FEATURE

ช้าง เอฟเอ คัพ ฟุตบอลน็อคเอาท์ที่เดิมพันความยิ่งใหญ่สู่ถ้วยเอเชีย 



หนึ่งในรายการการแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญของประเทศไทย คือ “ช้าง เอฟเอคัพ” ในฐานะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยอันดับหนึ่งของบ้านเรา ผู้ชนะจะได้ครองถ้วยรางวัลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 57 ปี รวมถึงเงินรางวัล 5 ล้านบาท


 

เท่านั้นยังไม่พอ ช้าง เอฟเอคัพ คือโอกาสสำคัญที่จะส่งทุกสโมสรที่คว้าแชมป์ เข้าแข่งขันใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นความฝันของสโมสรฟุตบอลไทยทุกทีม

จากอดีตที่ยากลำบากของรายการนี้ ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน จนถูกยกเลิกการแข่งขันก็เคยมาแล้ว สู่ความเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นถ้วยรางวัลที่หลายสโมสรตั้งเป้าว่าจะต้องคว้ามาครองให้สำเร็จ 

ติดตามไปพร้อมกับเรา

 

จุดเริ่มต้น เอฟเอคัพ 

การแข่งขันไทยแลนด์ เอฟเอคัพ ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2517  ก่อนหน้านั้นเคยมีการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วหนึ่งครั้งในปีก่อนหน้า ซึ่งบทสรุปเป็น สโมสรกีฬาราชวิถี คว้าแชมป์ไปครอง

หลังจากประสบความสำเร็จกับการแข่งขันแบบทดลอง ปี 2517 จึงเป็นครั้งแรกที่จัดการแข่งขันเอฟเอคัพ อย่างเป็นทางการ โดยรูปแบบการแข่งขันของฟุตบอลรายการนี้ไม่ได้แตกต่างจาก เอฟเอคัพ ของประเทศอังกฤษที่แฟนบอลชาวไทยคุ้นเคย เป็นการแข่งขันฟุตบอลแบบน็อคเอาท์ เตะแบบแพ้คัดออก 

ย้อนกลับไป ณ เวลานั้น ฟุตบอลสโมสรไทยยังไม่ได้เป็นสโมสรกีฬาอาชีพ และไม่มีลีกอาชีพเป็นของตัวเอง การแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเป็นในรูปแบบของฟุตบอลถ้วย นั่นคือ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. 

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. เปรียบเสมือนฟุตบอลถ้วยของทีมระดับสูงสุด ไม่ใช่ทีมไหนจะมาแข่งก็ได้ แต่ต้องมีการคัดเลือก มีการเลื่อนชั้น-ตกชั้น ไม่ต่างจากฟุตบอลลีกทั่วไป 

สำหรับฟุตบอลไทย การแข่งขันรายการนี้เป็นแบบฉบับของฟุตบอลถ้วย โดยในระดับรอง ก็มีการแข่งขัน ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ข., ประเภท ค. และประเภท ง. เรียงลำดับลงไป

การแบ่งลำดับของการแข่งขัน ทำให้ทุกทีมฟุตบอลหมดสิทธิ์ที่จะได้เจอกัน ด้วยกำแพงของระดับชั้นของฟุตบอลถ้วยที่ขวางกั้น 

นี่จึงเป็นเหตุผลให้ฟุตบอลเอฟเอคัพ เข้ามาสร้างความแตกต่างที่สำคัญ ด้วยการเป็นการแข่งขันที่ทุกทีมฟุตบอลในประเทศไทย สามารถลงชิงชัยคว้าถ้วยแชมป์ได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องสนใจว่าจะต้องเล่นอยู่ระดับ ถ้วย ก. หรือ ถ้วย ง. ทุกทีมสามารถเจอกันได้หมดในรายการนี้

ความน่าสนใจในอดีตของฟุตบอลเอฟเอคัพ คือการได้เห็นทีมฟุตบอลจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแบบทีมในกรุงเทพฯ ก้าวขึ้นมาโชว์ผลงานอย่างโดดเด่นในทัวร์นาเมนต์ และจบการแข่งขันไปพร้อมกับผลงานที่น่าประทับใจ

ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ.2524 ทีมฟุตบอลดอนมูล จากจังหวัดแพร่ ได้หักปากกาเซียนทุกสำนัก ด้วยการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ก่อนจะเสมอกับ ทีมธนาคารกรุงเทพ ในรอบชิงชนะเลิศ จนคว้าแชมป์ร่วมกัน (เพราะไม่มีการยิงจุดโทษตัดสิน) กลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์เอฟเอคัพ โดยไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครฯ

หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2527 การแข่งขันเอฟเอคัพ ก็ได้สองทีมระดับจังหวัดมาชิงแชมป์กันเป็นครั้งแรก นั่นคือการเจอกันระหว่าง ทีมจังหวัดลพบุรี เจอกับ ทีมจังหวัดจันทบุรี ก่อนที่ลพบุรีจะเอาชนะจันทบุรีไปได้ 5-1 คว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ

ในขณะที่การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. จะมีแต่ทีมในกรุงเทพฯ ที่คว้าแชมป์ เรากลับได้เห็นทีมภูธรประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในถ้วยเอฟเอคัพ ซึ่งถือเป็นมนต์เสน่ห์สำคัญของการแข่งขันเอฟเอคัพในช่วงแรกของประวัติศาสตร์รายการนี้

 

แตกดับ และคืนชีพ

แม้ว่าฟุตบอลเอฟเอคัพ จะมีความน่าสนใจ และมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง แต่ด้วยความไม่เป็นมืออาชีพของวงการฟุตบอลไทยในอดีต ทำให้การแข่งขันเอฟเอคัพบางปีก็ไม่มีการจัดแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2528 ถึง 2534 ที่รายการนี้ ต้องหยุดแข่งขันไปถึง 7 ปี

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ กลับมาอีกครั้งในปี 2535 แต่เสน่ห์ในการแข่งขันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทีมที่ชิงแชมป์มักเป็นสโมสรฟุตบอลในกรุงเทพ ไม่มีทีมจากต่างจังหวัดเข้ามาสร้างความน่าประทับใจอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าในปี 2539 เอฟเอคัพจะเป็นฟุตบอลถ้วยอันดับหนึ่งของประเทศไทย แต่หลังจากการเกิดขึ้นของฟุตบอล “ไทยลีก” อย่างเป็นทางการในปีเดียวกันนั้น ก็มีการนำแชมป์เอฟเอคัพ ไปเตะฟุตบอลชิงแชมป์ไทยลีก ในแมตช์แชมป์ชนแชมป์ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. (ที่โดนเปลี่ยนความหมายใหม่ให้กลายเป็นเหมือนถ้วยซูเปอร์คัพ ของอังกฤษ) แต่ฟุตบอลเอฟเอคัพก็ไม่ได้รับความนิยมขึ้นแต่อย่างใด และร่วงหล่นไปพร้อมกับฟุตบอลลีกไทยยุคกึ่งอาชีพ

สุดท้าย เมื่อฟุตบอลไทยลีกยังเตะกันแบบมีผู้ชมน้อยมาก คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องจัดการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพให้เปลืองค่าใช้จ่าย จึงได้มีการยุบการแข่งขันลงอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2545

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุการณ์สำคัญของวงการฟุตบอลไทยขึ้น นั่นคือการรวมลีกระหว่างไทยลีกซึ่งเป็นลีกฟุตบอลของสโมสรในกรุงเทพฯ เข้ากับโปรวิเชียนลีกหรือลีกของทีมฟุตบอลจากต่างจังหวัด 

ทำให้กระแสฟุตบอลไทย เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอย่างช้า ๆ ก่อนจะเกิดกระแสไทยลีกบูมในปี พ.ศ.2550 จากการคว้าแชมป์ของทีมภูธร อย่าง ชลบุรี เอฟซี ที่ปลุกกระแสให้คนไทยทั่วประเทศเริ่มหันมาสนใจฟุตบอลไทยลีกกันอย่างจริงจัง

กระแสที่ดีอย่างต่อเนื่อง บวกกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี พ.ศ. 2552 ที่สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี บังคับให้ทุกสโมสรในลีกสูงสุดต้องจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อเปลี่ยนผ่านเป็นฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่ไอเดียที่จะดึงฟุตบอลเอฟเอคัพกลับมาแข่งขันอีกครั้ง เพื่อตอบรับความก้าวหน้าของฟุตบอลไทยในเวลานั้น

เกมนัดชิงชนะเลิศระหว่าง สโมสรการท่าเรือ กับ บีอีซี เทโรศาสน ในปีนั้น ได้กลายเป็นจุดหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความหมายของฟุตบอลเอฟเอคัพ เมื่อเห็นภาพแฟนบอลของทั้งสองทีมขี่รถเป็นคาราวานเข้าสู่สนามแข่งขัน เพื่อเอาใจช่วยทีมรักให้ความแชมป์รายการใหญ่ บวกกับเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี อันเป็นภาพที่สะท้อนว่า ฟุตบอลไทยพร้อมแล้วกับการมีฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันฟุตบอล

 

เส้นทางสู่ฟุตบอลระดับเอเชีย

ฟุตบอลเอฟเอคัพ เป็นส่วนสำคัญของวงการฟุตบอลไทยมาตลอด ในฐานะเครื่องบันทึกความทรงจำ และเป็นประวัติศาสตร์ที่จารึกลงในเรื่องราวของฟุตบอลไทย

ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของสโมสรการท่าเรือ กับการคว้าแชมป์ในปี 2552 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ครั้งแรกในรอบ 17 ปี


รวมถึงชัยชนะของ ชลบุรี เอฟซี เหนือ เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฤดูกาลถัดมา ส่งให้ทัพฉลามชลคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาครองได้เป็นสมัยแรก 

เหตุผลที่การคว้าแชมป์เอฟเอคัพมีความหมายในสายตาแฟนบอล เพราะว่าการคว้าแชมป์รายการนี้ ไม่ได้เพียงแค่ถ้วยแชมป์และเหรียญรางวัลกลับบ้าน แต่ยังช่วยให้สโมสรได้โอกาสไปลุยฟุตบอลระดับทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกทีมฟุตบอลใฝ่ฝัน

ตั้งแต่ปี 2552 ที่ฟุตบอลเอฟเอคัพกลับมาแข่งขัน ทีมที่คว้าแชมป์จะได้สิทธิ์ไปแข่งฟุตบอลเอเชีย ในฐานะสโมสรที่คว้าแชมป์บอลถ้วยอันดับหนึ่งของประเทศไทย 

ซึ่ง การท่าเรือ เอฟซี เป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์หลังจากรายการนี้กลับมาทำการแข่งขัน และได้สิทธิ์ไปแข่ง เอเอฟซี คัพ หรือฟุตบอลถ้วยรองของทวีปเอเชีย ในฤดูกาล 2553 และผ่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 

หลังจากนั้น ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2554 เนื่องจากสิทธิ์ของผู้ชนะฟุตบอลเอฟเอคัพ จะไม่ได้สิทธิ์ไปแข่งเอเอฟซีคัพอีกต่อไป แต่จะได้ไปแข่งฟุตบอลถ้วยใหญ่ของทวีปเอเชีย นั่นคือ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบคัดเลือก เพื่อปูทางไปสู่การแข่งขันในรอบสุดท้ายต่อไป

เรื่องราวที่น่าจดจำที่สุด เกิดขึ้นกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ในปี 2555 ซึ่งเป็นแชมป์ครั้งที่ 2 ของสโมสร หลังได้มาแล้วหนึ่งครั้งในปีก่อนหน้านี้ ทำให้บุรีรัมย์ได้สิทธิ์ไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกในฤดูกาล 2556

ในการแข่งขันครั้งนั้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการเป็นสโมสรฟุตบอลไทยทีมแรกที่ทะลุผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปแข่งใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบสุดท้าย แถมยังไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย จากการแข่งขันในปีนั้น

ความสำเร็จของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือเครื่องตอกย้ำความสำคัญของฟุตบอลเอฟเอคัพ และกลายเป็นถ้วยแชมป์ที่ทุกสโมสรต้องการ ถึงขั้นว่าบางทีมเลือกจะมองข้ามแชมป์ไทยลีก และหันมาให้ความสำคัญกับการล่าแชมป์บอลถ้วยเลยด้วยซํ้า เพราะการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ เป็นทางลัดให้ทุกสโมสรมีโอกาสได้ไปสัมผัสเกมฟุตบอลระดับเอเชีย

“ช้าง เอฟเอ คัพ”  ยกระดับฟุตบอลถ้วยอันทรงคุณค่า

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการนี้ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “ช้าง เอฟเอคัพ” เพื่อยกระดับการแข่งขันในระยะยาว 

รวมถึงการเพิ่มเงินรางวัลให้กับทีมชนะเลิศ เป็นจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกสโมสรเอาจริงเอาจังกับรายการนี้ ที่จะคว้าแชมป์มาครองให้ได้ 

แม้แต่ในฤดูกาล 2563–64 ที่ผ่านมา ที่ฟุตบอลไทยประสบปัญหาอย่างหนัก จากการระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ฟุตบอลช้าง เอฟเอคัพ ก็ไม่ได้มีการยกเลิกการแข่งขันแต่อย่างใด แต่ยังคงยืนหยัดเป็นรายการสำคัญของวงการฟุตบอลไทยอย่างสมศักดิ์ศรี 

ไม่ใช่แค่เพื่อถ้วยแชมป์อันทรงคุณค่าและเงินรางวัล ที่จะช่วยจุนเจือสโมสรฟุตบอลในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่นับจากฤดูกาล 2563–64 แชมป์รายการ ช้าง เอฟเอคัพ จะได้สิทธิ์ไปแข่งฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มทันที  โดยไม่ต้องผ่านรอบคัดเลือกอีกต่อไป เพราะปัจจุบันจากความแข็งแกร่งของสโมสรไทยในถ้วยเอเชีย ทำให้ไทย ได้รับโควต้าเพิ่มขึ้นจากเอเอฟซี เป็น 2 ทีมอัตโนมัติในรอบแบ่งกลุ่ม และ 2 ทีมในรอบเพลย์ออฟ (2 +2 ทีม) ช้าง เอฟเอ คัพ จึงเป็นรายการที่สโมสรที่มีความฝันกับถ้วยเอเชียให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก 

ดังนั้น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยพัฒนาวงการลูกหนังบ้านเรา ด้วยการส่งทีมฟุตบอลไทยไปแข่งรายการใหญ่ระดับทวีป ช้าง เอฟเอคัพ จึงจะต้องทำให้มีการแข่งขันขึ้น ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์แบบไหนก็ตาม เพื่อส่งเสริมฟุตบอลไทยให้เดินหน้าต่อไป

สำหรับฤดูกาลที่จะมาถึงนี้ ฟุตบอลช้าง เอฟเอคัพ ยังคงเป็นรายการสำคัญที่ทุกสโมสรให้ความสำคัญ เพื่อโอกาสที่จะไปเล่นในฟุตบอลเอเชีย และได้วัดฝีเท้ากับทีมดังจาก ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน และ ออสเตรเลีย อันเป็นประสบการณ์ลูกหนังที่ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ พร้อมทั้งให้สิทธิ์ทีมแชมป์ฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ ได้ไปลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มทันที 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความหมายของฟุตบอลเอฟเอคัพ อาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาอย่างยาวนาน ฟุตบอล “ช้าง เอฟเอคัพ” ก็พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟุตบอลไทย และอยู่คู่กับแฟนลูกหนังชาวไทยตราบนานเท่านาน



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

นักเขียนกระเป๋าแบนที่เอาเงินไปเปย์ STAYC จนไม่มีตังค์ซื้อข้าวในตลาดหน้าปากซอยราคา 60 บาท
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x