FEATURE

แกสคอยน์ - ยูโร 1996 : ครั้งสุดท้ายที่โลกได้เห็นอัจฉริยะจากแดนผู้ดีบนสังเวียนลูกหนัง | Main Stand



อังกฤษคือชาติที่ผลิตนักเตะระดับโลกขึ้นมามากมาย แต่มีผู้ชายคนหนึ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่น นั่นคือ พอล แกสคอยน์ อัจฉริยะลูกหนังตัวจริงเสียงจริงแห่งแดนผู้ดี

 


เทคนิคการเล่นฟุตบอลระดับบราซิเลียน ทำให้ครั้งหนึ่งแกสคอยน์เคยเป็นแข้งเบอร์ 1 ของอังกฤษ แต่ปัญหานอกสนามมากมาย เข้ามาบดบังความสามารถของเขา จนทำให้ไปไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น 

อย่างไรก็ตาม แกสคอยน์ฝากความทรงจำมากมายไว้ให้แฟนลูกหนังทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือฟุตบอลยูโร 1996 อันเป็นครั้งสุดท้ายที่อัจฉริยะรายนี้ โชว์ผลงานสุดประทับใจไม่รู้ลืม พร้อมกับฝากหนึ่งในประตูสุดสวยตลอดกาลของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

 

อัจฉริยะตุ้ยนุ้ย

อังกฤษคือต้นกำหนดของฟุตบอลยุคใหม่ ประเทศนี้ให้กำเนิดหลายสิ่งบนโลกลูกหนัง ยกเว้นหนึ่งอย่างที่หาได้อยากเหลือเกิน นั่นคือ นักเตะพรสวรรค์สูง ที่พร้อมทำสิ่งเหนือจินตนาการบนผืนหญ้า

ในขณะที่ผู้เล่นอัจฉริยะ มีให้เห็นมากมายที่ทวีปอเมริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ หรือแม้กระทั่งอิตาลี อังกฤษกลับเต็มไปด้วยบอลพละกำลัง วิ่งแหลก อัดหนัก ชนเป็นชน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลผู้ดี ที่ไม่ผู้ดีแม้แต่น้อย


Photo : chroniclelive.co.uk

ดังนั้น เมื่อมีนักฟุตบอลพรสวรรค์สูงสักคน เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ หรือชาติอื่นในสหราชอาณาจักรก็ตาม พวกเขาจะได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งมาพร้อมกับความคาดหวังที่หนักอึ้งด้วยเช่นกัน

ปลายยุค 80s อิงลิชชนได้รู้จักกับนักเตะพรสวรรค์หน้าใหม่ จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าง พอล แกสคอยน์ เขาเป็นนักเตะเยาวชนของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่ประจำภูมิภาค 

สิ่งที่ทำให้แกสคอยน์โด่งดังอย่างรวดเร็ว คือพรสวรรค์ที่ขัดกับรูปร่างของเขา ตอนเซ็นสัญญากับสโมสรนิวคาสเซิล เมื่ออายุ 16 ขวบ เขาเป็นคนอ้วนมีพุง ไร้กล้ามเนื้อ ไม่มีลักษณะของนักกีฬา ชนิดที่ แจ็ค ชาร์ลตัน โค้ชของทัพสาลิกาดงในเวลานั้น ยังเรียกแกสคอยน์ว่า "เจ้าตุ้ยนุ้ย" 

เรื่องราวมาถูกเปิดเผยในภายหลังว่า เหตุผลที่แกสคอยน์อ้วนฉุตลอดเวลา เพราะความยากจนของครอบครัว ทำให้เขาต้องกินอาหารราคาถูก ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการแทบทุกวัน ซึ่งเจ้าตัวดันชอบจนกลายเป็นของกินติดปากแบบเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะชอบกินไส้กรอกสักกี่แท่ง หรือซัดแฮมเบอร์เกอร์เข้าปากทุกวัน ก็ไม่ได้มีผลต่อการวาดลวดลายในสนาม ทุกครั้งที่แกสคอยน์สวมสตั๊ด ก้าวลงบนผืนหญ้าเขาเล่นฟุตบอลด้วยความสุข และพร้อมโชว์พรสวรรค์ให้ทุกคนได้เห็น

ทักษะที่โดดเด่น ทำให้แกสคอยน์กลายเป็นกัปตันทีมชุดเยาวชนของนิวคาสเซิล ตั้งแต่อายุ 17 ปี และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ ประจำฤดูกาล 1984-85 ส่งผลให้เขาถูกเรียกตัวขึ้นสุ่ชุดใหญ่ทันที 

เข้าสู่ฤดูกาล 1985-86 แกสคอยน์ยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม เขาร่ายเวทมนตร์ความโดดเด่นไม่หยุดหย่อน ทั้งที่อายุเพียง 18 ปี ชื่อของเขาดังไปทั่วประเทศ เพราะแฟนบอลล้วนติดตามว่า ในเกมการแข่งขันของนิวคาสเซิล จะได้เห็นแกสคอยน์ ทำอะไรที่น่าตื่นเต้นกับฟุตบอลบ้าง


Photo : chroniclelive.co.uk

"ทักษะของเขามันน่าเหลือเชื่อ โคตรเหลือเชื่อ เขาแสดงให้เห็นแล้ว ผมเชื่อว่าคุณก็รู้ดี ถึงจะดูเหมือนเป็นคนที่ชอบกินแม็คโดนัลด์มากไปหน่อยก็ตาม อย่างไรก็ตาม สำหรับผมเขาคือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก" แจ็คกี มิลเบิร์น ตำนานของทีมสาลิกาดง อวยนักฟุตบอลรุ่นน้องแบบสุดลิ่มทิ่มประตู

ทักษะบนสนามของแกสคอยน์ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เขาสามารถหลอกค่ต่อสู้ให้หัวทิ่มได้ง่ายดาย, สามารถสัมผัสฟุตบอลได้อย่างนิ่มนวล, หากลูกบอลอยู่กับเท้า "แกซซ่า" เหมือนมีเวทย์มนตร์ จะควบคุมฟุตบอลอย่างไรก็ได้ รวมถึงการยิงประตูที่สามารถทำได้ทุกระยะ จะเป็นการยิงไกลสุดแรง, ชิบข้ามหัวผู้รักษาประตูสุดเนียน หรือวิ่งมาชาร์จบอลในกรอบเขตโทษ เขาจัดการได้หมด

ฟุตบอลอังกฤษตื่นตาตื่นใจไปกับเจ้าหนูแกซซ่า ด้วยวัย 21 ปี เขาย้ายจาก นิวคาสเซิล สู่ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ด้วยค่าตัว 2.2 ล้านปอนด์ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักเตะอังกฤษ เมื่อปี 1989

 

อาการบาดเจ็บทำลายทุกสิ่ง 

ไม่ผิดเลยหากบอกว่า ในปี 1990 พอล แกสคอยน์ คือซูเปอร์สตาร์ลูกหนังเบอร์ 1 ของแดนผู้ดี เขากลายเป็นความหวังของคนทั้งประเทศ กับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี 

ถึงทำไม่สำเร็จ เพราะตกรอบรองชนะเลิศด้วยฝีมือเยอรมันตะวันตก แต่นี่คือทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดที่แท้จริงของแกซซ่า เขาไม่ใช่แค่สตาร์ของฟุตบอลอังกฤษอีกต่อไป แต่เป็นยอดนักฟุตบอลที่โลกใบนี้ให้การยอมรับ 

 

 

ชีวิตของแกสคอยสน์ควรจะพุ่งขึ้นสูงสุด หลังจากคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมจากสมาคมนักฟุตบอลอังกฤษ ในปี 1990-91 และเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปีเดียวกัน กับ นอตติงแฮม ฟอเรสต์

ก่อนหน้านี้ แชมป์คือสิ่งที่แกซซ่าต้องการมาตลอด เขาเลือกย้ายออกจากนิวคาสเซิล มาสู่ลอนดอนเหนือเพื่อหวังจะได้ชูถ้วย และความฝันของแกสคอยน์กำลังจะเป็นจริง ขอแค่ล้มฟอเรสต์ลงให้ได้

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดกับแกซซ่าในเกมนั้น เขาคว้าแชมป์ครั้งแรกในชีวิต หลังสเปอร์สเอาชนะฟอเรสต์ 2-1 ในช่วงต่อเวลา ขณะเดียวกันสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น เพราแข้งอัจฉริยะบาดเจ็บเอ็นเข่าด้านขวาขาดระหว่างเกม ต้องพักยาวนานกว่า 1 ปี

อาการบาดเจ็บคือสิ่งเลวร้ายสำหรับนักบอลทุกคน แต่สำหรับ พอล แกสคอยน์ มันแย่กว่านักบอลปกติทั่วไป เพราะไม่ได้แค่ทำร้ายร่างกาย แต่สร้างบาดแผลมหาศาลในจิตใจของเขา

ย้อนไปในวัยเด็ก แกสคอยน์เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนสุดขีด พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาเลี้ยงดู เขากลายเป็นเด็กเกเรเที่ยวเตร่ไปเรื่อย สร้างปัญหาวุ่นวายมากมาย ใช้ชีวิตด้วยลักขโมยเพื่อหาเงินมาสร้างความสุขให้ตัวเอง

สิ่งเดียวที่พาชายคนนี้กลับมาได้คือฟุตบอล ตั้งแต่เขาเริ่มเล่นกีฬานี้อย่างจริงจัง เขาลืมเรื่องทุกข์ยากต่าง ๆ ไปจากชีวิต มีความสุขกับการอยู่บนสนามหญ้า ดูได้จากการเล่นที่เร้าใจ แพชชั่นเต็มร้อย รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าตลอดเวลา

"ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อเล่นฟุตบอล ... ฟุตบอลเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมไม่คิดถึงความตาย" แกซซ่าเล่าถึงความหมายที่เกมลูกหนังมีต่อเขา ซึ่งเป็นมากกว่าชีวิต 


Photo : tottenhamhotspur.com

อาการบาดเจ็บที่เข่าพรากฟุตบอลไปจากเขา สำหรับแกซซ่าคือโลกที่พังทลาย สิ่งที่เขารักมากที่สุดได้จากไป อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี แต่สำหรับชายคนนี้ ช่วงเวลาปีเดียวเหมือนกับชั่วชีวิต

พอล แกสคอยน์ ต้องหาอย่างอื่นมาเยียวจิตใจ และเขาหันไปหาเครื่องดื่มมึนเมา แกซซ่าออกจากบ้านไปเที่ยวผับเกือบทุกวัน เพื่อให้เขาลืมความเศร้าที่ไม่สามารถวาดลวดลายบนสนามหญ้า เขาจึงเห็นไปโชว์ลีลาในสถานบันเทิง

ระยะเวลาอันสั้น แกสคอยน์กลายเป็นคนติดเที่ยว และเปลี่ยนให้หนุ่มน้อยอารมณ์ดี กลายเป็นชายขี้หงุดหงิด คาดเดาทางความรู้สึกไม่ได้ จนสเปอร์สทนปวดหัวกับเขาไม่ไหว ยอมให้เขาย้ายสู่สโมสร ลาซิโอ ในประเทศอิตาลี เมื่อปี 1992 

 

เรื่องเศร้าที่อิตาลี

ชีวิตของแกสคอยน์ที่กรุงโรม ถูกบอกเล่าสู่คนรุ่นหลังในฐานะโศกนาฏกรรม เนื่องจากปัญหาระหว่างนักเตะ และสโมสรเกิดขึ้นมากมายไม่หยุด

เพียงแค่เริ่มต้น ลาซิโอต้องการให้แกซซ่าฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเรียกความฟิตที่ไม่ได้เล่นมาเกิน 1 ปีให้ดีที่สุด ซึ่งแกซซ่างงเป็นไก่ตาแตก เขาคิดว่าที่อิตาลี จะฝึกซ้อมกันแบบสบาย ๆ จนกลายเป็นปัญหาปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่ไม่ได้ของแข้งรายนี้


Photo : twitter.com/thesefootytimes

โชคร้ายซ้ำสองคือโค้ช ลาซิโอ ณ เวลานั้น คือ ดิโน ซอฟฟ์ ตำนานฟุตบอลอิตาลีที่ขึ้นชื่อถึงการเป็นนักบอลที่ดี มีระเบียบวินัยขั้นสุด เป็นสุภาพบุรุษในสนาม เขาต้องการสิ่งเหล่านี้จากลูกทีมของเขาเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในตัวของ พอล แกสคอยน์

ปัญหาหลักของแกซซ่าคือเขาขี้เกียจซ้อม จนกลายเป็นปัญหาใหญ่กับสโมสร สุดท้ายเขากลายเป็นนักเตะที่ไม่ได้เรื่อง ลงสู่สนามได้แต่สร้างเรื่องน่าผิดหวัง เพราะร่างกายของเขาไม่ฟิตพร้อมกับการเล่นฟุตบอลอาชีพแม้แต่น้อย

แกซซ่าไม่เคยสนใจปัญหาที่เกิดขึ้น เขายังคงขี้เกียจซ้อม เอาแต่ใจ พร้อมเปิดศึกกับทุกคนที่ขัดใจเขา ภายในเวลาไม่ถึงปี จากนักฟุตบอลที่แฟนลาซิโอตื่นเต้นมากที่สุด แปรเปลี่ยนเป็นผู้เล่นที่โดนเขียนป้ายด่า โดยกลุ่มอัลตราส์ของทีมอินทรีฟ้าขาว

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าแข้งพรสวรรค์ จะให้สิ้นชื่อไปง่าย ๆ คงไม่ได้ ท้ายฤดูกาล 1992-93 และต้นฤดูกาล 1993-94 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของแกสคอยน์ที่อิตาลี ความฟิตที่ดีขึ้นแม้ไม่เต็มร้อย ก็ทำให้ความอัจฉริยะของเขาฉายแสง กลับกลายคืนมาเป็นที่รักของแฟนบอลในที่สุด


Photo : twitter.com/90sfootball

"แกสคอยน์สามารถเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ฟุตบอลอิตาลี เขาทั้งแข็งแกร่ง รวดเร็ว และเล่นฟุตบอลได้อย่างสวยงามที่สุด ตอนนี้เขาเล่นได้ดีนะ แต่ผมรู้ว่าเก่งได้มากกว่านี้เยอะ ถ้าเขาตั้งใจพัฒนาร่างกายตัวเองให้สมบูรณ์แบบ" ฟาบิโอ คาเปลโล กุนซือของ เอซี มิลาน ณ ตอนนั้น ชื่นชมแกซซ่า หลังประจักษ์ผลงานด้วยตาตัวเอง

น่าเสียดายที่แกซซ่าไม่เคยคิดจะแก้ไขปัญหานอกสนาม เขาชอบซ้อมเบา ๆ โดยไม่สนใจเสียงของคนอื่น และท่องเที่ยวยามราตรีตามที่อารมณ์ต้องการ ซึ่งทำให้แกสคอยน์ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมทีม และทีมงานโค้ช ในเรื่องนิสัยส่วนตัว

สุดท้ายแข้งชาวอังกฤษจึงต้องอยู่ท่ามกลางสังคมที่ไม่เป็นมิตร เขาเสียความมุ่งมั่นจากการเล่นฟุตบอล ทะเลาะกับคนอื่นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะสื่ออิตาลีที่เขียนข่าวโจมตีตลอดเวลา จนถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายช่างภาพมาแล้ว

"ผมไม่มีใครให้เชื่อใจได้เลยที่อิตาลี" แกสคอยน์เล่าถึงชีวิตแสนเศร้าของเขาในอิตาลี นอกจากนี้เจ้าตัวยังโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยครั้ง จนเขาเคยเปิดเผยว่า น่าจะตัดขาของตัวเองทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป หากจะเจ็บบ่อยขนาดนี้

สุดท้าย แกซซ่าแทบไม่เหลือความสุขในการเล่นฟุตบอลอีกแล้ว จากเกมที่เป็นทุกอย่างของชีวิต เขาเริ่มไม่รู้ว่าตัวเองเตะลูกหนังไปเพื่ออะไร เพราะการสวมสตั๊ดลงสนามหญ้า ไม่ได้คืนรอยยิ้มกลับมาให้แบบในอดีต

 

โอกาสแก้ตัวของอัจฉริยะ

หลังจากทำการหนีซ้อม กลับไปอยู่ที่อังกฤษ ลาซิโอ จึงตัดสินใจขายแกซซา ไปอยู่กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ในปี 1995 เพราะสุดจะทนกับพฤติกรรมของแข้งแดนผู้ดี

ชื่อเสียงของแข้งรายนี้ไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว จากที่ถูกมองว่าเป็นสุดยอดนักเตะอนาคตไกล เขากลายเป็นเพียงนักบอลเจ้าปัญหาในความทรงจำของคน 

ย้อนไปตอนที่เขาลงสนามเกมแรกให้กับลาซิโอ การถ่ายทอดสดเกิดขึ้นทั่วประเทศอังกฤษ มีคนมากกว่า 3 ล้าน ดูการแข่งขันครั้งนั้น แต่เวลาผ่านไป 3 ปี เขาเป็นนักเตะธรรมดาที่เล่นในสกอตแลนด์ ชื่อของเขาไม่มีชาวผู้ดีตื่นเต้นอีกแล้ว เพราะแทบไม่ติดทีมชาติอังกฤษ หลังจากย้ายไปดับที่ลาซิโอ

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของแกสคอยน์มีความสุขขึ้นมาก หลังได้กลับมาสู่สังคมที่คุ้นเคย เขาระเบิดผลงาน 19 ประตู จากการลงเล่น 42 นัด คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในชีวิต

ช่วงเวลาที่เรนเจอร์ส แกซซ่ายังคงลีลาไม่มีเปลี่ยน อารมณ์แปรปรวนยังคงเป็นจุดเด่นให้เห็นบ่อยครั้ง ส่วนการไม่ขยันซ้อม เจ้าตัวก็ทำตลอด เพียงแต่ที่เรนเจอร์สทุกคนให้ความเข้าใจในสิ่งที่แกสคอยน์เป็น เขากลับมามีความสุขอีกครั้ง ผลงานในสนามจึงกลับมาคืนชีพ

"ผมดีใจที่ได้เขาเป็นเพื่อนร่วมทีม เขาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ไม่หยุดในสนามบอล แค่ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบนั้น" มาร์ค เฮตลีย์ กองหน้าที่เคยร่วมงานกับแกสคอยน์ ทั้งในทีมชาติอังกฤษ และกลาสโกว์ เรนเจอร์ส เผยถึงสิ่งที่จะช่วยดึงผลงานอันโดดเด่นออกมาจากนักเตะรายนี้

ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้แกสซ่ากลับไปเป็นแข้งขาประจำของทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง และไม่มีพลิกโผ เขาติดทีมชาติอังกฤษ ลุยฟุตบอลยูโร 1996 ที่แดนผู้ดีเป็นเจ้าภาพด้วย

หากจะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความฝันของ พอล แกสคอยน์ คือการคว้าแชมป์กับทีมชาติอังกฤษ เขาเคยร้องไห้แบบไม่อายใคร หลังจากตกรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1990 เพราะมันคือฝันสลายที่แท้จริงของชายคนนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่แกซซ่าประกาศอย่างชัดเจนก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มว่า ถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ จะเป็นแชมป์แรกที่เขาได้ชูเหนือหัวในชีวิต


Photo : gq-magazine.co.uk

ยูโร 1996 จึงกลายเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสำคัญของแกสคอยน์ ที่จะทำความฝันให้สำเร็จ ตัวเขาเองรู้ดี จนเรียกได้ว่านี่คือช่วงเวลาแรก ที่ดึงความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่รักฟุตบอล กลับมาสู่ชายที่ชื่อ พอล แกสคอยน์ อีกครั้ง

แกสคอยน์เปลี่ยนตัวเองอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาตั้งใจฝึกซ้อม ออกกำลังกายอย่างหนัก เลิกเที่ยว เลิกปาร์ตี้ โฟกัสเพียงอย่างเดียว คือการคว้าแชมป์ยูโรให้ทีมชาติอังกฤษ

"แกซซ่าไม่อ้วนอีกต่อไป เขาเลิกดื่มไปแล้วในตอนนี้ ตอนนี้เขาเป็นแค่อัจฉริยะของโลกฟุตบอล" หนังสือพิมพ์ Daily Mirror เขียนถึงยอดแข้งรายนี้

 

The Last Dance

พอล แกสคอยน์ ถูกวางตัวไว้เป็น 11 ตัวจริงของทัพสิงโตคำราม คอยสร้างสรรค์เกมให้สองกองหน้าชื่อดัง อลัน เชียเรอร์ และเท็ดดี้ เชอริงแฮม ลุยศึกยูโร 1996


Photo : twitter.com/90sfootball

เด็กอัจฉริยะที่ทุกคนเคยเห็นในผู้ชายคนนี้กลับมาอีกครั้ง แกซซ่าวิ่งพล่านไปทั่วสนาม เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เคลื่อนที่ตลอดเวลาเพื่อคอยส่งบอลชิ่งกับเพื่อน สร้างสรรค์เกมบุกไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังทำหน้าที่รับเหมาลูกตั้งเตะ ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิก หรือเตะมุม

แกสคอยน์กลายเป็นมันสมองของทีมชาติอังกฤษ พาทัพสิงโตคำรามผ่านรอบแรกด้วยการชนะ 2 เสมอ 1 คว้าแชมป์กลุ่มมาครอง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนจดจำเขาได้ ไม่ใช่การปั้นเกมสุดเหนือชั้น แต่เป็นประตูสุดมหัศจรรย์ที่เขาทำได้ ในเกมนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม

อังกฤษต้องเจอกับคู่ปรับตลอดกาลอย่างสกอตแลนด์ เกมวันนั้นแกสคอยน์ได้ยิงประตูสุดมหัศจรรย์ ด้วยการใช้เท้าซ้ายกระดกบอลข้ามหัวกองหลังชาวสกอตต์ ก่อนจะหวดด้วยเท้าข้างขวาเต็มแรงแบบไม่ต้องจับ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม (จบเกมอังกฤษชนะสกอตแลนด์ 2-0)

 

หลังจากยิงประตูไปแล้ว แกสคอยน์ยังโชว์ความแสบด้วยการแสดงท่าดีใจนอนกับพื้น ให้เพื่อนเทน้ำเข้าปาก เพื่อล้อเลียนข่าวก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มที่ว่า แกซซ่ากับเพื่อนร่วมทีมเมาปลิ้น นอนให้กรอกเหล้าเข้าปากบน "เก้าอี้หมอฟัน" จากการออกย่ำราตรีระหว่างเข้าแคมป์ทีมสิงโตคำรามที่ฮ่องกง เขาจึงทำมันอีกครั้ง บนสนามฟุตบอลเสียเลย

ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า พอล แกสคอยน์ ที่มีความสุขกับการเล่นฟุตบอล แพชชั่นเต็มร้อยกับเกมลูกหนังกลับมาแล้ว 

เข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แกซซ่ายังคงทุ่มเททุกวินาทีที่ลงสนาม เพื่อหวังให้อังกฤษคว้าแชมป์ น่าเสียดายที่มันไม่สมหวัง เพราะอังกฤษแพ้ให้กับเยอรมัน ในรอบรองชนะเลิศอีกครั้ง ทัพสิงโตคำราม และ พอล แกสคอยน์ ไปไม่ถึงฝันที่ตั้งไว้ร่วมกันอีกครั้ง

ยูโร 1996 คือครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็น พอล แกสคอยน์ ในฐานะอัจฉริยะลูกหนังเต็มตัว เพราะหลังจากนั้น เขาต้องเจอปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะเหตุการณ์เพื่อนสนิทเสียชีวิต เมื่อปี 1998 จนทำให้เจ้าตัวมีอาการติดเหล้า ถึงขนาดดื่มวิสกี้ 32 ช็อตต่อวัน ต้องเข้าบำบัดอาการ ภายในปีเดียวกัน

น่าเสียดายที่อาการของเขาไม่เคยหายขาด แกซซ่าไม่สามารถเลิกการติดสุรา จนทำลายชีวิตของเขาจนพังยับเยิน กลายเป็นบุคคลล้มละลาย ถูกตำรวจจับอยู่บ่อยครั้ง จนแทบไม่เหลือสภาพของยอดนักฟุตบอลในอดีต

อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ครบ 20 ปีที่เขาป่วยด้วยอาการติดเหล้า แกซซ่าหายขาดจากอาการนี้ กลับกลายเป็นคนใหม่ คอยทำหน้าที่ให้ความรู้ช่วยเหลือคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับเขา เพื่อให้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน พอล แกสคอยน์ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ความล้มเหลวกับทีมชาติอังกฤษคือบาดแผลในใจของเขา แรงจูงใจสุดท้ายในการเล่นบอลคือการประสบความสำเร็จกับทัพสิงโตคำราม และหลังจากล้มเหลวกับฟุตบอลยูโร 1996 เขาแทบไม่เหลือความหมายในการเล่นฟุตบอลอีกเลย จนหันมาความสุขด้วยสุราในที่สุด

ถึงกระนั้น นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า แกสคอยน์ทุ่มเทมากแค่ไหน กับฟุตบอลยูโร 1996 จนทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกได้เห็นนักเตะชาวอังกฤษที่ทรงพรสวรรค์มากที่สุด โชว์ศิลปะบนผืนหญ้าเป็นครั้งสุดท้าย

แหล่งอ้างอิง

หนังสือ Gazza: My Story
https://www.youtube.com/watch?v=LqQvnRYKOTs
https://www.youtube.com/watch?v=tFAdCto9vrk
https://thesefootballtimes.co/2018/03/23/the-roman-tragicomedy-of-paul-gascoigne-at-lazio/
https://www.skysports.com/football/story-telling/11095/12039258/paul-gascoigne-at-rangers-when-gazza-moved-to-scotland
https://www.uefa.com/uefaeuro-2020/news/025c-0f231efb7884-0e610379e448-1000--how-brilliant-was-gazza/
https://www.theguardian.com/football/blog/2013/aug/13/vault-paul-gascoigne-wondergoal-scotland-euro-96#:~:text=From%20the%20vault-,From%20the%20Vault%3A%20Paul%20Gascoigne's%20wondergoal%20against%20Scotland%20at%20Euro,against%20Scotland%20in%20Euro%2096.



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

นักเขียนกระเป๋าแบนที่เอาเงินไปเปย์ STAYC จนไม่มีตังค์ซื้อข้าวในตลาดหน้าปากซอยราคา 60 บาท
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x