
ชลบุรี เอฟซี ได้รับการยกย่องจากแฟนบอลไทยและสโมสรต่าง ๆ ว่าเป็นต้นแบบของการปลุกปั้นนักเตะเยาวชนนับตั้งแต่สร้างนักฟุตบอลของตัวเองจนสามารถคว้าแชมป์ไทยลีกมาครองได้สำเร็จ
หลังจากนั้นพวกเขาต้องอดทนเฝ้ารอเวลากว่าต้นกล้าต้นใหม่จะเติบโตขึ้นมา และมีหลายครั้งที่ต้องเผชิญลมพายุซัดกระหน่ำจนดอกใบร่วงโรยไปเสียก่อน
ถึงวันนี้ดอกไม้สีน้ำเงินช่อใหม่กำลังจะผลิบานอีกครั้ง
สิ่งใดที่ทำให้พวกเขายังคงยึดมั่นในแนวทางนี้ และทุ่มเทรดน้ำพรวนดินอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยมาตลอด 21 ปี ติดตามเรื่องราวแนวคิดและปรัชญาการทำทีมอย่างยั่งยืนของ “ฉลามชล” ได้ที่ Main Stand
ปลูกต้นกล้า
ชลบุรี เอฟซี ถูกยกย่องว่าเป็น “สโมสรต้นแบบ” ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานักเตะเยาวชนมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนลงเล่นบนลีกสูงสุดเท่านั้น แต่มีมาตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อตั้งสโมสรเลยด้วยซ้ำ

ชลบุรี เอฟซี ก่อตั้งขึ้นมาจากความรักในฟุตบอลของคีย์แมน 4 ราย คือ อรรณพ สิงห์โตทอง, ธนศักดิ์ สุระประเสริฐ, สนธยา คุณปลื้ม และวิทยา คุณปลื้ม ซึ่งล้วนเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องศิษย์เก่าของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ในจังหวัดชลบุรี
ทั้ง 4 คน เริ่มต้นด้วยการจับมือกันทำทีมฟุตบอลระดับเยาวชนให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา โดยใช้เงินส่วนตัวในการทำทีมส่งแข่งขันในฟุตบอลนักเรียนรายการต่าง ๆ พร้อมยังเปิดรับเด็กจากจังหวัดอื่นที่มีใจรักฟุตบอลแต่ขาดทุนทรัพย์เข้ามาดูแล อุปการะทั้งค่าใช้จ่าย อาหาร ที่พัก การศึกษา และการฝึกศาสตร์ลูกหนัง จนสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา รุ่น 18 ปี และอีกมากมายหลายรายการ
เมื่อเด็กในสังกัดมีพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง ทางทีมจึงต้องมองหาเวทีที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเหล่านี้ได้ลงสนามพัฒนาฝีเท้า ซึ่งในเวลานั้นเอง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้มีแนวคิดปรับปรุงระบบการแข่งขันฟุตบอลในประเทศเพื่อพัฒนาสู่รูปแบบอาชีพ จึงได้ก่อตั้งฟุตบอลไทยแลนด์ลีกขึ้นมาในปี 2539
“ตอนนั้นเราต้องดูแลเด็กหลายร้อยคนในระดับฟุตบอลนักเรียน พอเห็นว่าฟุตบอลไทยเริ่มมีการพัฒนามากขึ้น เริ่มมีการก่อตั้งฟุตบอลลีกขึ้นมา เราจึงอยากทำฟุตบอลให้เป็นอาชีพ ต่อยอดให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลเพื่อสร้างรายได้ มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้าน จึงได้ไปคุยกับ สมาคมสันนิบาตสงเคราะห์ จังหวัดสมุทรปราการ ที่เพิ่งได้สิทธิ์เข้าแข่งขันในดิวิชั่น 1 ปี 2540 เพื่อขอสิทธิ์ทำทีมเข้าแข่งขัน” อรรณพ สิงห์โตทอง รองประธานสโมสรชลบุรี เอฟซี ย้อนความ

การแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2540 (ไทยลีก 2 ในปัจจุบัน) จึงนับเป็นบักทึกก้าวแรกของทัพ “ฉลามชล” ในวงการฟุตบอลไทย ภายใต้ชื่อ สโมสรฟุตบอลชลบุรี–สันนิบาตฯ สมุทรปราการ และสามารถทำผลงานด้วยการจบอันดับ 4 ของตารางจากทั้งหมด 10 ทีม
ก่อนที่ 3 ปี ต่อมา สมาคมกีฬาจังหวัดชลบุรี จะได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการโปรวินเชียลลีก ซึ่งจัดขึ้นภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย ในปี 2543 ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจก่อตั้ง ทีมฟุตบอลจังหวัดชลบุรี ขึ้นมาอีกทีม เพื่อขับเคี่ยวกับทีมระดับจังหวัดทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา
ทั้งสโมสรฟุตบอลชลบุรี และสโมสรฟุตบอลชลบุรี–สันนิบาตฯ สมุทรปราการ ต่างยังคงเปิดโอกาสให้นักเตะเยาวชนจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งที่สองที่ผู้บริหารเข้ามาช่วยทำทีมฟุตบอลให้ สลับกันลงเล่นทั้งในดิวิชั่น 1 และโปรวินเชียลลีก เพื่อเก็บประสบการณ์
เวลานั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าเด็กเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญพา “ฉลามชล” คว้าแชมป์ไทยลีกได้สำเร็จ
ชายคาแรก “สนามฟุตบอลเบียร์ช้าง”
ในขณะที่ฟุตบอลลีกเพิ่งเริ่มตั้งไข่ แทบทุกสโมสรยังไม่ให้ความสำคัญและไม่มีสนามฟุตบอลเป็นของตัวเอง โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการลงทุนทำทีมซื้อนักเตะ และใช้สนามกลางเป็นสังเวียนฟาดแข้ง
แต่ที่ชลบุรีไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อตัดสินใจที่จะทำสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจังแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นในลำดับต้น ๆ ก็คือการมีรังเหย้าเป็นของตัวเอง
“เมื่อเราได้สิทธิ์ทำทีมชลบุรี–สันนิบาตฯ เราได้มองถึงงบประมาณที่ต้องใช้รวมถึงสนามแข่งขันที่ต้องมีเป็นของตัวเอง ผมกับคุณธนศักดิ์ จึงตัดสินใจทำโมเดลแบบสนามฟุตบอล นำไปพูดคุยกับ คุณธนิต ธรรมสุคติ ผู้บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ในขณะนั้น เพื่อนำเสนอแผนและแนวทางในการสร้างทีม”
“ทางบอร์ดบริหารของช้างน่าจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงของเรา จึงมอบงบสนับสนุนมาก้อนหนึ่ง ประมาณ 6 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างสนามและใช้ในการทำทีม จนเราได้สนามฟุตบอลเบียร์ช้าง เป็นสนามแห่งแรกเมื่อปี 2540 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรชลบุรีเลยก็ว่าได้ เพราะสนามแห่งนี้ได้สร้างนักฟุตบอลฝีมือดีให้กับเรามากมาย” อรรณพ กล่าว

สนามฟุตบอลเบียร์ช้าง หรือ “ช้าง ฟุตบอล ปาร์ค” นับเป็นสนามฟุตบอล สเตเดี้ยม หรือสนามฟุตบอลที่ไม่มีลู่วิ่งแห่งแรกของจังหวัด ภายใต้ความจุ 2,500 ที่นั่ง รายล้อมด้วยสนามฝึกซ้อมอีก 6 สนาม บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี
สนามแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของแข้งฉลามชลยุคบุกเบิก เหล่านักเตะที่ทีมดึงมาปลุกปั้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ต่างเคยสัมผัสผืนหญ้าของสนามเบียร์ช้างมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมหรือลงแข่งขันทั้ง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ชลทิตย์ จันทคาม, เกียรติประวุฒิ สายแวว, พิภพ อ่อนโม้, อดุล หละโสะ, สุรีย์ สุขะ, สุรัตน์ สุขะ, อาทิตย์ สุนทรพิธ และอีกหลายคน
กระทั่งปี 2548 นักเตะที่ฟูมฟักขึ้นมาเหล่านี้ได้เป็นกำลังสำคัญช่วยทีมชลบุรี เอฟซี คว้าแชมป์โปรวินเชียลลีกได้สำเร็จ ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล พร้อมคว้าโควต้าเข้าแข่งขันในศึกไทยลีกในฤดูกาลต่อมาซึ่งเป็นปีแรกที่ทั้งสองลีกควบรวมกัน
ถัดมาอีก 2 ปี พวกเขาก็ได้จารึกประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองไทยได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2550

ฉลามชล ชุดแชมป์ไทยลีก ได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่ปลุกปั้นเยาวชนอย่างแท้จริง เพราะในขณะที่ทีมอื่นเลือกใช้เงินซื้อนักเตะดีกรีทีมชาติไทยเข้ามาเสริมทัพ แต่นักเตะเสาหลักของชลบุรีล้วนมาจากต้นกล้าที่ทีมบ่มเพาะดูแลมาทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เฮดโค้ชอย่าง จเด็จ มีลาภ ที่เคยเป็นมาสเซอร์ฝึกสอนฟุตบอลที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มานานถึง 10 ปี
หลังจากนั้นชลบุรียังคงเดินหน้าพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนอย่างเป็นระบบ ไล่ตั้งแต่ระดับเยาวชน ทีมสำรอง และทีมชุดใหญ่
ขณะที่สนามฟุตบอลเบียร์ช้าง หลังจากทีมได้เล่นในศึกไทยลีกก็ถูกเปลี่ยนเป็นที่ฝึกซ้อมของชลบุรี อคาเดมี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2564 ได้มีการรีโนเวทครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมใช้เป็นรังเหย้าของ บ้านบึง เอฟซี ในศึกไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นทีมที่เปิดให้นักเตะในอคาเดมีของฉลามชลได้โชว์ฝีเท้า

“นับจากที่ช้างสนับสนุนการสร้างสนามในครั้งแรก หลังจากนั้นก็ได้ช่วยสนับสนุนชลบุรี เอฟซี มาโดยตลอดเป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้ว ถือเป็นเพื่อนแท้ที่พูดได้เต็มปากว่าถ้าไม่มีช้างก็ไม่มีชลบุรีในวันนี้ และไม่ใช่แค่สโมสรชลบุรี แต่ช้างยังช่วยสนับสนุนสมาคมฟุตบอลจังหวัดชลบุรี การทำอคาเดมี การจัดทัวร์นาเมนท์สำหรับเด็กและเยาวชน ตลอดจนการอบรมโค้ชและจัดการแข่งขันต่าง ๆ” อรรณพ กล่าว
นอกจากจะเป็นต้นแบบการปั้นเยาวชนแล้ว “ฉลามชล” ยังแสดงให้เห็นถึงบรรรยากาศของฟุตบอลอาชีพที่หลายคนฝันถึง ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลนับพันคนที่พร้อมใจกันสวมเสื้อแข่งทีมรักเข้ามาเชียร์ในสนามจนอัฒจันทร์ถูกย้อมด้วยสีน้ำเงิน
ภาพดังกล่าวได้เพิ่มมูลค่าให้กับวงการฟุตบอลไทยและเป็นสิ่งดึงดูดให้หลายคนหันมาลงทุนสร้างทีมเข้าแข่งขันจนพลิกโฉมลูกหนังไทยในเวลาต่อมา ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นฟุตบอลลีกอาชีพอย่างเต็มตัวที่มีเม็ดเงินเป็นปัจจัยสำคัญ
เปลี่ยนกระถางไม่จางกลิ่น
หลังจากสร้างปรากฎการณ์เป็นทีมจังหวัดทีมแรกที่คว้าแชมป์ไทยลีกได้สำเร็จ ทัพนักเตะชลบุรีชุดนี้ยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย เอฟเอ คัพ มาประดับตู้โชว์ได้อีกใบในปี 2553

ทว่าในลีกพวกเขาต้องเจอคู่ต่อสู้หน้าใหม่ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งทั้งสองทีมต่างทุ่มเงินดึงนักเตะต่างชาติค่าจ้างหลักล้านบาทและผู้เล่นไทยค่าตัวแพงเข้ามาช่วยยกระดับทีม ก่อนจะผลัดกันครองความสำเร็จอยู่นานเกือบทศวรรษ
ทำให้ 7 ปีให้หลังจากคว้าแชมป์ “ฉลามชล” ไม่เคยได้สัมผัสโทรฟีใบนี้อีกเลย โดยจบด้วยการเป็นรองแชมป์ถึง 5 ครั้ง และอันดับ 3 อีก 2 ครั้ง แม้จะดูไม่แย่ แต่นั่นเริ่มแสดงให้เห็นถึงสัญญาณอะไรบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงทีมในอีกไม่นาน
เมื่อกาลเวลาผ่านไป เหล่านักเตะที่ปลุกปั้นมาก็เริ่มโรยรา บางคนเลือกที่จะย้ายไปหาความท้าทายใหม่และค่าตอบแทนที่สูงกว่ากับทีมอื่น กราฟผลงานของชลบุรีก็เริ่มดร็อปลงเรื่อย ๆ จากทีมแชมป์ สู่ทีมลุ้นแชมป์ และกลายเป็นทีมระดับกลางตารางในที่สุด
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ลบเลือนจิตวิญญาณของทีมที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรทิ้งไป นั่นก็คือการ พัฒนาเยาวชน
“เราไม่มีงบประมาณที่เยอะเหมือนทีมระดับนั้น ที่ผ่านมาเราก็สู้สไตล์เรา เมื่อเด็กรุ่นใหม่ยังเติบโตขึ้นมาไม่ทัน เราก็ต้องอดทนและพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด” อรรณพ กล่าว
“เราไม่ได้แค่ทำทีมฟุตบอล แต่เราทำสโมสรฟุตบอล ในลีกมี 16 ทีม แต่ละทีมมีแนวทางในการทำทีมไม่เหมือนกัน งบประมาณที่ได้มาแต่ละปีเราไม่ได้นำมาทุ่มซื้อนักเตะอย่างเดียว เราต้องนำไปใช้ในส่วนอื่นด้วย ทั้งในเรื่องอคาเดมี การจัดแข่งขันระดับเยาวชน การอบรมโค้ช ตลอดจนบุคลากรด้านต่าง ๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่ทีมฟุตบอลแต่มันยังช่วยสร้างอาชีพอื่น ๆ ด้วย”
“ทุกวันนี้ไทยลีกวัดกันที่ตัวต่างชาติ แต่ละทีมใช้เงินจ้างนักเตะต่างชาติค่าตัวแพง ๆ แต่แชมป์มีได้แค่ทีมเดียว ถ้าเราใช้เงินจ้างนักเตะต่างชาติค่าตัวแพงแล้วไม่ได้แชมป์ก็ถือว่าล้มเหลว”
“แต่ถ้าเราเอาเงินไปปั้นเยาวชน ถึงแม้จะไม่ได้แชมป์แต่เราได้สร้างคน การให้โอกาสคนนั้นยั่งยืนกว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่ถ้วยแชมป์ แต่อยู่ที่ว่าเราได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับวงการฟุตบอลไทยบ้าง” เจ้าของฉายา “เดอะ เซนต์” กล่าว

ปัจจุบัน ชลบุรี เอฟซี มีการดูแลอคาเดมีอย่างเป็นระบบ ไล่ตั้งแต่รุ่นอายุ 9-11 ปี ที่จะเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ ต่อด้วยอายุ 12-18 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าข้ามพิทยาคม ซึ่งหากใครผลงานดีจะได้ลงเล่นให้กับสโมสรบ้านบึง เอฟซี ในศึกไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออก เพื่อบ่มเพาะประสบการณ์
จากนั้นเมื่อจบมัธยมปลายหากใครฝีเท้าดีก็จะได้รับการผลักดันขึ้นซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่และเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับ “ฉลามชล” ส่วนใครที่ยังไม่สามารถเบียดเป็นตัวจริงได้ก็จะถูกส่งไปลงเล่นให้กับสโมสรพัทยา ดอลฟินส์ ยูไนเต็ด ในศึกไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออก เพื่อแสดงศักยภาพลุ้นไปต่อในเส้นทางฟุตบอลอาชีพ
ทั้งหมดนี้ตามมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างโค้ชและทีมสตาฟฟ์ในแต่ละรุ่น ตลอดจนค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลสนาม ค่าอุปกรณ์ฝึกซ้อม ค่าน้ำมัน ค่าคนขับรถรับส่งนักเรียน ค่าแม่บ้าน และค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย
เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดเฉพาะการดูแลอคาเดมีอย่างเดียว อยู่ที่เดือนละประมาณ 1 ล้านบาท
เงินจำนวนนี้สามารถนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีเพื่อยกระดับทีมได้ 1-2 คน แต่ “ฉลามชล” เลือกที่จะทุ่มให้กับการมอบโอกาสให้เด็กไทย โดยไม่รู้ว่าแต่ละปีผลผลิตจากอคาเดมีเหล่านี้จะก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้กี่คน
ดอกไม้ช่อใหม่
หลังจากร้างความสำเร็จมานาน และหลุดจากท็อป 5 มา 2 ปีติด หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนาเยาวชนของชลบุรีนั้นทำได้จริงหรือ
ทันใดนั้น “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาคุมทีมกลางฤดูกาล 2562 ก็ได้ประกาศกร้าวว่าพร้อมที่จะดำเนินการปั้นเยาวชนตามนโยบายของสโมสรอย่างจริงจัง

“ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 17-18 ผมประกาศตรงนี้เลยว่าเด็กคนไหนที่เก่งจริงและสามารถเล่นชุดใหญ่ได้ ผมไม่รีรอที่จะเอาขึ้นแน่นอน” โค้ชเตี้ย ลั่นวาจา
หลังจากนั้น “ฉลามชล” เริ่มทยอยดันนักเตะจากทีมอคาเดมีขึ้นชุดใหญ่มากขึ้น โดยในฤดูกาล 2563/64 ได้เปิดตัวถึง 4 คนรวด ประกอบด้วย ทรงชัย ทองฉ่ำ, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, พงศกร ตรีสาตร์ และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์
ดาวรุ่งเหล่านี้ได้เข้ามาผนึกกำลังร่วมกับนักเตะรุ่นพี่จากอคาเดมีที่ก้าวขึ้นติดทีมมาก่อนหน้าอย่าง วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, กฤษดา กาแมน, ภานุพงศ์ พลซา, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ ตลอดจนแข้งวัยเก๋าสายเลือดฉลามอย่าง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, นพนนท์ คชพลายุกต์ และ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
และแล้วนักเตะเหล่านี้ก็ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลฉลามชลอีกครั้ง เมื่อรวมพลังกันฝ่าฟันจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลถ้วย “ช้าง เอฟเอ คัพ” ฤดูกาล 2563/64 ได้สำเร็จ
พร้อมสร้างปรากฏการณ์ด้วยการใช้นักเตะไทยที่เป็นผลผลิตจากอคาเดมีของตัวเองล้วน ๆ ถึง 18 คน บวกกับนักเตะต่างชาติอีก 2 คน ลงสนามต่อกรกับ เชียงราย ยูไนเต็ด

“ฉลามชลยังบลัด” สามารถดวลกับ “กว่างโซ้ง” เจ้าของแชมป์เก่า 3 สมัยได้อย่างไม่เป็นรอง เสมอกันในเวลา 1-1 ต้องดวลลูกจุดโทษตัดสิน ก่อนจะแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-4
ถึงแม้จะพลาดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย แต่แฟนบอลชลบุรีไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอมานานับ 10 ปี ได้ผลิดอกออกผลมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
แข้งฉลามชลเจเนอเรชั่นใหม่ชุดนี้ บางคนได้มีโอกาสติดทีมชาติไทยแล้วและหลายคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมแข้งเยาวชนชุดแชมป์กรมพลศึกษา รุ่น 18 ปี ครั้งล่าสุดที่รอต่อคิวขึ้นมาอีกหลายสิบคน
“เราภูมิใจทุกครั้งที่นักเตะที่เราปั้นขึ้นมาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่หรือมีโอกาสได้ติดทีมชาติไทย และถึงแม้ว่าเราจะต้องเสียเงินปีละเป็นสิบล้านเพื่อทำอคาเดมีแล้วมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเล่นให้กับชลบุรีได้ แต่พวกเขายังสามารถใช้ทักษะฟุตบอลที่ฝึกฝนมาลงเล่นให้กับสโมสรอื่น ๆ และเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทยในอนาคตแน่นอน” อรรณพ ทิ้งท้าย
เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเกินรอ “ฉลามชล” ที่แฟนบอลรู้จักจะกลับมาไล่ขย้ำศัตรูอีกครั้ง
ภาพ : Chonburi Football Club