FEATURE

ราชบุรี เอฟซี : 17 ปีที่โบยบิน มังกรจากภูธรผงาดลุยถ้วยเอเชีย | Main Stand



วันที่ 22 มิถุนายน 2564 อาจเป็นเพียงวันธรรมดาของใครหลายคน แต่กับสโมสรราชบุรี เอฟซี วันนี้คือวันสำคัญหน้าหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะเป็นวันที่พวกเขาได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงถ้วยสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียเป็นครั้งแรก
 

 

17 ปีที่ก่อตั้งสโมสร จากทีมภูธรในระดับดิวิชั่น 2 วันนี้ "ราชันมังกร" ได้มาไกลถึงเวทีระดับเอเชีย และยังสามารถเก็บแต้มแรกในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แล้ว

การเดินทางที่ยาวนานของพวกเขาเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่ Main Stand

 

ต้นกำเนิดจากทีมภูธร

สโมสรฟุตบอลราชบุรี  ก็ไม่ต่างจากทีมประจำจังหวัดทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาคมกีฬาประจำจังหวัด เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬาให้กับคนในพื้นที่ โดยส่งทีมเข้าแข่งขันในรายการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจัดขึ้น เช่น กีฬาแห่งชาติ

ก่อนที่ปี 2547 จะก่อตั้งทีมขึ้นมาอย่างเป็นทางการเพื่อเป้าหมายในการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอล "โปรวินเชียลลีก" ในชื่อสโมสรฟุตบอลราชบุรี 

ฟุตบอลโปรวินเชียลลีก หรือ "ลีกอาชีพนำร่อง" จัดขึ้นโดย การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยเชิญทีมจากจังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับการคัดสรรมาทำการแข่งขันในระบบลีก แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ดิวิชั่น 1 (โปรลีก 1) และ ดิวิชั่น 2 (โปรลีก 2)

ในระดับโปรลีก 2 นั้น จะมีการคัดเลือกทีมจังหวัดต่าง ๆ จาก 5  ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยทีมชนะเลิศและรองชนะเลิศในแต่ละภาค จำนวน 10 ทีม จะได้เข้ามาชิงชัยในรอบสุดท้าย 

ซึ่งในปี 2549 ทีมฟุตบอลราชบุรี ในฐานะตัวแทนจากภาคกลางได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ในปีนั้น โดยมีนักเตะเด่นอย่าง พิเชษฐ์ อินทร์บาง อดีตกองหน้าจอมพเนจร 

การได้แชมป์ครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ลีกดิวิชั่น 1 (ไทยลีก 2 ในปัจจุบัน) ในปี 2550 ซึ่งเป็นปีแรกที่ฟุตบอลไทยมีการรวมลีกกัน ระหว่าง ฟุตบอลไทยแลนด์ลีก และโปรวินเชียลลีก

หลังจากนั้นในปี 2552 ฟุตบอลลีกเมืองไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างสมบูรณ์แบบตามนโยบายของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) โดยปรับรูปแบบลีกในประเทศใหม่ แบ่งเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก, ดิวิชั่น 1, ดิวิชั่น 2 หรือลีกภูมิภาค และให้ทุกสโมสรที่เข้าร่วมต้องจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลในการบริหารทีม

สโมสรฟุตบอลราชบุรี ซึ่งตกชั้นมาเมื่อฤดูกาลก่อน ถูกจัดมาอยู่ในลีกภูมิภาค โซนภาคกลางและตะวันออก จึงจดทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันในชื่อ "บริษัท ราชบุรี ฟุตบอลคลับ จำกัด" ด้วยทุนจดทะเบียนวงเงิน 1 ล้านบาท  โดยมี สุวิทย์ วิชชาวุธ นั่งแท่นเป็นประธานบริษัท และใช้ชื่อสโมสรฟุตบอลว่า "ราชบุรี เอฟซี" ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยมีสนามกีฬากลาง จ.ราชบุรี เป็นรังเหย้า

และนับจากนั้นการโบยบินบนเส้นทางฟุตบอลอาชีพของ "ราชันมังกร" ก็เริ่มต้นขึ้น ...

 

เบื้องหลังความสำเร็จ 

หลังจากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ ปีถัดมาก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายในทีม เมื่อ "กาญจนากรุ๊ป" ธุรกิจอุตสาหกรรมฟาร์มหมูขนาดใหญ่ในจังหวัดราชบุรี ได้เข้ามาเทกโอเวอร์ 

สำหรับ "กาญจนากรุ๊ป" นั้น หากใครอยู่ในจังหวัดราชบุรี คงจะคุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะนี่คือ อุตสาหกรรมฟาร์มหมูครบวงจร ตั้งแต่ทำฟาร์ม เลี้ยง แปรรูป และจัดจำหน่าย ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีสัดส่วนทางการตลาดอยู่ในระดับท็อป 10 ของประเทศ โดยมี วิวัฒน์ นิติกาญจนา (สามี/นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน) และบุญยิ่ง นิติกาญจนา (ภรรยา/สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ และประธานสโมสรราชบุรีฯ ในปัจจุบัน) เป็นเจ้าของ

หลังเข้ามาเทกโอเวอร์ คุณพ่อวิวัฒน์ และคุณแม่บุญยิ่ง ได้มอบหมายให้ลูกชาย "ฟลุ๊ค" ธนวัชร์ นิติกาญจนา เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ทำหน้าที่บริหารดูแลทีมทั้งในและนอกสนาม

"สมัยก่อนทีมฟุตบอลระดับลีกรองมันไม่มีมูลค่า คนทำก็เหนื่อย ทีมมีปัญหาเรื่องการเงินจนเกือบจะต้องยุบทีม ผู้ใหญ่ในจังหวัดเลยมาติดต่อคุณแม่ให้ช่วยทำ ผมซึ่งส่วนตัวชอบฟุตบอลอยู่แล้วเลยอยากลองดู" ธนวัชร์ ย้อนความ

ในปีแรกที่เข้ามา ผลงานของราชบุรีก็ยังไม่กระเตื้อง จบที่อันดับ 9 ในลีกภูมิภาคเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน โอกาสลุ้นเลื่อนชั้นอยู่ห่างไกลจนแทบไม่ต้องพูดถึง

สโมสรราชบุรี เอฟซี ในตอนนั้นไม่ต่างจากสโมสรในลีกล่างทีมอื่น ๆ ที่มีเพียงผู้บริหาร นักบอล และโค้ช เป็นหลัก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์การฝึกซ้อมที่เหมาะสม ตลอดจนระบบหลังบ้านอย่างฝ่ายการตลาด ฝ่ายโฆษณา ฝ่ายเอกสาร ฯลฯ เพราะทั้งหมดต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุน

ธนวัชร์ ในฐานะผู้จัดการทีมจึงต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงหากหวังที่จะพัฒนาสโมสรให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ในสนามเขาเริ่มมองหานักเตะฝีเท้าดีมาเสริมทีม ขณะที่นอกสนามสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ "สปอนเซอร์"

การทำสโมสรฟุตบอลอาชีพสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเม็ดเงิน จะมากหรือน้อยแต่ก็จำเป็นต้องมี และด้วยคอนเน็คชั่นของเจ้าของทีมบวกกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนที่ต้องการพาทีมประสบความสำเร็จ "ราชันมังกร" ได้ก็ผู้สนับสนุนหลัก 2 รายแรก คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องดื่มตรา "ช้าง" และ ไอ-โมบาย

งบประมาณหลักล้านบาทที่ทั้งคู่สนับสนุนแก่สโมสรราชบุรีฯ ซึ่งเป็นทีมระดับล่าง ถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมากในยุคนั้น โดยเครื่องดื่มตรา "ช้าง" ยังได้ให้การสนับสนุนสโมสรราชบุรี มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่ 11 ในซีซั่น 2021/22 ที่จะถึงนี้

เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งนักเตะและกำลังทรัพย์ ผลงานของ "ราชันมังกร" ก็ติดปีกโบยบิน คว้าแชมป์ 2 ปีติด จนสามารถเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ โดยปี 2554 คว้าแชมป์ลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ต่อด้วยปี 2555 คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยพรีเมียร์ลีก (ไทยลีกในปัจจุบัน) ภายใต้การคุมทีมของ "โค้ชเจี๊ยบ" สมชาย ไม้วิลัย และมีนักเตะดังอย่าง ประหยัด บุญญา, นฤพล อารมณ์สวะ, ศิลา ศรีกำปัง, อรรถพงศ์ หนูพรหม

จากสโมสรเล็ก ๆ ประจำจังหวัดราชบุรี พวกเขาใช้เวลา 8 ปีจากวันที่ก่อตั้ง ก้าวสู่ลีกสูงสุดของเมืองไทยได้สำเร็จ

"อนาคตจากนี้ผมหวังไปเล่นถ้วยเอเชียสักครั้ง" ธนวัชร์ ทิ้งท้ายถึงความฝันหลังก้าวขึ้นมาเล่นในศึกไทยพรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรก

 

เส้นทางสู่เวทีเอเชีย

หลังก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุด "ราชันมังกร" สามารถรักษาพื้นที่ได้อย่างเหนียวแน่นตลอด 8 ฤดูกาล โดยมีเพียงแค่ปีแรกที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมากับปี 2561 เท่านั้นที่จบด้วยเลข 2 หลัก นอกนั้นปิดซีซั่นด้วยอันดับเลขหลักเดียวมาโดยตลอด

ฤดูกาล 2556 ได้อันดับ15, 2557 ได้อันดับ 4, 2558 ได้ที่ 7, 2559 ได้อันดับ 6, 2560 ได้อันดับ 6, 2561 ได้อันดับ 12, 2562 ได้อันดับ 8, 2563/64 ได้อันดับ 8

ขณะเดียวกันในฟุตบอลถ้วย ปีแรกที่เลื่อนชั้นขึ้นมา "ราชบุรี" สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลลีกคัพ ได้เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน แต่พ่ายแพ้ให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกครั้งด้วยสกอร์ 1-2 หลังจากฤดูกาลก่อนสมัยเล่นในดิวิชั่น 1 เคยเข้าชิงฯ แล้วปราชัยต่อ "ปราสาทสายฟ้า" มาแล้ว 1-4

แม้ผลงานโดยรวมจะไม่ได้โดดเด่นเทียบเท่าทีมระดับท็อปของประเทศ จนยากที่จะลุ้นอันดับ 1-2 ในลีก เพื่อคว้าสิทธิ์เข้าแข่งขันในศึกชิงถ้วยสโมสรเอเชีย ตามความหวังที่ตั้งใจไว้ แต่พวกเขายังมีโอกาสในรายการ "ช้าง เอฟเอ คัพ"

ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ จัดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2517 ก่อนจะได้รับการสนับสนุนจากเครื่องดื่มตรา "ช้าง" ในฐานะไตเติ้ลสปอนเซอร์มาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทีมที่คว้าแชมป์ถ้วยใบนี้จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย ร่วมฟาดแข้งในศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก (ปัจจุบันแชมป์ได้สิทธิ์ไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม พร้อมรับเงินรางวัล 5 ล้านบาท)

ราชบุรีนั้น "เกือบ" ที่จะได้ไปเล่นถ้วยเอเชียผ่านฟุตบอล "ช้าง เอฟเอ คัพ" ถึง 2 ครั้ง 

ครั้งแรกในปี 2559 ฝ่าฟันมาจนถึงรอบรองชนะเลิศ 4 ทีมสุดท้าย ซึ่งปีนั้นมีเหตุให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องตัดจบเพียงแค่รอบนี้ โดยให้ทั้ง 4 ทีม ครองแชมป์ร่วมกัน คือ ราชบุรี, ชัยนาท, สุโขทัย และชลบุรี ส่วนตัวแทนที่จะได้ไปลุยถ้วยเอเชียให้ใช้วิธีจับสลาก ก่อนจะเป็นสุโขทัยที่มีโชคในการเสี่ยงดวงมากกว่า

ถัดมา 3 ปีให้หลัง โอกาสของ "ราชันมังกร" ก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อพวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายปราชัยต่อ การท่าเรือ เอฟซี 0-1 จากลูกยิงของ เซร์คิโอ ซัวเรซ ศูนย์หน้าชาวสเปนในนาทีที่ 48

กระทั่งในฤดูกาล 2563/64 ความฝันของราชบุรีก็เป็นจริง ...

ไทยลีกซีซั่นนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการแข่งขัน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันต้องหยุดชะงัก ก่อนที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย จะปรับโครงสร้างโปรแกรมใหม่ ให้จากนี้เป็นต้นไป จะเปิดฤดูกาลในเดือนกันยายน และปิดฤดูกาลในเดือนพฤษภาคม

ทำให้ฤดูกาล 2563/64 ซึ่งเป็นปีแรกที่ปรับเปลี่ยนโปรแกรมมาเตะคร่อมปี จะให้อันดับ 1-4 บนตารางคะแนนไทยลีกหลังจบครึ่งฤดูกาลแรก (15 นัด) ได้โควต้าไปเล่นถ้วยเอเชีย แบ่งเป็น อันดับ 1-2 เล่นรอบแบ่งกลุ่ม และอันดับ 3-4 เล่นรอบเพลย์ออฟ

ซึ่ง "ราชันมังกร" สามารถทำผลงานจบเลกแรกได้ในอันดับที่ 4 ได้ผ่านเข้าไปเล่นศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร...

นอกจากนี้ยังโชคดีได้เล่นในรอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ เมื่อ เจียงซู เอฟซี แชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีก ที่อยู่ในกลุ่ม G ประกาศยุบทีมเพราะปัญหาด้านการเงิน ทำให้สลอตของกลุ่มนั้นว่างลง และเป็น "ราชันมังกร" กับ โปฮัง สตีลเลอร์ส (เกาหลีใต้) ที่แต่เดิมต้องแข่งกันในรอบเพลย์ออฟเพื่อแย่งชิงพื้นที่ ควงแขนได้สิทธิ์เข้ารอบด้วยกันทั้งคู่ มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับ นาโกย่า แกรมปัส (ญี่ปุ่น) และ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม (มาเลเซีย) ที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว

 

ประสบการณ์ที่ล้ำค่า

17 ปีที่ก่อตั้งสโมสรมา วันนี้ ราชบุรี เอฟซี สามารถก้าวเข้าสู่เวทีระดับเอเชียได้สำเร็จแล้ว ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2021

พวกเขาได้พยายามเสริมทัพอย่างเต็มที่ในช่วงสถานการณ์ที่ยากลำบากและเวลาที่มีจำกัด โดยเฉพาะการต้องหาตัวแทน ฟิลิป โรลเลอร์ ตัวริมเส้นดาวซัลโวของทีม (14 ประตู) ที่เสียไปให้กับการท่าเรือ เอฟซี

จูเนียร์ เอ็มเปีย มาปูกู หัวหอกชาวคองโก วัย 31 ปี ที่เคยลงเล่นในยูโรปาลีก กับสโมสรเลฟสกี โซเฟีย ในลีกบัลแกเรีย ถูกดึงเข้ามาเป็นความหวังในการล่าตาข่าย เช่นเดียวกับ เซบาสเตียน วูธริช กองกลางชาวสวิตเซอร์แลนด์ วัยเดียวกัน ที่ผ่านประสบการณ์ในเวทียุโรปมาอย่างโชกโชน

นอกจากนี้ยังมีแข้งไทยดีกรีทีมชาติไทยอย่างสองมิดฟิลด์ สรรวัชญ์ เดชมิตร กับ กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์ และกองหลัง นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ รวมถึง "โตโน่" ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ศิลปินที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อเพิ่มกระแสให้กับทีม

ขณะที่ขุมกำลังที่เหลือยังมีสตาร์ดังของทีมอย่าง จักรพันธ์ พรใส, ประวีณวัช บุญยงค์, อภิวัฒน์ เพ็งประโคน และ สตีเวน ล็องจิล ปีกตัวเก่งทีมชาติมาร์ตีนิก (ทวีปอเมริกาเหนือ) ที่ทำไป 11 แอสซิสต์ในฤดูกาลที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามผลงานในปีแรกของ "ราชันมังกร" ไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง พวกเขาไม่ชนะทีมใดเลย เสมอ 2 แพ้ 4 มีเพียง 2 คะแนน และยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว เจอโปฮัง แพ้ 0-2 / เสมอ 0-0, ยะโฮร์ แพ้ 0-1 / เสมอ 0-0, นาโกย่า แพ้ 0-4 / แพ้ 0-3 จบอันดับสุดท้ายของกลุ่ม 

แม้จะโดนยิงไป 10 ลูก แต่ถ้าเทียบกับอันดับสุดท้ายของกลุ่มอื่นในโซนตะวันออก ราชบุรีถือว่าโดนยิงน้อยที่สุด โดยบ๊วยกลุ่มอื่นอย่าง คาย่า เอฟซี (ฟิลิปปินส์) เสีย 16 ประตู, แทมปิเนส โรเวอร์ส (สิงคโปร์ ) เสีย 27 ประตู, ปักกิ่ง กั๋วอัน (จีน) เสีย 23 ประตู และ กว่างโจว เอฟซี (จีน) เสีย 17 ประตู

พร้อมกันนี้ กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล ผู้รักษาประตูของทีม ยังติดทีมยอดเยี่ยมของรอบแบ่งกลุ่ม โซนตะวันออก หลังโชว์ฟอร์มเซฟไปทั้งหมด 35 ครั้ง ทว่าปัญหาของทีมคือเกมรุก ที่สร้างโอกาสจบสกอร์ได้เพียง 37 ครั้งเท่านั้นตลอด 6 เกม

เหนือสิ่งอื่นใด แต้มแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่พวกเขาเก็บได้จากเกมเสมอ โปฮังฯ 0-0 ในนัดรองสุดท้าย ถือเป็นของขวัญล้ำค่าและเป็นกำลังใจอย่างดีให้กับผู้เล่น ทีมงานสตาฟโค้ช รวมถึงผู้บริหารที่ทุ่มเทพัฒนาทีมมานานนับสิบปี

"การมีความมั่นใจเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของทีมที่กำลังเติบโต และทีมนี้เต็มไปด้วยสิ่งนี้ เป้าหมายไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ค่อย ๆ พัฒนาในแนวทางที่เราเข้าใกล้เกมและเรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา นี่เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของเราก่อนเริ่มการแข่งขันไทยลีก 1 ฤดูกาลนี้" เศกสรร ศิริพงษ์ กุนซือราชบุรี เอฟซี กล่าว

จากทีมภูธรระดับดิวิชั่น 2 มาไกลจนถึงเวทีเอเชีย แม้จะเป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประตูสู่โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับทุกทีมที่พยายาม ดังนั้นต้องจับตาดูกันต่อว่าประสบการณ์ระดับเอเชียที่ "ราชันมังกร" ได้รับจะช่วยให้ทีมพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่พวกเขาจะได้กลับไปแก้มือในรายการนี้อีกครั้ง



AUTHOR

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x