FEATURE

ลิเลซ่า : ฮีโร่เอธิโอเปีย กับสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจ ที่รัฐบาลบอก "มีคนหนุนหลัง" | Main Stand



หลายคนมักจะกล่าวว่า "กีฬาควรแยกให้อยู่ห่างจากการเมือง" ทว่าจากหน้าประวัติศาสตร์ เรากลับพบว่าการแยกสองเรื่องนี้จากกันทำได้ยากยิ่ง ไม่ต่างจากเรื่องอื่น ๆ อย่างเศรษฐกิจ, สังคม หรือแม้แต่ชีวิตประจำวัน ที่มักมีเรื่องนี้สอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งเสมอ


 

ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งกีฬาได้กลายเป็นสถานที่แสดงออกทางการเมือง หรือแม้กระทั่งสัญลักษณ์การแข่งขันทางการเมืองในหลากวาระ ทั้งเวทีแสดงพลังอำนาจของลัทธิฟาสซิสต์กับนาซีในฟุตบอลโลกและโอลิมปิกช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2, "Black Power Salute" เรียกร้องสิทธิคนเชื้อสายแอฟริกันในโอลิมปิก 1968 แม้กระทั่ง "คุกเข่าเคารพธงชาติ" ก่อนเกม NFL ที่มี โคลิน เคปเออร์นิก เป็นแกนนำ ก็ยังลุกลามเป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อสิ่งดังกล่าวขัดใจ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างแรง

แน่นอน เมื่อการกระทำดังกล่าวส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคม ผู้ที่แสดงออกย่อมต้องได้รับผลกระทบเป็นธรรมดา แต่สำหรับเรื่องราวของชายผู้นี้ สิ่งที่เขาพบเจอถือว่าหนักหนาไม่น้อย กับการต้องจากบ้านถึงกว่า 2 ปี ทั้ง ๆ ที่เพิ่งสร้างชื่อเสียงให้ชาติในฐานะ "ฮีโร่เหรียญเงินโอลิมปิก" เพียงเพราะประกาศให้โลกรู้ว่า "ประเทศของเขามีบางสิ่งเกิดขึ้น"

 

วิ่งตามไอดอล

ชีวิตของ เฟยิซ่า ลิเลซ่า ค่อนข้างคล้ายคลึงกับชาวเอธิโอเปียเพื่อนร่วมชาติของเขาหลายคน ที่เลือกจะเป็นนักวิ่งมาราธอนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ทว่าสำหรับเขา นั่นไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนี้ เพราะยังมีอีกแรงบันดาลใจสำคัญให้ดำเนินรอยตาม


Photo : www.forthedge.co.uk

นั่นคือ อเบเบ บิคิล่า วีรบุรุษของชาติผู้ใช้สองขาสร้างชื่อให้ประเทศ ด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยซ้อนในปี 1960 และ 1964 นั่นเอง

"บิคิล่าเปรียบเหมือนคนที่ส่องแสงสว่างให้โลกรู้ว่ามีประเทศเอธิโอเปียอยู่ครับ" ลิเลซ่าเริ่มเอ่ยถึงวีรบุรุษตลอดกาลของชาติ "อย่างที่ทราบกันดีว่าในอดีตประเทศของเราขัดสนไม่น้อย จนเขาไม่มีรองเท้าที่จะไปแข่งโอลิมปิก ถึงกระนั้น เขาก็ใช้สองเท้าเปล่านำตัวเองคว้าเหรียญทองโอลิมปิก (ปี 1960 ที่กรุงโรม ส่วนอีก 4 ปีต่อมาที่กรุงโตเกียว บิคิล่ามีรองเท้าใส่แล้ว) จนได้"

"ชัยชนะของบิคิล่า ถือเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้ชาวเอธิโอเปียหลายคนได้มีโอกาสเป็นนักวิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น หากไม่มีความสำเร็จของเขา ตัวผมเองคงไม่อยู่ในสถานะที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับพรรคพวกพี่น้องร่วมชาติได้เป็นแน่แท้"

และเส้นทางการเป็นนักวิ่งของลิเลซ่าก็เริ่มต้นจากจุดนั้น โดยช่วงแรกเจ้าตัวคือนักวิ่งครอสคันทรี่ดาวรุ่งฝีเท้าดี ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสายวิ่งถนนอย่างเต็มตัวในเวลาถัดมา และสามารถสร้างชื่อได้อย่างรวดเร็วจากการคว้าแชมป์ ดับลิน มาราธอน เมื่อปี 2009 ซึ่งถือเป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับนานาชาติครั้งแรกของเขาด้วย รวมถึงรายการ เซียะเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน ในปีถัดมา

ไม่เพียงเท่านั้น ลิเลซ่ายังพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเองในรายการใหญ่ๆ ด้วยการขึ้นโพเดียมศึก ชิคาโก้ มาราธอน 2 ปีซ้อน (อันดับ 3 ปี 2010 และอันดับ 2 ปี 2011) รวมถึงเหรียญทองแดงในศึกชิงแชมป์โลกปี 2011 ที่เมืองแตกูของเกาหลีใต้อีกด้วย


Photo : www.iaaf.org

ทว่าในระหว่างที่กำลังสร้างชื่อในฐานะนักวิ่งบนเวทีโลก กลับมีสิ่งหนึ่งในเอธิโอเปียบ้านเกิดที่กัดกินหัวใจของเขาอยู่ ...

 

ปัญหาที่บ้านเกิด

ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องนั้น คงต้องพูดกันถึงพื้นเพของลิเลซ่ากันเสียหน่อย ... เขาเป็นชาวเผ่าโอโรโม ซึ่งถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ของประเทศเอธิโอเปีย โดยมีจำนวนถึง 34% ของประชากรทั้งประเทศ รองลงมาคือชนเผ่าอามฮารา ที่มีประชากรอยู่ราว 27%


Photo : www.zehabesha.com

และเรื่องนั้นเองคือที่มาของปัญหาอันคาราคาซังในประเทศนี้มานานแสนนาน เพราะหลังจากที่เอธิโอเปียหลุดพ้นจากสงครามกลางเมืองและระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1991 พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อการปฏิวัติประชาชน หรือ EPRDF ซึ่งเป็นแกนนำในการต่อสู้ก็ได้ครองอำนาจการปกครองของประเทศนี้มาโดยตลอด

ประเด็นสำคัญคือ แม้พรรค EPRDF จะเป็นการรวมตัวของหลาย ๆ พรรคจากหลากกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ ชนเผ่าตีเกรย์ ซึ่งมีประชากรแค่ราว 6% ของประเทศกลับกุมตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางการบริหารเสียหมด ส่วนชนเผ่าโอโรโมและอามฮาราที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการบริหารเลย

หากจะยกตัวอย่างให้ชัด ๆ เอธิโอเปียในตอนนั้นก็ไม่ต่างอะไรจาก อิรัก สมัยที่ ซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้นำสูงสุด เมื่อชาวมุสลิมนิกายซุนนีซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศครองอำนาจทางการบริหาร ส่วนชาวนิกายชีอะฮ์กลับไม่มีสิทธิ์มีเสียง ทั้ง ๆ ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของดินแดนเมโสโปเตเมีย

ไม่เพียงเท่านั้น ดินแดนแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้ยังมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่มีทั้งภาวะแห้งแล้งและน้ำท่วมจากปรากฎการณ์ เอล นินโญ่ ทำให้ประสบปัญหาในการทำกสิกรรม ขณะเดียวกัน แม้เอธิโอเปียจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกตั้งแต่เข้าสู่สหัสวรรษใหม่ แต่การพัฒนากลับกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และเมืองที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลเท่านั้น เมืองในชนบทและเมืองที่ไม่ใช่ฐานเสียงกลับไม่ได้รับอานิสงส์ด้วย เพียงเท่านี้ก็พอจะเดาสภาพได้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามาจะกลายเป็นเชื้อไฟที่ปะทุความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเป็นแน่

และนั่นทำให้เกิดการประท้วงในประเทศเอธิโอเปียอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งแทบทุกครั้งลงเอยในลักษณะเดียวกัน คือฝ่ายรัฐสามารถปราบปรามผู้ชุมนุมได้ และเกิดความสูญเสียกับฝ่ายต่อต้านมากมาย เช่นในปี 2005 ที่การปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป ได้ทำให้มีผู้ประท้วงเสียชีวิตเกือบ 200 ศพ


Photo : www.zehabesha.com

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่มากระทบจิตใจลิเลซ่าก็บังเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงจากชนเผ่าโอโรโม ประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐที่ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสร้างนิคมการลงทุนใหม่ ซึ่งการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ได้ลุกลามจนเกิดเหตุประท้วงไปทั่วดินแดนของชนเผ่าโอโรโม

"ยิ่งปราบยิ่งลาม" น่าจะเป็นคำพูดที่อธิบายสภาพการณ์ของเหตุประท้วงนี้ได้ดีที่สุด เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพ และผู้บาดเจ็บจำนวนมากตามรายงานจากองค์กร ฮิวแมน ไรท์ส วอช ที่สังเกตการณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ที่สุดแล้ว การชุมนุมประท้วงก็ขยายสู่วงกว้างไปยังเขตแดนของชนเผ่าอื่นๆ อย่าง อามฮารา กลายเป็นการประท้วงใหญ่ไปทั่วประเทศตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2016 ก่อนหน้าการแข่งขันโอลิมปิกเพียงไม่กี่สัปดาห์

ตัวลิเลซ่าที่เป็นชาวเผ่าโอโรโมก็รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดอย่างต่อเนื่องอยู่เต็มอก แต่ในเวลานั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้มีพลังทางสังคมมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้แต่เก็บความคับแค้นไว้ในส่วนลึกเพื่อรอแสดงออกในเวลาที่เหมาะสม

 

ดีเดย์

21 สิงหาคม 2016 มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ที่นครริโอ เดอ จาเนโร เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของการแข่งขัน โดย วิ่งมาราธอนชาย กีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยโอลิมปิกยุคโบราณ และเป็นหนึ่งในกีฬาที่สะท้อนถึงสปิริตของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติได้ดีที่สุด เป็นกีฬาชนิดท้าย ๆ ที่มีการชิงเหรียญรางวัล ซึ่ง เฟยิซ่า ลิเลซ่า ผ่านการคัดเลือกเข้ามาทำการแข่งขันด้วย


Photo : www.dailynews.com

อันที่จริง ลิเลซ่าเองก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งของคราวนั้น จากการที่เจ้าตัวเพิ่งคว้าแชมป์รายการ โตเกียว มาราธอน หนึ่งใน 6 รายการระดับเมเจอร์เมื่อช่วงต้นปี ทว่าคู่ต่อสู้อย่าง เอเลียด คิปโชเก้ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เคนยา (ซึ่งสร้างสถิติโลกใหม่ของการวิ่งมาราธอนอีก 2 ปีต่อมา) ถือเป็นหนึ่งใน "บิ๊กเนม" ของวงการยุคนี้ เมื่อผลการแข่งขันใน 4 รายการระดับเมเจอร์ก่อนถึงโอลิมปิกที่ปอดเหล็กผู้นี้ลงสนาม (ชิคาโก้ 2014, ลอนดอน กับ เบอร์ลิน 2015 และ ลอนดอน 2016) สะกดได้เพียงคำเดียวเท่านั้น นั่นคือ "แชมป์"

และแม้ลิเลซ่าจะเร็วสู้นักวิ่งตัวท็อปอย่างคิปโชเก้ ที่ได้เหรียญทองในการแข่งขันคราวนั้นไม่ได้ แต่การวิ่งตามมาในฐานะอันดับ 2 ก็ถือเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น การที่โอลิมปิกถือเป็นมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ นั่นหมายความว่า แฟนกีฬาทั่วทุกมุมโลกจะจับจ้องที่ผู้เข้าแข่งขันอย่างเขา ซึ่งรวมถึงคนที่เอธิโอเปียบ้านเกิดด้วย ถือเป็นช่วงเวลาอันเหมาะเจาะที่สุดในการแสดงให้โลกรู้ว่า บ้านเกิดของเขากำลังมีปัญหา

เมื่อเส้นชัยอยู่ตรงหน้า สมองและหัวใจของลิเลซ่าก็ได้สั่งการให้แขนทั้งสองข้างยกขึ้นเพื่อทำเป็นเครื่องหมายกากบาท ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โฟกัสของตากล้องทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวพุ่งเข้าใส่เขาทันที


Photo : time.com

เฟยิซ่า ลิเลซ่า คว้าเหรียญเงินวิ่งมาราธอนโอลิมปิก 2016 และหลังจากที่พิธีมอบเหรียญเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาเปิดเผยเสียทีว่า ท่ากากบาทนั้นคืออะไร และเขาทำมันด้วยสาเหตุใดกันแน่ ?

"อ๋อ ท่ากากบาทนั่นเหรอครับ ? มันคือสัญลักษณ์ที่ชนเผ่าโอโรโม เชื้อสายเดียวกับผมทำขึ้นเพื่อบอกว่า 'พวกเขาไม่มีอาวุธ' ในการประท้วง ผมทำท่านี้เพื่อให้โลกรู้ว่า พวกพ้องของผมถูกเจ้าหน้าที่รัฐปราบปราม ทำร้าย ฆ่าให้ตายไปมากมายเหลือเกิน แม้พวกเขาแสดงออกแล้วว่ามีเจตนาอันบริสุทธิ์ก็ตาม"

เรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่กัดกินใจของลิเลซ่ามาโดยตลอด โดยเจ้าตัวเผยต่อว่า "สมัยที่ผมเรียนอยู่เกรด 9 (มัธยมศึกษาปีที่ 3) เพื่อนของผม 3 คนต้องตายเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งนานวันเข้าสถานการณ์ก็ไม่ต่างจากเดิม แถมมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเสียด้วยซ้ำ"

"แม้กระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายของการฝึกซ้อมก่อนลงแข่งโอลิมปิก เรื่องดังกล่าวก็ยังคงเป็นสิ่งที่กระทบโสตประสาทของผมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งผมเองก็ได้ให้ความช่วยเหลือต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงกลุ่มผู้ประท้วงอยู่ไม่น้อย มันทำให้ผมตัดสินใจว่าจะทำสิ่งนี้เพื่อให้โลกรับรู้ถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นเสียที"

 

แรงกระเพื่อมอันรุนแรง

แม้เรื่องดังกล่าวดูจะหมิ่นเหม่ว่า นี่คือการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ แต่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ก็ตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ ต่อลิเลซ่า ถึงกระนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวพัฒนากลายเป็นความขัดแย้งอันรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับฮีโร่โอลิมปิกจนได้


Photo : theolympians.co

เรื่องมันก็เป็นเพราะ ระหว่างการเปิดใจหลังคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกซึ่งเผยถึงสาเหตุของท่ากากบาทตอนเข้าเส้นชัย เจ้าตัวยังได้พูดทิ้งท้ายด้วยว่า

"จากสิ่งที่ได้พูดและทำไป ผมคงกลับบ้านเกิดผมไม่ได้อีกตลอดชีวิตแล้วล่ะ เพราะบางทีผมอาจถูกจับ หรือสังหารก็เป็นได้"

แน่นอน รัฐบาลของเอธิโอเปียไม่พอใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก ไฮเลมาเรียม เดชาเลน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเชื่ออย่างฝังใจว่า การแสดงออกของฮีโร่โอลิมปิกรายนี้ต้องมีเบื้องหลัง

"เราส่งลิเลซ่าไปแข่งโอลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่า ต้องการให้เขาเดินทางกลับบ้านหลังคว้าเหรียญ แต่สิ่งที่เขาทำ ผมมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความคิดของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว เรื่องนี้จะต้องมีคนที่อยู่เบื้องหลังแน่นอน" ผู้กุมอำนาจสูงสุดทางฝ่ายบริหารกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า กลุ่มต่อต้านพลัดถิ่น ศัตรูที่รัฐบาลไม่อาจเอื้อมมือถึงเป็นผู้ให้การสนับสนุน

แม้จะด่าแบบสาดเสียเทเสีย พร้อมกับมีการตอบโต้จากภาครัฐทุกครั้งที่ลิเลซ่าเปิดใจกับสื่อ แต่รัฐบาลก็ทราบดีว่า สถานะของปอดเหล็กผู้นี้จะทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์มากหากดึงเข้ามาเป็นพวกได้ เดชาเลนจึงพูดผ่านสื่อว่า ยินดีต้อนรับฮีโร่ของชาติคนนี้กลับบ้าน พร้อมรับประกันความปลอดภัย

ถึงกระนั้น แม้แต่สมาชิกในครอบครัวเองก็ไม่เชื่อในสิ่งที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ... "รับประกันความปลอดภัย ?" แม่ของลิเลซ่าย้อนทันทีเมื่อมีนักข่าวถามเรื่องนี้กับเธอ "พวกคุณเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลพูดเหรอ ? แม่ไม่คิดอย่างนั้นนะ แม่ว่าลูกจะไปอยู่ที่ไหนก็ไปเถอะ อย่ากลับมาที่นี่เลย"

และลิเลซ่าก็ทำจริง ๆ เพราะหลังจากจบโอลิมปิก เจ้าตัวได้ใช้ชีวิตอยู่ในบราซิลพักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจหาที่พำนักแห่งใหม่ ที่ซึ่งเขาจะสามารถทุ่มเทกับการฝึกซ้อมได้เต็มที่ และด้วยผลงานการแข่งขันที่ผ่านมา ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาตัดสินใจออกวีซ่าผู้ชำนาญทักษะให้ เขาจึงสามารถไปลงหลักปักฐานที่ดินแดนแห่งเสรีภาพ เพื่อทุ่มเทกับการฝึกซ้อมและแข่งขันได้โดยไม่ต้องพะวงว่า ชีวิตจะเจอกับความเสี่ยงจากอำนาจรัฐกับผู้สนับสนุนเมื่อไหร่

 

วันฟ้าเปลี่ยนสี

แม้จะย้ายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนภรรยาและลูกๆ ก็หอบกระเป๋าบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว แต่ "สำนึกรักบ้านเกิด" ยังเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของลิเลซ่าเสมอ เนื่องจากญาติๆ ของเขาหลายคนยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แถมบางคนยังถูกคุมขังจากการออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาล


Photo :  Jane Monti for Race Results Weekly

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจไม่ยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอื่น มิหนำซ้ำ ยังเรียกร้องให้นานาชาติเหลียวมอง และเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้อีกด้วย

"จริง ๆ ผมก็กลัวนะว่าประเทศของผมจะเลวร้ายแบบที่ลิเบียเคยเป็นหรือไม่ ถึงกระนั้นผมก็ยังมีความเชื่อว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จนสามารถกลับไปที่นั่นได้อีกครั้ง เพราะผมยังต้องการรับใช้ทีมชาติเอธิโอเปียอยู่เสมอ"

ชีวิตแม้จะเจอกับความมืดมนเพียงใด แต่วันฟ้าใหม่ย่อมมาถึงเสมอ การเมืองของเอธิโอเปียก็เช่นกัน เพราะหลังจากที่การประท้วงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ช่วงก่อนโอลิมปิก 2016 ที่สุดแล้ว ไฮเลมาเรียม เดชาเลน ก็ทนความกดดันจากทั้งในประเทศและระดับนานาชาติไม่ไหว ต้องขอลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 และหลังจาก 2 เดือนในการสรรหาผู้นำคนใหม่ ก็ได้ อาบีย์ อาเหม็ด นักการเมืองจากชนเผ่าโอโรโม ชาติพันธุ์เดียวกับลิเลซ่าและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นดำรงตำแหน่ง

ในการแถลงนโยบาย อาเหม็ดได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะสร้างมาตรฐานของประเทศนี้ขึ้นใหม่ ซึ่งประชาชนทุกคนของประเทศไม่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดก็จะมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน รวมถึงวางรากฐานสู่ระบอบการปกครองที่ยั่งยืน แน่นอน ลิเลซ่าติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเมื่อมีนักข่าวอีเมลมาสอบถามความเห็น เขาจึงพิมพ์กลับไปว่า

"ถ้าเขาสามารถเปลี่ยนวาทศิลป์ที่พูด เป็นการกระทำที่เห็นผลได้จริง ผมว่าเขาก็น่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในประเทศนี้ได้ แม้หลายสิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่อีกหลายสิ่งผมว่าก็น่าจะดีกว่าเดิมแหละน่า"

และเพียงไม่กี่เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง หลายสิ่งในเอธิโอเปียก็ดีขึ้นตามคำสัญญา แม้สถานการณ์ของประเทศจะยังมีการประท้วงอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มมีสัญญาณของความเท่าเทียมให้เห็น เริ่มตั้งแต่คณะรัฐมนตรีที่มีการแต่งตั้งผู้หญิงเข้าไปดำรงตำแหน่งถึงครึ่งต่อครึ่ง

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ผู้ใหญ่ในวงการกีฬาของเอธิโอเปียอย่าง อชีบี โวลเดอกอร์กิส ประธานคณะกรรมการโอลิมปิก และ ไฮเล่ เกเบรเซลาสซี่ ฮีโร่ของชาติอีกราย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกวิ่ง 10,000 เมตร 2 สมัยซ้อน ที่ปัจจุบันขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานสหพันธ์กรีฑา ส่งจดหมายเชิญลิเลซ่ากลับบ้านเกิดอีกครั้งเพื่อสานต่อความสำเร็จที่เคยทำไว้ร่วมกัน พร้อมยืนยันว่า ปอดเหล็กดีกรีเหรียญเงินโอลิมปิกคนนี้คือฮีโร่ของชาติ และจะรับประกันความปลอดภัยเวลาอยู่ในประเทศอีกด้วย

ด้วยสถานการณ์ของประเทศซึ่งมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ที่สุดแล้ว เฟยิซ่า ลิเลซ่า ก็ตัดสินใจเดินทางกลับเอธิโอเปียบ้านเกิดอีกครั้ง เขาเดินทางถึงกรุงแอดดิส อบาบา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2018 โดยมี วอคเน เกเบเยฮู รัฐมนตรีต่างประเทศ และประชาชนเพื่อนร่วมชาติให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่อีก 1 ปีถัดมา เจ้าตัวก็ได้รับเงินอัดฉีด 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 557,000 บาท) ที่รัฐบาลชุดก่อนดองไว้ไม่ยอมจ่าย จากการกระทำในวันคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกเสียที

"ผมรู้ดีว่าที่สุดแล้ว วันนี้จะต้องมาถึง เลือดที่พี่น้องร่วมชาติของผมต้องหลั่งรินเพื่อประเทศนี้ ที่สุดแล้วมันไม่สูญเปล่า" เจ้าตัวเอ่ยประโยคนี้กับสำนักข่าวรอยเตอร์สทันทีที่กลับสู่มาตุภูมิอีกครั้ง

"ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่า ระบอบเผด็จการของประเทศนี้จะต้องถึงวันล่มสลาย ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังมั่นใจมาโดยตลอดว่า วันที่จะได้กลับมาพบกับทุกคนในบ้านเกิดของผมจะต้องมาถึง แม้ในอดีตผมไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าแค่ไหน แต่วันนี้ ผมกลับมาแล้ว"

"ผมเชื่อมั่นว่ายังสามารถสร้างผลงานการวิ่งที่ดีเช่นนี้ให้กับประเทศของผมได้ และผมทราบดีว่า ผู้คนรักผมจากการเป็นนักกีฬา ไม่ใช่นักการเมือง สิ่งที่ผมทำ ก็แค่นำความทุกข์ของผู้คนในประเทศนี้ให้คนทั้งโลกทราบด้วยอาชีพของผมเท่านั้นเอง"


Photo : www.si.com

หากจะถามว่า ชาวเอธิโอเปียรัก เฟยิซ่า ลิเลซ่า ขนาดไหน ? เรื่องราวจาก คริส ชาเวซ ผู้สื่อข่าวของ Sports Illustrated สื่อกีฬาระดับโลกน่าจะพอตอบคำถามนี้ได้ โดยเจ้าตัวเล่าว่า เขามีโอกาสได้ไปทำข่าว ชิคาโก้ มาราธอน และพบกับคนขับอูเบอร์ชื่อ ฮุสเซน ซึ่งเป็นชาวเอธิโอเปียชนเผ่าโอโรโมที่อพยพมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

เมื่อทราบถึงพื้นเพชีวิตของคู่สนทนา ชาเวซจึงได้ถามความรู้สึกของคนขับอูเบอร์รายนี้ที่มีต่อฮีโร่โอลิมปิกคนนี้ และคำตอบถือว่าน่าสนใจยิ่ง

"เฟยิซ่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮีโร่ของชนเผ่าโอโรโมเท่านั้น แต่ยังเป็นฮีโร่ของคนเอธิโอเปียทั้งชาติ" ฮุสเซนเผย "เขาคือหนึ่งในคนที่เปิดโปงเรื่องเลวร้ายในประเทศนี้ให้โลกเห็นจนกลายเป็นข่าวใหญ่ ผมว่ามันน่าเหลือเชื่อมากนะ เขายังหนุ่ม แต่สามารถเปลี่ยนประเด็นสนทนาของผู้คนทั้งประเทศได้จากการกระทำของเขา แค่นั้นเอง"

นักกีฬา ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีหน้ามีตาทางสังคม เพราะด้วยฝีมือและชื่อเสียง จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะต้องฟังเสียง หรือแม้แต่รับรู้ถึงการกระทำทั้งในและนอกสนาม

แน่นอน เสียงของบุคคลที่มีชื่ออย่างนักกีฬา ถือว่าดังกว่าประชากรทั่วไป คำถามก็คือ พวกเขาจะใช้เสียงของเขาเพื่อการใด เพื่อชื่อเสียง เงินทองของตน หรือเพื่อประชาชนร่วมสังคม

เรื่องดังกล่าวคงไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่เรื่องราวของ เฟยิซ่า ลิเลซ่า น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถใช้เป็นบทเรียนกับเราทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงได้ว่า หากใช้ชื่อเสียงในทางที่เหมาะสม ใช้ชื่อเสียงเพื่อสะท้อนปัญหาที่มีในสังคม กระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้อง

แม้มันอาจจะส่งผลต่อตัวเองอยู่บ้างในบางครั้ง แต่สิ่งที่จะได้กลับมาแน่ ๆ ก็คือ หัวใจของเพื่อนร่วมชาติ และอาจหมายถึงคนทั้งโลก ที่พร้อมมอบความรักให้อย่างไม่มีข้อแม้ ซึ่งบางที นี่อาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าผลงานในสนามแข่งขัน หรือบนเส้นทางอาชีพของตัวเองเสียอีก

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/athletics/38507078
https://www.borkena.com/2016/08/26/feyisa-lilesa-s-mother-and-family-speak-out/
https://www.euractiv.com/section/development-policy/interview/olympics-dissident-ethiopia-could-become-another-libya/
https://foreignpolicy.com/2016/09/21/ethiopian-pm-blames-olympic-protest-on-u-s-based-dissenters/
https://www.hrw.org/tag/ethiopian-protests
https://qz.com/africa/1254946/feyisa-lilesa-ethiopias-exiled-marathoner-on-abiy-ahmed-and-political-change/
https://www.reuters.com/article/us-ethiopia-politics-runner/exiled-ethiopian-olympic-runner-who-protested-against-government-returns-home-idUSKCN1MV0ND
https://www.sbnation.com/2016/9/13/12901284/feyisa-lilesa-ethiopia-protest-marathon-rio-olympics-2016
https://www.si.com/olympics/2018/10/23/feyisa-lilesa-ethiopia-return-oromo-protest-2016-olympics
https://www.thenation.com/article/sports-protest-and-risking-your-life-interview-with-2016-olympic-medalist-and-protester-feyisa-lilesa/
https://www.washingtonpost.com/news/early-lead/wp/2018/08/16/now-a-hero-in-ethiopia-exiled-runner-feyisa-lilesa-is-invited-to-return-home-again/?utm_term=.63cefbbc425a
https://www.bbc.com/news/world-africa-47879919



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x