FEATURE

นฤพนธ์ ประธานทิพย์ : วิ่งพิชิตโรคและลดน้ำหนักจากหลักร้อย สู่เป้าหมายใหม่ 19 มาราธอนใน 45 วัน | Main Stand



"อาโรคฺยปรมา ลาภา = การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" คำภาษาบาลี ที่คนไทยรู้ความหมาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจมันถ่องแท้ ถ้าไม่ได้เจอกับช่วงเวลาที่ชีวิตต้องการสุขภาพดี มากกว่าเงินทอง 


 

รูปร่างที่เพรียวบาง มัดกล้ามเนื้อขาที่ลีนชัดเจน ท่าทางที่สุขุมใจเย็น มีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าเป็นระยะ ๆ ของชายวัย 50 ที่กำลังสนทนากับเรา ทำให้อดคิดไม่ออกจริง ๆ ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีน้ำหนักตัวถึง 106 กิโลกรัมได้อย่างไร ? 

คนนี้น่ะเหรอ ? เคยป่วย เบาหวาน, ความดันโลหิต มีสุขภาพย่ำแย่ เคยหมดสติจนต้องให้คนแบกร่างหลักร้อยกิโลกรัม แอดมิทด่วนเข้าโรงพยาบาล เพราะภาพที่เราเห็นตอนนี้ ช่างแตกต่างกับสิ่งที่เขาบอกเล่าถึงตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน  

"เมื่อก่อนเรามีความเชื่อว่า 'เงิน' เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของชีวิต เราก็มุ่งทำงานหารายได้อย่างเดียว โดยไม่สนใจสุขภาพเลย คิดว่าเงินจะทำให้ชีวิตเราสุขสบาย จนตัวเองป่วยหมดสติในห้องน้ำ ล้มหัวฟาดชักโครกหน้าแตก มารู้สึกตัวอีกทีคือตอนเข้าโรงพยาบาล"

"ขณะที่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียง ผมภาวนาว่าขอโอกาสอีกสักครั้งให้ตัวเองได้กลับไปมีชีวิตเหมือนเดิมได้ไหม แล้วคราวนี้จะดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด" 

จากวันนั้นถึงวันนี้ นฤพนธ์ ประธานทิพย์ หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า "พี่นะ" ก้าวข้ามความเจ็บป่วย สู่นักวิ่งที่สุขภาพแข็งแรง สามารถพิชิต 6 มาราธอนระดับเมเจอร์ของโลกได้สำเร็จ 

และปัจจุบันเขากำลังทำภารกิจท้าทายตัวเอง ด้วยการวิ่ง 19 มาราธอน ภายในระยะเวลา 45 วัน เพื่อส่งกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาไทยในโอลิมปิก เกมส์ 2020 

 

"เงินไม่สำคัญสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว ?"

"ตั้งแต่เรียนหนังสือจบมาก็ทำงานตลอด ตื่นเช้าเข้างาน เย็นทำงานเสร็จกลับบ้านกินอาหารแล้วก็นอน ชีวิตมีแค่นี้เลยครับ ไม่เคยออกกำลังกาย เพราะเข้าใจว่าต้องทำงานหาเงินให้ได้เยอะ ๆ สมัยก่อนเราไม่มีเงินซื้อของอร่อยกิน ก็มีความสุขกับการกิน เมื่อก่อนดื่มด้วย"

"น้ำหนักตัวจาก 60 กิโลฯ ก็เพิ่มมาเรื่อย ๆ มากสุดที่เคยเห็นบนตาชั่งคือ 106 กิโลฯ ไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอบอกผมป่วยเป็น เบาหวาน, ความดัน, ไขมันเกาะตับ ไขมันในเส้นโลหิตสูง เอาเป็นว่าค่าทุกค่าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องมาหมดเลย"

"ตอนนั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหากับชีวิตเลยนะ ไม่ได้กังวลหรือกลัวเลยนะ คิดแค่ว่า ถ้าเราป่วยก็สามารถเบิกค่ารักษาจากบริษัทได้ มันไม่กระทบกับเงินกระเป๋าเรา เรามุ่งแต่จะหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

ครั้งหนึ่ง นักวิ่งผู้วิ่งสะสมระยะทางทะลุหลักหมื่นกิโลเมตรอย่าง นฤพนธ์ ประธานทิพย์ เคยมีความเชื่อว่า "เงิน" สำคัญกว่าสิ่งใดในชีวิต 

เขาใช้ร่างกายเป็นต้นทุน ยอมเหน็ดเหนื่อยลงแรงกาย ยอมให้ร่างสึกกร่อน เพราะถูกใช้งานหนัก เพื่อแลกค่าตอบงดงามในบริษัทอุตสาหกรรม

ความขยันตั้งใจจริงทำงานจริง ประสบการณ์เพิ่มขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นเงินเดือนและตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ในวัยใกล้ 40 ปี นฤพนธ์ เหมือนจะมีชีวิตอย่างที่เขาตั้งใจไว้ ทว่าพอถึงไปวัยนั้นจริง ๆ นฤพนธ์ กลับตกผลึกและเข้าใจชีวิตในแง่มุมใหม่ ณ วันที่ตัวเองต้องแอดมิทโรงเข้าหมอ ไม่สามารถแม้แต่จะลุกจากเตียงไปเดินเหินได้ 

"วันนั้นผมทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตแย่มาก มุ่งแต่จะหารายได้ ไม่สนใจสุขภาพเลย ความคิดเราเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักของชีวิตอีกต่อไปแล้ว ผมพร้อมจะเอาเงินเก็บสะสมทั้งหมด ยอมสละเลย ขอแค่ให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีกลับคืนมา"

"ที่เราเคยคิดว่า เจ็บป่วยเบิกบริษัทได้ ไม่กระทบกับเงินในกระเป๋าตังค์เรา เป็นความเข้าใจที่ผิดมาตลอด เพราะนั่นทำให้เราไม่ดูแลตัวเอง สุขภาพย่ำแย่ ร่างกายเสื่อมโทรมเร็ว" 

"วันนั้นผมเข้าใจแล้วว่า เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต" พี่นะ เล่าถึงความคิดในหัวที่แล่นเข้ามา เมื่อถึงวันที่ต้องเจ็บป่วยนอนบนเตียง 

 

"วันที่ดีใจสุดในชีวิตของผม คือ 2 กิโลเมตรแรก"

"สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอา" ประโยคที่แสนเรียบง่าย แต่ปฏิบัติยากเหลือ ยิ่งเมื่อลองนึกถึงสภาพ นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ในวันแรกที่เพิ่งออกโรงพยาบาล และมีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง 

ต้นทุนร่างกายของเขาต่ำมาก ไม่เคยเล่นกีฬา ไม่เคยออกกำลังกาย น้ำหนักตัวเกินร้อยกิโลกรัม แถมมีโรคประจำตัวทั้งเบาหวานและความดันโลหิต 

"วิ่ง" จึงเป็นกีฬาที่ "พี่นะ" เลือก เพราะเจ้าตัวไม่ได้มีพื้นฐานการออกกำลังกายเลย อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ 

เขาค้นหาข้าวของในบ้าน หยิบรองเท้าลำลอง 1 คู่ มาใส่คู่กับกางเกงขาสั้นเก่า ๆ และเสื้อยืดธรรมดาตัวเดียว แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับนักวิ่งมือใหม่ร่างท้วม สำหรับก้าวแรกในการออกกำลังกาย 

"ตอนนั้นเพิ่งออกจากโรงพยาบาล กำลังมีไฟเลย ขับรถไปวิ่งที่สวนรถไฟ เห็นเด็ก ๆ หนุ่มสาว ผู้สูงอายุ ออกมาวิ่งกันเต็มเลย คิดว่าตัวเองน่าจะพอทำได้ แต่วิ่งไปแค่ 300-400 เมตรก็ไม่ไหว หายใจไม่ทัน เพราะเราไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนในชีวิต ทรุดลงไปกับพื้น แล้วก็ร้องไห้"

"ผมปลอบใจตัวเอง 'ไม่เป็นไร พรุ่งนี้มาใหม่' ตื๊อมันอย่างนี้ทุกวัน จนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในวันที่ 4-5 จากที่เคยหอบเหนื่อยตอน 400 เมตร มันเริ่มขยับไปเป็นไม่ไหวในระยะ 500 เมตร 600 เมตร แสดงว่าร่างกายเราได้รับการปรับปรุงพัฒนา นั่นคือจุดประกายเล็ก ๆ ให้เราวิ่งทุกวัน"

"ผมวิ่งทุกวันอยู่ประมาณ 2 เดือน ในที่สุดก็สามารถวิ่งรอบสวนรถไฟ 1 รอบ (2.6 กิโลเมตร) โดยไม่หยุดพักได้สำเร็จ นั่นคือวันที่ดีใจที่สุดของชีวิต" 

เราประหลาดใจกับคำพูดของ นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ที่ผ่านสมรภูมิวิ่งระยะไกลมานับไม่ถ้วน เป็นคนไทยพิชิตทั้ง 6 สนามวิ่งมาราธอนระดับโลกได้หมดแล้ว แต่เขากลับบอกว่าวันที่ตัวเองพิชิต 2.5 กิโลเมตรแรก เป็นวันที่ดีสุดของชีวิต ? 

"สำหรับคนน้ำหนักตัว 100 กิโลฯ การวิ่งได้ 1 รอบสวนรถไฟ มันยิ่งใหญ่และมีความหมายมาก เพราะต้นทุนเราต่ำมาก" 

"วิ่งแต่ละครั้งน้ำหนักกระแทกไปที่ขา ปวดหัวเข่า เจ็บขา เพราะเราไม่เคยใช้งานเขามาก่อนเลย เป็นธรรมดาที่กระดูก กล้ามเนื้อ จะต่อต้านไม่อยากทำ แต่ผมไม่หยุด ทำทุกวัน จนเรากัดฟันวิ่งได้ 1 รอบ"

"เราทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน จาก 2 กิโลฯ ก็เริ่มขยับมาเป็น 5 กิโลฯ 10 กิโลฯ เพราะกล้ามเนื้อและระบบหายใจเราได้ น้ำหนักตัวก็ลดลง ค่าความดันโลหิต ค่าน้ำตาลในเลือดลดลงหมด ไขมันค่อย ๆ หายไป เราเห็นผลลัพธ์ของมัน กลายเป็นว่าเรามีความสุขกับการวิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้"

2,500 เมตร ในวันนั้นจึงมีความหมายต่อชีวิตของ "นฤพนธ์ ประธานทิพย์" และเป็นจุดประกายให้เขาพิชิตระยะทางไกลยิ่งกว่านั้น ผลลัพธ์น่ะเหรอ ?

6 ปีผ่านไปหลังพิชิต 2.5 กิโลฯ แรกในชีวิต "พี่นะ" ค้นพบตัวเองอีกที คือ เขาก้าวขาข้ามเส้นชัยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ในรายการ "บอสตัน มาราธอน" สนามวิ่งระยะไกลที่เก่าแก่สุดในโลกได้สำเร็จแล้ว 

 

"Go Boston!"

"แต่ก่อนผมไม่เคยมอง ฟูล มาราธอน เลยครับ แค่มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร ผมยังจินตนาการไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไปได้ยังไง ? เพราะมันเท่ากับต้องวิ่ง 4 เท่าของที่เราเคยวิ่ง 1 รอบสวนรถไฟ แล้วฟูล มาราธอน มันระยะทาง 4 เท่าของ 10 กิโลเมตร แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ"

"สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ หากเราซ้อมทุกวัน ทำอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเราจะพัฒนา เราสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น อย่างน้อยถ้าวันนี้เราวิ่งได้ 2.5 กิโลเมตร นั่นก็แปลว่าเราวิ่งได้ไกลกว่าตอนเริ่มต้น ที่วิ่งได้แค่ 400 เมตรมาตั้ง 5-6 เท่า"

นฤพนธ์ ค่อยขยับ ๆ สเต็ปตัวเองอย่างช้า ๆ เริ่มจากระยะ Fun Run 5 กิโลเมตร สู่ มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร 

เมื่อเข้าสู่สังคมคนรักสุขภาพ เจอผู้คนใหม่ ๆ ยามออกงานวิ่ง บวกกับร่างกายตอบสนองกับระยะทางที่ไกลขึ้น โปรแกรมที่หนักกว่าเดิมได้ดี ก็ทำให้ "พี่นะ" พิชิตฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ได้สำเร็จ 

และเป็นธรรมดาที่เมื่อถึงไมล์สโตนนี้ นักวิ่งทุกคนจะต้องมองไปยังสเต็ปต่อไป นั่นคือ "ฟูล มาราธอน" ระยะ 42.195 กิโลเมตร 

"เวลาไปงานวิ่ง ผมจะรู้สึกชื่นชมคนที่วิ่งจบมาราธอนมาก ตัวผมก็อาศัยซ้อมตลอด ขยับระยะมาเรื่อย ๆ จนพิชิตมาราธอนในประเทศได้ หลังจากนั้นก็เริ่มออกไปวิ่งต่างประเทศบ้างที่ สิงคโปร์, ฮ่องกง และมีจุดเปลี่ยนคือตอนไปวิ่ง โอซาก้า มาราธอน"

"งานนั้นจัดได้ดีมาก เป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้ในบ้านเรา มีคนเชียร์ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 0-42 ผมวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที ก็มีนักวิ่งญี่ปุ่นคนหนึ่งที่วิ่งตามกันมา เขาถามผมว่า อายุเท่าไหร่ ? ผมตอบไปว่า 45 ปี เขาบอกว่า ถ้ายูวิ่งเร็วกว่านี้อีกสัก 5 นาที ยูได้ไปบอสตัน มาราธอนนะ"

"เราก็ไม่เข้าใจว่า บอสตัน มาราธอน อยู่อเมริกา ? แล้วเราจะไปได้อย่างไร กลับมาก็ศึกษาข้อมูล จึงได้ทราบว่า บอสตัน มาราธอน เป็น 1 ใน 6 สนามหลักมาราธอนของโลก และเป็นสนามเดียวที่ใช้วิธีการคัดเลือกผู้สมัคร จากเวลาที่ทำได้ ส่วนอีก 5 สนาม (โตเกียว, ลอนดอน, เบอร์ลิน, ชิคาโก,  นิวยอร์ก) ใช้การสุ่มจับฉลาก"

"บอสตัน มาราธอน จึงเป็นรายการที่มีความหมายสำหรับคนวิ่งระยะไหลทุกคน แต่การจะวิ่งเร็วขึ้นอีก 5 นาทีในมาราธอนมันยาก ต้องเปลี่ยนโปรแกรมให้หนักและโหดขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมวันละ 20 กิโลเมตร ก็ขยับไป 30 กิโลฯ ยอมรับว่าเหนื่อยและท้อมาก แต่เป้าหมายเราชัดเจน" 

นฤพนธ์ เชื่อมั่นว่า วินัย คือกุญแจสู่ความสำเร็จ หากเขาซ้อมต่อเนื่องทุกวัน ไม่ละลดความพยายาม เป้าหมายที่ดูห่างไกลยอมกลายเป็นจริงได้ 

โชคเข้าข้างเพราะเขาได้รับตั๋วสุ่มให้ไปวิ่ง "โตเกียว มาราธอน" หนึ่งในรายการวิ่งมาราธอนระดับเมเจอร์ และเป็นสนามมาตรฐานที่ทาง บอสตัน มาราธอน รองรับเวลาในการวิ่ง 

สิ้นเสียงปืนเป็นสัญญาณออกสตาร์ทนักวิ่ง ในหัวของ "พี่นะ" ท่องอยู่คำเดียวคือ "ไม่ตายไปต่อ" เขาตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าต้องทำเวลาให้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งให้ได้ เพื่อลุ้นโควต้าไป มาราธอนรายการเก่าแก่สุดในโลก 

สิ่งที่ซ้อมมาไม่สูญเปล่า เพราะนฤพนธ์ สามารถเร่งฝีเท้าควบคุมความเร็วได้ตามแผนที่วางไว้ จนผ่านปีศาจ 40 กิโลเมตรแรกมาแล้ว สายตาเขาเหลือบไปมองเวลาที่ทำได้ กับระยะทางที่เหลืออีก 2,000 เมตร วินาทีนั้น นฤพนธ์ รู้ตัวทันทีว่า "เขาได้ไปบอสตัน มาราธอน" แน่นอนแล้ว 

"2 กิโลเมตรสุดท้าย ผมวิ่งทำความเร็วไป น้ำตาไหลตลอดทาง ผมเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 20 นาที เร็วกว่าที่เขาต้องการถึง 5 นาที ตอนนั้นผมคุมสติตัวเองไม่ได้แล้ว ร้องไห้แล้วก็ตะโกนออกมาว่า 'ไอ้อ้วน ไอ้หมูตอน ไอ้ตือโป๊ยก่าย ทำได้แล้ว' ซึ่งคำพวกนี้ผมเคยโดนคนอื่นล้อมาก่อน แต่วันนี้ผมกำลังจะได้ไป บอสตัน มาราธอนแล้ว"

หลังจากวันนั้น นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ก็สานฝันจนพิชิต บอสตัน มาราธอน ได้สำเร็จ ก่อนจะตามมาด้วยการไล่เก็บอีก 4 สนามหลักของโลกจนครบ 

เรื่องราวกลายแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้มากมาย มีบทสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของ นฤพนธ์ ปรากฏตามสื่อออนไลน์อยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เขาได้มีชีวิต สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อันเป็นสิ่งที่เขาปรารถนา และรู้ซึ้งดีว่า "สุขภาพมีค่ากว่าเงินทอง" 

"การวิ่งทำให้ผมหายป่วยทุกโรค โดยไม่ได้กินยารักษาเลย น้ำหนักตัวลดลงจาก 100 กิโลฯ เหลือ 55 กิโลฯ ร่างกายแข็งแรง อารมณ์ผมเย็นลง สมองทำงานได้ดีขึ้น ความคิดผมเป็นระบบมากขึ้น" 

"ทุกวันนี้ผมไปหาหมอแค่ตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น เพราะไม่ได้เจ็บป่วยอีกเลย มันคือสิ่งที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงกับตัวเอง จากการออกมาวิ่งทุกวัน" 

"ถ้าเรารักษาสุขภาพดี เงินในกระเป๋าเราก็จะไม่เสียไปกับค่ารักษาพยาบาล แถมได้สุขภาพที่ดีอีก ดังนั้นเราต้องอย่าละเลยหรือมองข้ามมัน  เพราะบางคนทำงานหาเงินทั้งชีวิต เพื่อเอาตังค์มาใช้รักษาตัวเองใน 3 เดือนสุดท้าย" 

 

19 มาราธอนเพื่อฮีโร่ทุกคน  

ทันทีที่เห็นโครงการ Flag of Nation Virtual Run งานวิ่งสะสมระยะทางเพื่อส่งกำลังใจไปให้ นักกีฬาไทยในโอลิมปิก เกมส์ ที่กำลังจะมาถึงกลางปีนี้ 

นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ก็ตัดสินใจที่จะมาท้าทายตัวเอง ด้วยภารกิจ วิ่งให้ได้ 19 มาราธอน ภายในระยะเวลา 45 วัน เพื่อนำเอาระยะทางทั้งหมดไปร่วมสะสมกับโครงการ Flag of Nation เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะร่วมเชียร์และส่งพลังงานไปถึง นักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทยทุกคน ก่อนทำศึกใหญ่ โตเกียว เกมส์

"ผมเป็นนักกีฬาสมัครเล่น กว่าจะได้ไปบอสตัน มาราธอน ผมรู้ว่ามันยากและเหนื่อยขนาดไหน แล้วนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน ผมมั่นใจได้เลยว่า เขาต้องผ่านการซ้อมที่หนัก คงเคยผ่านความท้อ ความเหนื่อย ความยากลำบาก"

"ผมก็เลยมาคิดว่า ตัวเองไม่ใช่นักกีฬาโอลิมปิก จะสามารถทำอะไรเพื่อส่งกำลังใจไปให้กับ นักกีฬาของเราได้บ้าง จึงอยากชาลเลนจ์ตัวเองด้วยการวิ่ง 19 มาราธอน ภายใน 45 วัน เพื่อส่งพลังงานดี ๆ นี้ไปให้ นักกีฬาไทยทั้ง 19 รายการ (สัมภาษณ์ ณ วันที่ 24 เมษายน 2021 ก่อน อรสา เที่ยงกระโทก ได้โควต้ารายการที่ 20 จากกีฬาเรือแคนู)"

หากเพื่อน ๆ สนใจร่วมวิ่งคู่ขนานไปกับ พี่นะ นฤพนธ์ ประธานทิพย์ และ "FLAG OF NATION" งานวิ่งธงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อสะสมระยะทาง 1 ล้านกิโลเมตร กับ "Flag of Nation Virtual Run" 

สามารถสมัครได้ที่ : https://bit.ly/webcheckraceOlympic2020 และส่งผลวิ่งได้ทันทีจนถึง 28 พฤษภาคม 2021 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x