FEATURE

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ุ : นักแบดมินตันผู้ขีดชะตาด้วยของสองมือตัวเอง | Main Stand



27 มีนาคม 2021 ณ เมืองออร์เลล็อง ประเทศฝรั่งเศส


 

โค้งสุดท้ายของการเก็บคะแนนสะสม เพื่อลุ้นโควต้าตั๋วไปโอลิมปิก เกมส์ 2020 หลังสถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดหนัก จนต้องหยุดแข่งไปนานหลายเดือน 

เงื่อนไขออกแบบมาให้ หนึ่งชาติ สามารถส่งนักแบดมินตันเข้าไปเล่นรอบการแข่งขันรอบสุดท้าย โตเกียว เกมส์ ได้ไม่เกิน 2 คนต่อประเภท (นักกีฬาต้องมีอันดับโลกติด 1-16 เท่านั้น) โดยยึดตามแรงกิ้งคะแนนสะสมรอบ 1 ปี เพื่อกระจายให้หลายประเทศได้มีส่วนร่วมกับมหกรรมครั้งนี้

สำหรับประเภทหญิงเดี่ยว ทีมชาติไทย คนแรกที่ได้ตั๋วโอลิมปิกขบวนล่าสุดก่อนใครคือ รัชนก อินทนนท์ มือวางอันดับ 6 ของโลก ส่วนอีกหนึ่งที่ว่าง ต้องช่วงชิงกันระหว่างผู้ทำคะแนนนำอย่าง พรปวีณ์ ช่อชู่วงศ์ มือวางอันดับ 10 ของโลก (ณ เวลานั้น) กับผู้ตามอย่าง "บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ุ" มือวางอันดับ 13 ของโลก 

ราวกับบทละครที่ถูกขีดเขียนมา "ออร์เลอ็อง มาสเตอร์" กลายเป็นรายการเก็บคะแนนสะสมสุดท้ายจริง ๆ เนื่องจาก สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประกาศตัดจบระบบคัดเลือก (RACE TO TOKYO) เพื่อหานักแบดมินตัน เข้าสู่โอลิมปิก  2020 

แต่นี่ไม่ใช่ละคร มันคือเกมชีวิตจริงที่ในรอบ 4 คนสุดท้าย "ออร์เลอ็อง มาสเตอร์" พรปวีณ์ ต้องโคจรมาเจอกับ บุศนันทน์  ซึ่งกลายเป็นเกมชี้ชะตาว่าใครจะได้ตั๋วไป โตเกียว เกมส์ เพราะผู้ชนะจะได้กอบโกยคะแนนสะสมเพิ่ม ส่วนคนแพ้ต้องหยุดเส้นทางไว้เพียงแค่นี้ และไม่มีแมตช์ให้แก้ตัวทำคะแนนเพิ่มอีกแล้ว 

ผู้ชมทั่วโลก ย่อมมีความสุขเสมอ ยามได้ชมการถ่ายทอดสด แบดมินตัน ในมหกรรมโอลิมปิก เกมส์ ผ่านหน้าจอทีวี แต่ศึกครั้งนี้ เธอทั้งสองคน ไม่มีใครอยากลงเอยด้วยการเป็น "ผู้ชม" จากหน้าจอทีวี…

ครีม-บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ เข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี เพราะเธอเองเคยต้องตกไปอยู่ในสถานะ ผู้ชม การแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ เมื่อ 5 ปีก่อน   

 

หน้าจอทีวี 

คลื่นเสียงบรรยายเกมภาษาไทย สะท้อนดังออกมาจากเครื่องรับโทรทัศน์สี ใจความและภาพที่ปรากฏอยู่บนเรือนหน้าปัด กำลังบอกว่านี่คือ การเผยแพร่สัญญาณถ่ายทอดสดแบดมินตัน โอลิมปิก เกมส์ 

ทุกภาพที่เห็น ทุกเสียงที่ได้เสียง สร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กหญิงที่ชื่อ "บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์" และมันได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอไปตลอดกาล 

"ครีมตีแบดมินตันตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ ตอนแรกไม่ได้เล่นเพื่อเป็นเลิศ แค่เป็นกิจกรรมภายในครอบครัว พออายุ 9 ขวบ เริ่มลงแข่งขันได้เหรียญมา ก็รู้สึกสนุก ชอบใจ แต่ยังไม่คิดอะไร"

"จนอายุประมาณ 13 ปี ครีมมีเป้าหมายชัดเจนว่า 'อยากติดทีมชาติไทย' เวลามีถ่ายทอดสด ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, โอลิมปิก เกมส์ ครีมจะนั่งดูนั่งอย่างตั้งใจ แล้วมันเป็นแรงบันดาลใจให้ ครีม มีความฝันที่อยากไปยืนตรงนั้น อยากลงแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ในนามตัวแทนทีมชาติไทย เหมือนกับพวกรุ่นพี่ที่เราเคยเห็นทางทีวี"

"ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครีมให้ แบดมินตัน เป็น Priority หลักอันดับ 1 ของชีวิตเสมอมา" บุศนันนท์ บอก

เมื่อเธอเลือกให้ "แบดมินตัน" นำทางทุกอย่าง ชีวิตประจำวันของ บุศนันทน์ จึงแตกต่างออกไปจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน ตั้งแต่มัธยมต้น ยันเรียนจบมหา'ลัย 

ทุกเย็นหลังสิ้นสุดคาบสุดท้าย เธอต้องรีบออกจากรั้วโรงเรียน เพื่อนั่งแท็กซี่ หรือต่อรถเมล์ ไปยังสนามฝึกซ้อม โดยมีคุณแม่ ทำหน้าที่ตระเตรียมชุดกีฬาและรองเท้า ออกเดินทางไปพร้อมกับในขาไป และอยู่รอกลับพร้อมกันทุกวัน 

"เพื่อน ๆ จะรู้ว่าครีมให้ความสำคัญกับแบดมินตันมากสุด เวลาชวนไปไหนก็จะได้คำตอบเดิม ๆ คือ เราไปเที่ยวเล่นด้วยไม่ได้ เพราะต้องมีซ้อม มีแข่ง แต่เพื่อนสนิททุกคนก็เข้าใจ" 

"ช่วงม.ต้น ยังไม่เท่าไหร่ แต่มาหนักจริง ๆ คือช่วง ม.ปลาย และมหา'ลัย เพราะครีมถูกเรียกเข้าไปซ้อมกับ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปี" 

สำหรับเด็กมัธยมฯ คนหนึ่งที่ต้องออกไปเดินทางแข่งขัน ฝึกซ้อมทุกวัน และเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วยมันเหนื่อยขนาดไหน ? บุศนันนท์ อธิบายสั้น ๆ ว่า "ก็หลับในรถเป็นประจำค่ะ หมดแรง คุณแม่จึงต้องเดินทางไปกับครีมด้วยตลอด เพราะรู้ว่าครีมหลับแน่"  

 

ทนดี ทนเก่ง 

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ุ เทิร์นโปรเป็นนักแบดมินตัน ตั้งแต่อายุ 17 ปี เดินทางไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงได้ต้องเข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมกับ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยด้วย 

เธอยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของการเรียน แม้ทุกวัน ต้องหมดพลังงานไปกับฝึกซ้อม แข่งขัน กับปฏิบัติตัวทุกอย่างแบบนักกีฬามือโปร "ถ้าเลือกแบดมินตัน เป็นเป้าหมายหลักของชีวิต ทำไมถึงยังต้องเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วย" เราถาม 

"หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เราซ้อมกีฬาวันละ 6 ชั่วโมง แต่เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ เรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม  ครีมเลือกเรียนไปด้วย เล่นกีฬาไปด้วย เพราะครีมว่ามันเป็นการฝึกให้ ครีม ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ รู้จักวางแผน อดทนต่อความยากลำบากได้ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อนิสัยเราทั้งในและนอกสนาม"

"มันง่ายมากเลยนะที่ ครีม จะหลุดโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ครีมต้องต่อสู้กับตัวเองมากเหมือนกัน บางวันสอบมาเหนื่อยๆ ครีมสามารถขอโค้ชเพื่อไปถึงเลทหน่อย หรืออ้างลาหยุดไปเลยก็ได้ ถ้าจะทำแบบนั้น แต่ครีมก็ต้องรีบไปให้ถึงตามเวลาที่โค้ชนัดหมาย" 

"แม้บางวันจะตาโหลมาซ้อม เพราะอ่านหนังสือสอบมา แต่ก็ต้องฝืนตัวเองยืนซ้อม หรือไปแข่งขันต่างประเทศ กลับมาแทนที่เลือกพัก อยู่บ้านสบาย ๆ เราก็ต้องมาวิ่งตามชีทจากอาจารย์"

"ครีม สามารถเลือกที่ง่ายกว่านี้ก็ได้ แต่ครีมเลือกเรียนต่อที่ จุฬาฯ เพราะครีมว่าที่การที่เราเอาชนะใจตัวเองได้วันละนิด วันละหน่อย มันช่วยให้ครีมเติบโตมาเป็นนักกีฬาที่มีระเบียบวินัย" 

"และช่วยให้ครีม เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ทนทานความยากลำบาก อดทนต่อสิ่งยั่วยุ จัดการกับอารมณ์ได้ดี ครีมเลยกลายเป็นคนที่ทนดี ทนเก่ง (ลากเสียง) ไงล่ะ"

 

ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…

ความผิดหวังสร้างรอยแผลให้นักกีฬาเสมอมา "บุศนันทน์" เองก็เช่นกัน ย้อนกลับไปก่อนโอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล จะเริ่มขึ้น จากผลงานที่ผ่านมาและอันดับโลกของ บุศนันทน์ ถือว่าเธออยู่ในข่ายมีลุ้นตั๋ว 

เธอวาดหวังว่าตัวเองจะได้เป็น  1 ใน 2 นักแบดมินตันหญิงไทยที่ได้ไปลุยรอบสุดท้าย ทัวร์นาเมนต์ในฝัน ตอนอายุ 20 ปี 

น่าเสียดายที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ใครหลายคน รวมถึงตัวเธอเองคิดไว้ เมื่อโอลิมปิก เกมส์ ครั้งนั้น เวียนมาถึงวาระอีกครั้ง "บุศนันทน์" ทำได้เพียงแค่นั่งชมถ่ายทอดสดการแข่งขันจากที่บ้าน ไม่ได้ไปยืนอยู่ในจอทีวี อย่างที่เธอคิดไว้ 

"ตอนปี 2016 ครีม มีโอกาสมากที่จะได้ไปโอลิมปิก เพราะกำลังเป็นดาวรุ่งที่ขึ้นมา ตอนนั้นเรามีแต่ความอยากไป อยากไป แต่การปฏิบัติตัวเองอาจไม่ได้เต็มที่กับทุกรายละเอียดเหมือนทุกวันนี้ สุดท้ายกลายเป็นครีมต้องมานั่งเสียใจ ร้องไห้"

"ครีมผิดหวังมาก ๆ และทุกวันนี้ก็ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี ครีมใช้เวลาหลายเดือนมากกว่าเยียวยาจิตให้กลับมาโอเค ช่วงนั้นครีมลงสนามแข่งขันแบบคนที่ไม่มีกะจิตกะใจเล่นเลย เหมือนตีแต่ร่าง จะเรียกว่าเสียหลักไปเลยก็ได้นะ"

สำหรับนักแบดมินตันผู้มีความฝันมาทั้งชีวิตว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก "การพลาดตั๋วไปโอลิมปิก" คงเป็นดั่งแผลเป็นที่ยากลบเลือนมันไป 

ความเจ็บปวดจากบาดแผลอาจค่อย ๆ จางไปตามกาลเวลา แต่รอยแผลก็ยังคงสะกิดเสมอยามมองเห็นหรือนึกถึงมัน

"ครีมบอกตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง ครีมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้เป็นคนที่ได้ไปยืนตรงนั้น โดยใช้ความผิดพลาดในครั้งที่แล้ว (โอลิมปิก 2016) เป็นบทเรียนสอนตัวเอง"

 

ลุกขึ้นยืนครั้งที่สาม 

"อันนี้ไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือบอกใครเลยนะคะ ก่อนที่ ครีม ได้ตั๋วโอลิมปิกรอบนี้ ครีมเคยเกือบที่ปล่อยมือถึง 2 ครั้ง เพราะมันหนักหนาจนแทบจะไม่ไหว เคยถึงขั้นคิดเลิกเล่นแบดมินตันด้วยซ้ำ ตอนปี 2019"

เราชวนถามต่อด้วยความสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับ บุศนันทน์ ในตอนนั้น ? เพราะก่อนหน้านี้เธอเพิ่งบอกกับเราว่า คุณสมบัติเด่นของตัวเธอเองคือ ความอดทน 

"คนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ ย่อมคุ้นชินกับความเหนื่อยยากลำบากในการฝึกซ้อมอยู่แล้ว แต่ช่วงก่อนเก็บคะแนนสะสมเพื่อไปโตเกียว สมาคมฯ จ้างโค้ชคนใหม่ ชื่อว่า อังกุส ดาวี ซานโตซา เป็นชาวอินโดนีเซียน เขาฉีกทุกกฏของการซ้อมกีฬาแบบที่ครีมไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต"

บุคลิกที่แข็งกร้าว พูดน้อย และใจเด็ดของ "อังกุส ดาวี ซานโตซา" ทำให้ 3 ชั่วโมงแห่งการฝึกซ้อม นักแบดมินตันทีมชาติไทย เต็มไปด้วยความซีเรียส อึดอัด ไม่มีการอ่อนข้อผ่อนปรนทุกกรณีกับนักกีฬาหญิง  

แรงกดดันมหาศาลที่โยนใส่นักกีฬา เรียกร้องให้ทุกคนทำตามในสิ่งที่โค้ชต้องการ โดยไม่สนว่านักกีฬาอยู่ในสภาพที่พร้อมไหม "บุศนันทน์" เล่าว่าเธอไม่เคยร้องไห้ระหว่างการฝึกซ้อม ไม่เคยรู้สึกฝืนตัวเอง และเหนื่อยเท่านี้มาก่อน 

"ครีม ตีแบดมินตันเพราะความรัก ความชอบ เหนื่อยแค่ไหนก็ยอม เพราะครีมอยากทำให้ตัวเองดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นมันหนักมาก ครีมไม่มีความสุขกับการเล่นกีฬาเลย หนักถึงขั้นที่ว่ากลับมาถึงบ้าน กลางคืนก็ยังนอนร้องไห้ เพราะไม่อยากตื่นมาเจอกับพรุ่งนี้ ที่ต้องออกไปซ้อมกับโค้ชคนนี้ เป็นแบบนี้อยู่นานเกือบ 3 เดือน"

"ครีม เครียดสุด ๆ เพราะมันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ใกล้ช่วงเปิดปีปฏิทินเก็บคะแนนลุ้นไปโอลิมปิก ต้องไปคุยกับรุ่นพี่ในทีมชาติ คุยกับนักจิตวิทยา เพื่อหาทางออกกับปัญหา เพราะครีมทุกข์ใจมาก เคยถึงขั้นที่ร้องไห้กับแม่แล้วบอกว่า 'ครีมอยากเลิกเล่นแล้ว เพราะไม่มีความสุขเลย' และเท่าที่ร่วมงานมา ครีมก็ดูเหมือนไม่ใช่ นักกีฬาที่โค้ชเขามองหาสักเท่าไหร่ ?"

หลากหลายคำแนะนำจากครอบครัวบอกให้เธอ "พยายามหาความสุขวันละเล็กละน้อย" และกำลังใจจากครอบครัวที่อยู่ข้างเธอมาตั้งแต่วันแรกที่จับไม้ ช่วยให้ บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ุ ก้าวผ่านความทุกข์ระทม มีเรี่ยวแรงที่จะยิ้มสู้บททดสอบหนัก ๆ จากโค้ชอังกุส 

"ครีมใช้หงาดเหงื่อพิสูจน์ให้โค้ชเห็นว่า เราไม่ยอมแพ้ เลือกฉันสิ ฉันเต็มที่กับมันมากแล้วนะ จนวันหนึ่งโค้ชที่ไม่เคยแสดงความรู้สึก เดินมาบอกครีมว่า เขายอมรับและเชื่อใจในตัวครีมนะ อยากให้ครีมเป็นขุนพลคู่ใจที่จะไปร่วมรบกับเขา" 

"ตอนหลังก็กลายเป็นสนิทกันมาก รักโค้ชคนนี้มาก เพราะเขาทำให้ครีมเป็น คนที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป"

ทุกอย่างเหมือนกำลังไปในทิศทางบวก กระทั่งเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งผู้ฝึกสอนอีกครั้ง เนื่องจาก อังกุส ดาวี ซานโตซา ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและยื่นหนังสือขอลาออก ช่วงต้นปี 2020 

"บุศนันทน์" รวมถึงบรรดานักตบลูกขนไก่ของสมาคมฯ จึงต้องปรับตัวเข้ากับโค้ชคนใหม่อีกครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องรองไปเลย 

เพราะช่วง 1 ปีที่ โอลิมปิก เกมส์ ถูกเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม บุศนันทน์ ประสบปัญหาใหญ่กว่า เธอได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนาน 3-4 เดือน และง่ายมากที่ถอดใจยอมแพ้กับอุปสรรค เนื่องจากยากที่จะการันตีได้ว่า เธอจะกลับมาเล่นได้ท็อปฟอร์มหลังผ่านอาการบาดเจ็บมา  

"ตอนนั้นเครียดมาก ๆ เพราะกลัวหายไม่ทัน เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2021 ที่จะมีทัวร์นาเมนต์เก็บสะสมแรงกิงโลก ขณะที่อาการบาดเจ็บของครีมก็ค่อนข้างน่ากังวล แต่ครีมก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาให้หายทันก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น"

"ครีมไปหาหมอทุกสัปดาห์ พยายามฟื้นฟูร่างกายตัวเอง เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำหมด จนร่างกายดีขึ้นทีละเล็กละน้อย แต่ก็ไม่ชัวร์ว่าจะหายทันหรือเปล่า อย่างน้อยครีมขอทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ตอนนั้นเรียกได้ว่า ครีมเทหมดหน้าตักแล้ว ไม่มีอะไรจะเสีย"

อาจมีอุปสรรคปัญหาที่เข้ามาโหมซัดให้ บุศนันทน์ ต้องร่วงไป 2 ครั้ง 2 ครา ทว่าเธอก็ยังคงกัดฟัน ลุกขึ้นมาสู้ต่อเป็นครั้งที่ 3 แม้เพิ่งกลับมาซ้อมตีได้เมื่อเดือนมกราคม 2021 แต่ บุศนันทน์ ก็พร้อมสำหรับการออกไปไล่ล่าคะแนนสะสมโลกในรายการที่้เหลือต่อจากนี้ เพื่อลุ้นโอกาสไปแข่ง โตเกียว เกมส์ 

 

ชีวิตลิขิตเอง 

สถานการณ์ของเกมรอบรองชนะเลิศ "ออร์เลอ็อง มาสเตอร์ 2021" อันเป็นศึกสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์สะสมคะแนนลุ้นไปโอลิมปิก เดินทางมาถึงเกมตัดสิน ในคู่ระหว่าง พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ กับ บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์

พรปวีณ์ ช่วงชิงความได้เปรียบขึ้นนำก่อนในเกมแรก 18-21 คะแนน จากนั้นเกมสอง บุศนันทน์ ไล่คืนมาด้วยสกอร์ 21-15 และในเกมสาม พรปวีณ์ ออกไปนำก่อนด้วยสกอร์ 13-6 

คู่แข่งของเธอ ต้องการอีกแค่ 8 แต้มก็จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ ส่วน บุศนันนท์ ต้องทำเพิ่มอีกถึง 15 แต้ม เพื่อพลิกกลับมาคว้าชัย เพราะผลลัพธ์การแข่งขัน มีผลโดยตรงต่อการลุ้นโควต้าโอลิมปิก เกมส์ 2020 ในประเภทหญิงเดี่ยว ทีมชาติไทย เนื่องจากทั้งคู่มีคะแนนสะสมใกล้เคียงกันมาก

"มันเหมือนเป็นเกมที่แทบตัดสินเลยว่า ใครจะได้ตั๋วใบโอลิมปิกไป ระหว่างครีมหรือหมิว ถ้าวันนั้นครีมไม่ชนะ วันนี้ก็คงต้องเป็นครีมเองที่ต้องมานั่งเสียใจ"

"เกมสาม ครีมถูกนำออกไปก่อน แต้มห่างพอสมควร สิ่งหนึ่งที่ครีมบอกกับตัวเองก็คือ 'ครีมขอขีดชะตาว่าตัวเองจะไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อด้วยมือของครีมเอง' ครีมไม่ยอมแพ้ พยายามสู้ทุกลูก วัดกันลูกต่อลูก จนพลิกลับมาชนะได้จริง ๆ ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ก่อนคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งครีมไม่ได้แชมป์รายการใหญ่ระดับโลกมานานพอสมควรแล้ว ก็ดีใจที่ตัวเองอดทนจนมาถึงตรงนี้"

เกือบครึ่งชีวิตที่ บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ เลือก "แบดมินตัน" เป็นเข็มทิศนำทาง โดยมี "โอลิมปิก เกมส์" เป็นจุดหมายปลายทางความฝันที่นักเดินทางสายเลือดไทย ต้องการไปให้ถึง 

ในที่สุดความเพียรพยายาม มุมานะ ไม่ยอมแพ้ก็นำพาเธอมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ บุศนันทน์ บอกกับเรา ทุกวันนี้ก็ยังคงฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพราะต้องการให้ตัวเองพร้อมที่สุด สำหรับมหกรรมกีฬา "โตเกียว เกมส์" ที่ประเทศญี่ปุ่น 

และเธอหวังว่านี่จะเป็นช่วงเวลาพิเศษที่สุดในชีวิต ที่จะได้เห็นการแข่งขันแบดมินตัน ด้วยสองตาตัวเอง ได้ลงสนามจริง ๆ ไม่ใช่แค่เป็นผู้ชมทางบ้านอีกต่อไป… และไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ บุศนันทน์ จะขอกำหนดและให้ไปเป็นไปด้วยสองมือของเธอเอง 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x