๊ะ" ขึ้นมา

เกมดังกล่าวเป็นการเยือนทีมชาติจีนในแมตช์อุ่นเครื่อง มองเหลี่ยมไหนไทยก็เป็นรองเสมอ เเต่ ซิโก้ ที่เลือกเอากลุ่มนักเตะอายุน้อยหลายคนมาติดทีมชาติเพราะเชื่อว่าเป็นไม้อ่อนที่ดัดง่าย เขาเชื่อว่าการให้โอกาสนักเตะตั้งแต่อายุยังน้อยคือการสร้างพัฒนาการที่ดีในระยะยาว เเละเหนือสิ่งอื่นใดยิ่งหนุ่มเท่าไหร่ไฟก็ยิ่งแรงเเท่านั้น... 

แรงขนาดไหนไม่ต้องสืบกันเยอะทีมชาติไทยบุกยิงจีนถึงบ้านเละเทะ 5-1 และนั่นคือเกมที่เปลี่ยนแปลงและนำร่องสำหรับแนวทางการสร้างทีมชาติไทยยุคใหม่ในสมัยของของโค้ชซิโก้ นักเตะตัวหลักถูกเปลี่ยนโฉมหน้า นำโดยแข้งอายุน้อยอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น, อดิศักดิ์ ไกรษร, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เป็นต้น ซึ่งภายหลังนักเตะทั้งหมดนี้ก็ได้กลายมาเป็น 11 ขุนผลทีมชาติไทยชุดใหญ่ในยุคซิโก้ในเวลาต่อมา

"นักเตะมีความกระหายที่จะเล่นและสามารถทำได้ตามแทคติกที่วางไว้ ก็ต้องขอชื่นชมนักเตะทุกคนที่ช่วยกันสู้เต็มที่ และทำให้พี่น้องชาวไทยทั้งประเทศมีความสุข โดยวันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเหล่านี้มีดีพอที่จะเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ได้สบาย" ซิโก้ กล่าวหลังจบเกมนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนบอลไทยเริ่มกลับมาสนใจทีมชาติไทยอีกครั้ง จากกลุ่มเด็กหนุ่มที่เล่นด้วยสไตล์วิ่งสู้ฟัดและมีวิธีการเข้าทำที่สนุกดูสวยงาม

ซิโก้ พาทีมลุยคว้าเเชมป์ ซีเกมส์ ที่ เนปิดอว์ ในปี 2013 พ่วงด้วยการคว้าอันดับ 4 ในเอเชียนเกม ที่เกาหลีใต้ ตอนนั้นกระแสทีมชาติไทยฟีเวอร์ได้เกิดขึ้นใหม่อย่างชัดเจน นักเตะไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นแม้กระทั่งกับคนที่ไม่ดูฟุตบอลก็ยังรู้จัก เจ ชนาธิป หรือ ชาริล ชัปปุยส์ เหนือสิ่งอื่นใดแฟนบอลที่เคยหันหลังให้ทีมชาติไทยก็กลับมาเชียร์ทีมอย่างมีแพชชั่นอีกครั้ง สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือเสื้อแข่งของทีมชาติไทยในเวลานั้นถึงขั้นขาดตลาด เสื้อทีมชาติไทยมือ 2 ก็ยังมีราคาแพงกว่าเสื้อที่วางขายในห้างร้านด้วยซ้ำ 

คนไทยกลับมาสนุกกับการดูฟุตบอลอีกครั้งภายในเวลาแค่ปีกว่า และจุดพีคจริง ๆ ก็มาถึง ในฟุตบอลซูซูกิ คัพ 2014 ... รายการที่ไทยห่างหายจากบัลลังก์มานาน ตอนนี้พร้อมแล้วที่ทัพช้างศึกเลือดใหม่จะกลับมาทวงคืนทุกอย่างอีกครั้ง

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 โลกใบใหม่ของทีมชาติไทย

เข้าสู่ปี 2014 ด้วยผลงานที่ดีต่อเนื่อง โค้ชซิโก้ได้รับสัญญาฉบับใหม่และได้สิทธิ์คุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ และมีภารกิจทวงคืนเเชมป์อาเซียนที่ห่างหายไปถึง 12 ปี 

ไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่านี่คืองานที่กดดันอย่างที่สุด แต่หากมองในมุมกลับยิ่งแรงกดดันมากแค่ไหนหากทำผลงานได้ดีก็ยิ่งสร้างอิมแพ็กต์ได้มากขึ้นเป็นเท่าตัว และทีมชาติไทยก็เริ่มวาดลวดลายให้เห็นในซูซูกิ คัพ 2014 ที่ไม่ใช่แค่สวยงามเท่านั้น แต่ยังทรงประสิทธิภาพในเวลาเดียวกันอีกด้วย 

ทีมชาติไทยลงเล่นรอบแรก 3 นัดด้วยการเก็บ 9 แต้มเต็มสบาย ๆ หากย้อนเวลากลับไปเชื่อว่าหลายคนคงยังจำกระแสที่เกิดขึ้นในเวลานั้นได้ นักเตะอย่าง ชัปปุยส์ ดังยิ่งกว่าดารา, ขณะที่นักเตะคนอื่น ๆ ก็ถูกเรียกด้วยชื่อเล่น ซึ่งหมายความว่าแฟนบอลหลายคนลงลึกในการเชียร์จนรู้ที่มาที่ไปของแต่ละคนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ฉายาต่าง ๆ ก็ถูกคิดขึ้น ทั้ง "ลิงเจ (ชนาธิป)", "นฤต้น (นฤบดินดร์)", "ปุย (ชัปปุยส์)" ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นที่สนุกกับการดูฟุตบอล ทีมชุดนั้นสร้างแฟนคลับหน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงขึ้นมาด้วย

เรียกได้ว่าเดินไปไหนก็เห็นคนใส่เสื้อทีมชาติไทยที่สกรีนด้วยชื่อนักเตะในทีมชาติชุดนั้นเต็มไปหมด นี่คือสิ่งที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ ในบ้านเรา ที่เสื้อบอลทีมชาติกลายเป็นแฟชั่นได้ขนาดนี้ 

ผลงานของทีมชาติไทยร้อนแรงมากในเวลานั้น รอบ 4 ทีมสุดท้าย ไทย ปราบ ฟิลิปปินส์ และเข้าไปเจอกับ มาเลเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งหากชนะง่าย ๆ มันคงไม่มีเรื่องเล่าและไม่เป็นตำนานขนาดนี้แน่...

เกมนัดชิงชนะเลิศนัดแรกของทีมชาติไทยที่เปิดบ้านเจอกับ มาเลเซีย ที่ไทยเคยเอาชนะมาได้ในรอบแรก แต่กว่าที่ทีมชาติไทยจะได้ประตูขึ้นนำก็ต้องอึดอัดกันจนถึงนาทีที่ 71 เมื่อทีมไทยมาได้จุดโทษก่อนที่ ชาริล ชัปปุยส์ จะยิงให้ไทยออกนำ 1-0 และท้ายเกมทีมไทยก็นำห่างเป็น 2-0 จาก เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ทำให้ทีมชาติไทยตุนความได้เปรียบในเกมแรกได้สำเร็จ  

เหนือสิ่งอื่นใดเกมนั้นเกิดเรื่องที่น่าจดจำขึ้นอีกอย่าง นั้นคือจังหวะชิ่งบอลกัน 27 ครั้งก่อนหลุดเข้าไปยิงโดย ชาริล ชัปปุยส์ แม้จะไม่เข้าแต่ก็กลายเป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าซิกเนเจอร์ของทีมชาติไทยชุดนี้คืออะไร ภายใต้คำจำกัดความที่โค้ชซิโก้ตั้งขึ้นมาว่า "ติ๊กต่อกสไตล์" นั่นคือการใช้บอลเคลื่อนที่ในจังหวะสั้น ๆ และใช้ความเร็วของการเคลื่อนที่มารับส่งบอลกันอย่างรู้ใจในจังหวะเดียวนั่นเอง

นาทีนั้นใครก็คิดว่าสบายแล้ว ชนะ 2-0 เล่นก็เหนือกว่าทุกมิติ แต่สิ่งที่แฟนบอลหลายคนคาดคิดคือ เกมนัดที่ 2 ที่ไทยต้องไปเยือน มาเลเซีย ที่บูกิตจาลิล นั้นไม่ใช่ของง่าย เพราะในสนามแห่งนี้คือหนึ่งในสนามนรกทีมเยือนระดับอาเซียน ชนิดที่ว่านักเตะไทยยังไม่เคยมาชนะที่นี่เลยสักครั้ง 

หลังจากเริ่มเกมสิ่งที่เคยเหนือกว่า สไตล์ที่สวยงามที่เคยทำได้กลับหายไปในกลีบเมฆ เนื่องด้วยนักเตะไทยชุดนั้นอายุน้อยมากและยังไม่เคยชินกับการรับมือกับความกดดันของสนามที่จุแฟนบอลเฉียด ๆ แสนคนสนามนี้ 

เสียงของกองเชียร์มาเลเซียดังอื้ออึงตลอด 90 นาที นักเตะเสือเหลืองเล่นบอลแบบอาเซียนสไตล์ ถึงลูกถึงคนจนทีมไทยเล่นไม่ออก เล่นไปได้แค่ 5 นาที มาเลเซีย ก็มาได้จุดโทษและออกนำไปก่อน 1-0 จากนั้นโมเมนตัมก็เอียงไปฝั่งเจ้าถิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไทยเราเหมือนมวยที่หลังพิงเชือก ได้เเต่เด้งเชือกหลบแบบตอบโต้ไม่ไหว เเละยิ่งเล่นก็ยิ่งหมดแรงไปเอง สุดท้าย มาเลเซีย ก็มาได้ประตูที่ 2 และ 3 อย่างต่อเนื่อง พลิกกลับมาเป็นฝ่ายนำในสกอร์รวม 3-2 จนแฟนบอลไทยในเวลานั้นพากันกัดเล็บที่หน้าโทรทัศน์แบบไม่อยากจะเชื่อ 

เราไม่มีทางคาดเดาอะไรได้เลยกับกีฬาฟุตบอล เรานำ 2-0 แต่กลับโดนยิง 3 เม็ดรวดในเกมที่ 2 และในขณะที่เราหมดหวัง ทุกอย่างก็เหวี่ยงกลับมาฝั่งไทยเราแบบที่ไม่ว่าใครก็ไม่ทันตั้งตัว 

นาทีที่ 81 จังหวะฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ สารัช อยู่เย็น ตั้งสมาธิก่อนจะปั่นไปติดเซฟนายทวารมาเลเซีย แต่บอลมาเข้าทางชาริล ชัปปุยส์ ทำให้เจ้าตัวได้จังหวะวอลเลย์เข้าประตูไปให้ไทยไล่มา 1-3 ในเกมนี้ 

นาทีนั้นบอกได้เลยว่าทุกบ้านเฮกันลั่น เสียงดังสนั่นซอย เพราะประตูนี้คือประตูที่ทำให้ ไทย จะกลายเป็นแชมป์ทันทีแม้จะเสมอกันด้วยสกอร์รวม 3-3 ภายใต้กฎอเวย์โกล 

เราได้เห็นสีหน้าสุดเหวี่ยงของ ชัปปุยส์ และการฉลองอย่างบ้าคลั่งของนักเตะไทยในสนามรวมถึงกลุ่มตัวสำรอง นาทีนี้เรามั่นใจจากสิ่งที่ได้เห็นเเล้วว่า ทีมชาติไทยกลับมาเเล้วในช่วง 9 นาทีสุดท้ายของเกม 

ประตูเดียวเปลี่ยนทุกอย่าง เมื่อสถานการณ์ความกดดันคลี่คลาย ความเหนือชั้นก็กลับมาเป็นของทีมชาติไทยอีกครั้ง ก่อนที่ ชนาธิป จะลากเดี่ยวเข้าไปซัดไกลด้วยเท้าซ้าย ให้ไทยไล่มาเป็น 2-3 (สกอร์รวมกลับมานำที่ 4-3) ซึ่งนั่นเป็นประตูที่ทำให้เสียงเชียร์ในบูกิตจาลิลเงียบลงไปโดยปริยาย สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงแต่ลีลาการเล่นของนักเตะไทยและการฉลองแชมป์ที่ไม่ว่าใครก็ไม่มีวันลืมลง เพราะนี่คือหนึ่งในเเชมป์อาเซียนที่มันและคลาสสิกที่สุดของทัพช้างศึกอย่างไม่ต้องสงสัย 


การได้แชมป์ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ถือเป็นการปลุกกระแสความศรัทธาในวงการฟุตบอลไทยให้กลับมาอีกครั้ง พร้อมต่อยอดความสำเร็จนี้สู่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบ 12 ทีมสุดท้าย ที่ทีมชาติไทยไม่แพ้ใครในรอบแบ่งกลุ่มเลยแม้แต่เกมเดียว 

จากพลังศรัทธาในครั้งนั้นก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว ภาพบรรยากาศความสุขจากการทวงบัลลังก์แชมป์จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ แต่ความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นจะกลายเป็นพลังที่สร้างและยกระดับวงการฟุตบอลไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งแน่นอน 



AUTHOR

วิรวิชญ์ เจริญเชื้อ

หนุ่มผู้หลงรักในเสน่ห์ของตัวเลขและตรรกศาสตร์ เล่นกีฬาไม่เก่ง แต่ชะตานำทาง สู่แวดวงกีฬาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x