FEATURE

ขาดทุนคือกำไร : บทเรียนจาก "เลวานดอฟสกี" จงรีบผิดหวังตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น



ว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นจะได้เรียนรู้และเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ต่อเมื่อได้ลองทำผิดพลาด หรือผิดหวังกับสิ่งที่ตัวเองทำดูสักครั้ง เมื่อนั้นมุมมองจะเปลี่ยนไป


 

ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด 100% ว่าความผิดพลาดและผิดหวังในวัยรุ่นการันตีความสำเร็จในบั้นปลายแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี เจ้าของสถิติใหม่ 41 ประตูในบุนเดสลีกาฤดูกาลเดียว ทำลายสถิติเก่าที่ แกรด์ มุลเลอร์ เคยทำไว้ 40 ลูก เมื่อซีซั่น 1971-72

ร่างกายกำยำ, จบสกอร์เฉียบขาด, ฉลาดในการเล่นทุกมิติ การได้รับคำชมว่าเป็นสุดยอดนักเตะ ... สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเลยตั้งแต่เด็กจนอายุ 18 ปี 

กระทั่งความผิดพลาดมาเยือนเขา เขาได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ... และมันเป็นเหมือนขุมพลังลับที่ทำให้เขากลายเป็นหมายเลข 1 ของวงการในทุกวันนี้

 

เรื่องราวของวัยรุ่น

วัยรุ่น คือวัยที่เต็มไปด้วยความทรงจำและเรื่องราวที่สามารถเอามาเล่าได้ทั้งชีวิต เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะมันคือช่วงเวลาที่คนเรากำลังเจริญพันธุ์อย่างที่สุด ฮอร์โมนต่าง ๆ ตื่นตัว บวกกับการได้ออกจากโลกที่มีแต่พ่อ-แม่และครอบครัว มาเจอกับโลกใบที่ใหญ่กว่า และที่สำคัญคือได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร 

สำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี นั้น เขาเป็นเด็กชาวโปแลนด์ที่โตมาในแบบของครอบครัวนักกีฬา พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลที่เป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศ และแม่ของเขาเป็นนักวอลเลย์บอลระดับทีมชาติ สายเลือดนักกีฬานั้นแรงกระฉูดแบบหยุดไม่อยู่ ในวัยเด็กเขาถูกฝึกให้เล่นกีฬาหลากหลายชนิดจากทั้งพ่อและแม่ ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน แต่อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ในข้างต้น เมื่อถึงช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่น เราจะเริ่มรู้ได้ว่าสิ่งไหนเหมาะกับเราอย่างที่สุด ซึ่งสำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี แน่นอนว่าเขาตัดสินใจแล้วว่ามันต้องเป็น "ฟุตบอล" เท่านั้น

การโตในครอบครัวนักกีฬาไม่ได้ง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด พ่อและแม่ของ เลวานดอฟสกี นั้นสอนให้ลูกอดทนต่อความยากลำบาก เด็ก ๆ คนอื่นอาจจะได้เล่นกีฬาเพราะความสนุกและสุขภาพ แต่สำหรับเด็ก ๆ บ้าน เลวานดอฟสกี พวกเขาถูกฝึกให้เล่นกีฬาเพื่อความเป็นเลิศตั้งแต่จำความได้ 

ดังนั้นเมื่อเขาได้มีโอกาสเลือกเมื่อโตขึ้น เขาตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ด้วยการขอออกจากสโมสรฟุตบอลประจำท้องถิ่นอย่าง Partyzant Leszno เพื่อเลือกเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพด้วยตัวเองในปี 1997 ตอนที่อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น

หบังจากนั้น เขาไปเล่นในระดับเยาวชนให้กับ MKS Varsovia Warsaw ก่อนได้รับโอกาสเล่นทีมชุดใหญ่ครั้งแรกกับ เดลตา วอร์ซอ ในปี 2005 และไม่นานจากนั้น ก็ได้เล่นให้กับทีมดังที่สุดในประเทศอย่าง เลเกีย วอร์ซอ แต่เป็นทีมสำรอง ด้วยสัญญานักเตะเยาวชน 

ตอนนั้นเขาเอาไปคุยโม้กับพ่อของเขาได้เป็นวัน ๆ วาดฝันถึงอนาคต การเป็นยอดนักเตะ พาโปแลนด์ไปฟุตบอลโลกอีกครั้ง หรืออะไรก็ตาม ที่ ณ เวลานั้นหลายคนมองว่าเพ้อเจ้อ แต่พ่อของเขาเข้าใจสิ่งนี้ดี เพราะความที่เคยเป็นนักฟุตบอลและเป็นวัยรุ่นมาก่อน  

ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี เลวานดอฟสกี ก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้กับใครฟังอีกแล้ว เพราะพ่อของเขาจากโลกนี้ไปแบบไม่มีวันกลับ ตอนที่เขาอายุย่าง 17 ปี จากนั้นเขาไม่พูดเรื่องฟุตบอลกับใครมากนัก 

"โรเบิร์ต ไม่ได้พูดถึงความรู้สึกของเขาในตอนนั้นมากนัก แต่ฉันคิดว่าเขาพยายามมีสมาธิกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพหลังจากนี้มากกว่า ... น่าเสียดายที่พ่อของเราไม่ได้เห็นเขาในทุกวันนี้ ถ้าพ่อเห็นพ่อคงชอบใจ ทุกวันนี้ โรเบิร์ต ทำในสิ่งที่ฝันได้ตั้งแต่เด็ก และสิ่งที่ยอดเยี่ยมคือเขาเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกว่าที่เขาเคยวาดฝันและคุยเอาไว้กับพ่อเมื่อตอนเขาเด็ก ๆ ด้วยซ้ำ" มิเลนา เลวานดอฟสกี น้องสาวของเขาเล่าถึงวันที่ เลวานดอฟสกี้ พยายามกับฟุตบอลมากขึ้นกว่าเดิม

ความเสียใจครั้งนี้ถือเป็นความเสียใจครั้งใหญ่ เป็นรสชาติที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ไม่เคยสัมผัส และเขาได้เจอมันเป็นครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น แน่นอนมันทำให้เขาเจ็บปวด แต่ในทุกความเสียใจมักจะมีบทเรียนและพลังซ่อนอยู่เสมอ เขาจะทำในสิ่งที่เคยบอกกับพ่อไว้ให้ได้ แต่บางครั้งบททดสอบสำคัญก็จะมาเยือนเพื่อวัดสภาพจิตใจของคนเราว่า "ความฝันของคุณเป็นของจริงหรือไม่ ?"

หลังจากเล่นให้ เลเกีย วอร์ซอ ในทีมสำรองได้แค่ปีเดียว โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ต้องลิ้มรสความเสียใจครั้งที่ 2 เมื่อเขาอายุ 18 ปี และไม่สามารถลงเล่นในระดับเยาวชนได้อีก จะต้องเซ็นสัญญาอาชีพและเล่นให้กับทีมชุดใหญ่แล้ว ทว่าเมื่อผลการประเมินของทีมโค้ชออกมา พวกเขาบอกว่า เลวานดอฟสกี ไม่ผ่าน ... เขาจะไม่ได้รับสัญญาอาชีพ และจะโดนปล่อยออกจากสโมสร 

"ผมตัวเล็ก เตี้ย และ ผอมมาก ... ทุกคนบอกว่าหมอนี่มันเล็กเกินไปเยอะ ไม่น่าจะไปไหนได้ไกล นักบอลอาชีพคือเรื่องเกินตัว แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะ" เลวานดอฟสกี เล่าย้อนความ 

 

นักล่าฝันอายุ 18 ปี 

ความเสียใจและความผิดหวังมาเยือนเขา 2 ปีติดต่อกัน แต่ไฟในตัวของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ยังคงลุกโชน มันอาจจะเป็นเพราะเขาถูกพร่ำสอนให้อดทนมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงมีเวลาเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่นานจนเกินไป 

เขาเชื่อในภาษิตชาวโปแลนด์ที่ว่า "Okazja na nikogo nie czeka" (หากมัวแต่รอนานเกินไป โอกาสอันน้อยนิดที่มีจะหมดไปอย่างไม่มีวันกลับ) จากอคาเดมีของสโมสรที่ดีที่สุดในประเทศ เขาพร้อมปัดฝุ่นที่ล้มลุกคลุกคลาน และพร้อมจะออกเดินทางครั้งใหม่ และแก้แค้นในใจเล็ก ๆ ที่บอกว่าเขาเป็นนักเตะที่ "ไม่ได้เรื่อง"

ทีมดิวิชั่น 3 ของลีกโปแลนด์ เป็นทีมระดับกึ่งอาชีพที่ชื่อว่า Znicz Pruszków คือทีมที่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง Jacek Grembocki โค้ชของทีมเล็ก ๆ ทีมนี้ กล่าวถึง "เลวี่" ในวันนั้ว่า หากวันนี้มีใครบอกว่า เลวานดอฟสกี จะเก่งกาจเหมือนทุกวันนี้ เขาคงขำตาย ...

ยาเซ็ก เล่าว่า เลวานดอฟสกี เก่งมากในระดับประเทศโปแลนด์ เขายิงประตูได้อย่างเฉียบขาดตั้งแต่ตอนนั้น แต่ว่าระดับที่เขาแสดงออกมาตอนอายุ 18 ปี นั้น ยาเซ็ก บอกว่า ยังห่างไกลกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก 

"ผมคือโค้ชคนหนึ่งที่ต้องการอะไรมากมายจากผู้เล่น และ โรเบิร์ต ก็เหมือนนักเตะคนอื่น ๆ ผมกล้าพูดเลยว่าผมสอนเขาเยอะมาก จ้ำจี้จ้ำไชอยู่แบบนั้น เขามีจุดอ่อนเยอะในวันที่มาถึง เขามีเรื่องให้ปรับปรุงแก้ไข แต่คนอย่างเขามีดีอยู่อย่างนึง นั่นคือเขายอมรับความคิดเห็นและคำแนะนำของผม เขาออกจะชอบด้วยซ้ำที่ผมวิจารณ์เขาอย่างไปตรงไปตรงมา" ยาเซ็ก เริ่มกล่าวก่อนที่ทีมสัมภาษณ์จะถามเขาว่า ระดับการเล่นตอนนั้นสูสีกับตอนที่เขาเล่นให้ บาเยิร์น ณ เวลานี้หรือไม่ ? ถึงตรงนี้ ยาเซ็ก ก็หัวเราะออกมาทันที

"อย่ามาล้อเล่นแบบนี้ ถ้าบอกว่าเขามีแววเป็นแบบทุกวันนี้ผมคงขำตาย ... ผมจะเล่าให้ฟังนะ นานแล้วที่เขาเริ่มดังและมีหนังสือเล่มหนึ่งมาสัมภาษณ์เรื่องของเขาจากผม ผมคุยกับหนังสือเล่มนั้นไปชั่วโมงครึ่ง แต่พอถึงเวลาพวกเขาไม่เอาสิ่งที่ผมสัมภาษณ์ไปลงเลยแม้แต่คำเดียว ผมรู้นะ พวกเขาตั้งใจจะเขียนเรื่องของ เลวานดอฟสกี แต่ในแง่พรสวรรค์ของเขาเท่านั้น แต่มาถามผมที่คุมทีมดิวิชั่น 3 เนี่ยนะ จะให้ผมบอกว่า เขาคือนักเตะคนเดียวกันกับที่เล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ผมคงต้องทำใจพักใหญ่ที่จะพูดคำนั้นออกมา" ยาเซ็ก บอกตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม

พรแสวงและการยอมรับข้อผิดพลาดในตัวเอง คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ เลวานดอฟสกี เขาผิดหวังจนรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด หรือคนที่พระเจ้าเอ็นดูและมอบโชคชะตาดี ๆ ให้ตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงเริ่มทุกอย่างด้วยตัวเอง ขยันเรียนรู้ ลบล้างจุดอ่อนที่มีอย่างตั้งใจ ใครด่าใครโวยเขาไม่เคยโกรธ ตราบใดที่มันทำให้เขาเก่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ เลวาน แตกต่างกับนักเตะระดับโลกคนอื่น ๆ เขาค่อย ๆ เก่งขึ้นแบบทีละสเต็ป ไม่ได้ระเบิดตู้มเดียวแล้วคนหันมองทั้งโลกเหมือนที่ ลิโอเนล เมสซี่ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็น

"ผมเข้าใจได้ที่ใครหลายคนอยากจะรู้เรื่องราวของ โรเบิร์ต พวกเขาอยากรู้เรื่องของความมหัศจรรย์หรือเวทมนตร์ของเขา แต่ขอเถอะ คนอย่างเขาพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การระเบิดเพลงแข้งตู้มเดียวและดังอย่างกะทันหัน การที่เขาค่อย ๆ โต ทำผมเห็นว่าเขามีแววพอจะไประดับทีมชาติโปแลนด์ในอนาคตได้"

ปีแรกในดิวิชั่น 3 เลวานดอฟสกี พาสังกัดขึ้นชั้นได้สำเร็จ และอีก 1 ปีต่อมาเขายิงไป 32 ลูก จนทำให้หลากหลายสโมสรในลีกสูงสุดติดต่อกลับมายังเขาอีกครั้ง เขาเรียนรู้มาพอแล้ว และถึงเวลาที่จะพิสูจน์ตัวเองในระดับสูงอีกครั้ง

"ปี 2008 มีหลายทีมติดต่อมาเพียบ ทั้ง คราโคเวีย, เลเกีย วอร์ซอ ทีมเก่าของเขา แต่ตอนนั้น เลซ พอซนาน คือทีมที่รุกหนักที่สุด พวกเรานั่งคุยกันที่โต๊ะและเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับโรเบิร์ต ตอนนั้นมีผม และโค้ชอีก 4 คน ลงความเห็นกันแบบปิด จากนั้นคะแนนเสียงออกมาว่า เลวานดอฟสกี จะไปที่ พอซนาน ด้วยคะแนน 3 ต่อ 2 โหวต" 

เขาเชื่อฟังสิ่งที่โค้ชตัดสินและเลือกสโมสรต่อไปของเขา ที่ เลซ พอซนาน เลวานดอสฟกี กลายเป็นนักเตะที่ดียิ่งขึ้นไปกว่าเก่า เขายิงประตูในลีกสูงสุดมากกว่านักเตะโปแลนด์ทุกคน และจากนั้น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ติดต่อเข้ามาและคว้าตัวเขาไปในราคา 4.5 ล้านยูโร

 

บทเรียนที่ใช้ได้ตลอดชีวิต 

ปัญหาของนักเตะลีกเล็ก ๆ ที่วันหนึ่งเติบโตขึ้นไปเจอเวทีใหญ่ และนักเตะรอบตัวที่เก่งกว่าเดิม พวกเขามักจะเกิดอาการ "ช็อกน้ำ" หรือปรับตัวไม่ทัน สิ่งที่เคยทำได้เมื่อครั้งอดีตและมีคนชื่นชมความสามารถ กลับเป็นเรื่องธรรมดาในที่แห่งใหม่ 

ตอนที่มา ดอร์ทมุนด์ ในปี 2010 เขามี เยอร์เกน คล็อปป์ เป็นเจ้านาย ปีแรกเขายิงไป 9 ลูกจากทุกรายการ และเขารู้ดีกว่าถ้าจะเป็นเบอร์ 1 ของทีม แค่นี้ไม่มีทางพอ เลวานดอฟสกี เริ่มใช้บทเรียนที่เรียนรู้มาตลอดชีวิตสำหรับการประสบความสำเร็จคือ "จงกระหายที่จะรู้ถึงความอ่อนหัดของตัวเอง" ซึ่งเขาเป็นนักเตะไม่กี่คนที่กล้าเดินไปหาโค้ช และถามตรงว่า "ผมต้องทำยังไง ?" 

เยอร์เกน คล็อปป์ เป็นโค้ชที่ชอบสอนและใส่ใจนักเตะอยู่แล้ว ไม่ว่าในสนามหรือการใช้ชีวิต และการเจอนักเตะอย่าง เลวานดอฟสกี ทำให้ทั้ง 2 คน สนิทกันอย่างรวดเร็ว จนขนาดที่ว่า เลวานดอฟสกี ยกย่องให้ คล็อปป์ เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 เลยทีเดียว 

"ผมเชื่อใจเขาและผมสามารถที่จะพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง เขาช่วยออกตวามเห็นในการตัดสินใจและการใช้ชีวิตของผม"

"ในช่วงฤดูกาลที่ 2 ตอนนั้นผมเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของผม และผมก็รู้สึกว่าคล็อปป์ต้องการอะไรบางอย่างจากผม โดยหลังจากที่เราแพ้ต่อมาร์กเซย ในแชมเปียนส์ ลีก 3-0 ผมได้เข้าไปคุยกับคล็อปป์แบบตรงไปตรงมาว่า เขาต้องการอะไรจากตัวของผม คุณคาดหวังอะไรจากผมบ้าง"

นอกจากในแง่มุมของพ่อแล้ว คล็อปป์ ยังจริงจังมากในการสอนนักเตะในทีมเพื่อให้เป็นนักเตะที่เก่งขึ้น ซึ่งช่วงเวลากับ ดอร์ทมุนด์ ที่เขาได้ใช้กับ คล็อปป์ ถือเป็นช่วงเวลาทองที่ เลวานดอฟสกี ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ และทัศนคติ เอามาใช้จนกระทั่งทุกวันนี้ "ยอมรับทุกคำติ หากสิ่งนั้นมันทำให้ตัวเองเก่งขึ้น" คติประจำตัวเขาถูกนำมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า และมันได้ผลทุกครั้งไป

"คุณลองนึกย้อนกลับไปสมัยที่คุณยังเป็นนักเรียนอยู่ดูสิ คุณครูแบบไหนกันที่คุณจำได้มากที่สุด ?"

"ไม่ใช่คนที่ทำให้คุณมีชีวิตที่ง่าย ๆ และไม่เคยคาดหวังอะไรจากคุณ ไม่เลย ครูแบบที่คุณจำได้มากที่สุดคือครูที่ดุ คนที่เข้มงวดกับคุณ คนที่กดดันคุณอย่างหนักและทำทุกทางเพื่อที่จะทำให้คุณเรียนได้ดีที่สุด นั่นคือครูแบบที่จะทำให้คุณเก่งขึ้นได้ จริงไหมล่ะ ? และ เยอร์เกน ก็เป็นคนแบบนั้นนั่นแหละ" 

ช่วงที่อยู่กับ ดอร์ทมุนด์ เลวานดอฟสกี คว้าแชมป์ลีก 2 ครั้ง บอลถ้วยในประเทศ 1 ครั้ง เขาเป็นตัวหลักของทีมที่ ดอร์มนุด์ จะขาดไม่ได้ ฟอร์มตอนนั้นจะเรียกว่าเป็นจุดพีกก็คงไม่ผิดนัก แค่นั้นก็เก่งกาจมากเกินกว่าที่ใครจะคาดหวังอะไรจากเขาได้มากกว่านี้ แต่เส้นทางเดินของนักฟุตบอลอาชีพยังคงมีขั้นต่อไป ... โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี กลายเป็นคนที่เก่งกาจยิ่งกว่าเดิม เมื่อเขาย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรที่ดีที่สุดในประเทศเยอรมัน และเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก 

 

Okazja na nikogo nie czeka

เขาอายุ 26 ปี ในวันที่ย้ายมาอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค และอย่างที่ทุกคนรู้กัน "เลวานร่างทอง" หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในชีวิตนักเตะได้เกิด ณ ที่แห่งนี้เอง

เขายิงคม หาพื้นที่เก่ง และจมูกไวในการใส่สกอร์ เมื่อครั้งอยู่ดอร์ทมุนด์ แต่ที่บาเยิร์นนั้น เลวานดอฟสกี เก่งขึ้นในแทบจะรอบด้าน การเก็บบอล การดวล 1-1, ความเข้าใจเกม หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากอย่าง "ร่างกาย" ก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย

เลวานดอฟสกี เปลี่ยนตัวเองให้เป็นกองหน้าที่ไม่ใช่แค่สูง แต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เนื่องจากโปรแกรมการสร้างกล้ามเนื้อของนักเตะ บาเยิร์น นั้นถูกควบคุมอย่างละเอียดมาก การเทรนร่างกายด้วยรูปแบบเวทเทรนนิง ยกดัมเบล และบาร์เบลต่อเนื่องทุกวัน ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด อันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ ของพวกนี้ถูกทำซ้ำ ๆ และใครที่มีวินัยทำตาม คน ๆ ก็จะเห็นผลลัพธ์ผ่านร่างกายของตัวเอง ซึ่งแน่นอน เลวี่ เป็นหนึ่งในนั้น 

เลวาน เอาจริงเอาจังถึงขั้นสร้างยิมส่วนตัวอยู่ที่บ้านเองเลย เขารับโปรแกรมจากทีมของสโมสรมา และมาออกกำลังเองที่บ้าน และใช้เวลาในห้องแห่งนี้มากกว่าช่วงเวลาไหน ๆ ของชีวิต นั่นเองคือเคล็ดลับที่ทำให้ร่างกายของ เลวานดอฟสกี ที่แม้ตอนนี้อายุจะใกล้ 33 ปี แล้ว แต่ยังดูแข็งแกร่งและกระฉับกระเฉงเหมือนกับหนุ่มๆ 

"ผมมียิมส่วนตัวอยู่ที่บ้าน ทุกวันนี้ เวลาไม่มีซ้อมหรือแข่งขัน ผมก็ใช้เวลาอยู่ในนั้น" โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี กล่าว

นอกจากร่างกายแล้ว เรื่องทัศนคติของความเป็นผู้ชนะของ บาเยิร์น ก็ตรงจริตกับนักเตะอย่างเขามาก สโมสรแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแชมป์ในทุกรายการ นักเตะทุกคนต้องพร้อมที่จะเป็นแชมเปียน และห้ามพอใจกับความสำเร็จ ณ ปัจจุบันเด็ดขาด ซึ่งจุดนี้หากเราลองทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ เลวานดอฟสกี มาตั้งแต่เขาอายุ 18 ปี ก็จะพบว่าเขาเป็นบุคคลประเภทนั้นมาเสมอ

ภรรยาของเขา อันนา เลวานดอฟสกา อดีตนักคาราเตทีมชาติ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการเป็นพิเศษ เคยพูดถึงสามีในแง่มุมของความกระหายว่า ต่อให้ประสบความสำเร็จมากมาย เล่นดีมากแค่ไหน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาจะถาม อันนา เสมอว่า ผมเล่นเป็นยังไงบ้าง และไม่เคยพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจะหาเรื่องให้ตัวเองได้แก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา

"เขาไม่เคยพอใจอะไรครบ 100% เสียที บางเกมที่เขายิงได้สองลูก เขาจะกลับมาและบ่นว่าน่าจะยิงได้มากว่านี้ ความทะเยอทะยายของเขามันยิ่งใหญ่ขึ้นมาก" อันนากล่าว "โรเบิร์ต เป็นคนที่มีมุมมองต่อตัวเองที่ชัดเจนมาก" 

เลวานดอฟสกี คือสุดยอดตัวอย่างของมืออาชีพและคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุด วิทยาศาสตร์การกีฬาก้าวไกลแค่ไหนเขาก็จะลองทำตาม เขาเป็นันกเตะที่ปรับปรุงแม้กระทั่งตอนที่อยู่บ้าน เตียงนอนและห้องนอนของเขาถูกปรับปรุงใหม่หมด เพื่อให้มีประสิทธิภาพแม้กระทั่งการนอน 

"มีสิ่งเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงในตัวของเขาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เช่นเรื่องคุณภาพในการนอน เขาเลือกที่นอนที่ดี ไม่มีแสงสีฟ้ารบกวน กินอาหารที่เหมาะสมก่อนเข้านอน ควรกินสิ่งใด ควบคุมอาหารประเภทไหน เขาทำโดยเป็นธรรมชาติมาก เขาลดการกินเนื้อสัตว์ กินผักสดมากขึ้น เราตรวจดูเลือดของเขาเป็นประจำ ว่าเขาต้องการอะไรอีกบ้าง มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราทั้งสองคน แต่เขาก็ทำอย่างตั้งใจ" อันนา ซึ่งเป็นนักโภชนาการส่วนตัวให้ เลวี่ ด้วยว่าเช่นนั้น

ฤดูกาล 2019-20 หากมีการประกาศรางวัล บัลลงดอร์ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี คงได้รางวัลนั้นไปแล้ว เขาพา บาเยิร์น มิวนิค คว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน ยิงประตู 55 ลูกจาก 47 เกมที่ลงสนามในทุกรายการ และไม่มีทีท่าเลยว่าจะหยุดความเก่งกาจของตัวเองลงง่าย ๆ เพราะแม้กระทั่ง ฤดูกาล 1920-21 ที่จบไป เขาก็ยิงไปถึง 46 ประตู จาก 38 นัดทุกรายการ

เลวานดอฟสกี ไม่เคยหยุดพัฒนา จากเด็กผอมแห้งที่โดนคัดทิ้ง และการเป็นวัยรุ่นที่ประสบกับความเสียใจ 2 เรื่องติด ๆ กันจนเกือบล้มเลิก ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าสงสัยในตัว โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี อีกแล้ว ... เขากำลังพา บาเยิร์น ล่าความสำเร็จอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่ เลวานดอฟสกี ได้บอกกับตัวเองว่า เขายังไม่แก่ และจะไม่ล้มเลิกการสร้างความเก่งกาจของตัวเองไปง่าย ๆ แน่นอน

ความผิดหวังเมื่อครั้งวัยรุ่นคือบทเรียนที่สามารถเอาใช้ได้ตลอดชีวิต และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงภูมิใจกับความผิดหวังเมื่อครั้งอดีตของเขามากมายนัก เพราะมันทำให้เขาไปไกลกว่าที่ตัวเองเคยคาดหวังเอาไว้เสียอีก 

"ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอายุ 32 ปีหรืออะไรมากมายนัก ผมรู้สึกเหมือนตอนนี้อายุสัก 26 ปี ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น ผมว่าตัวเองฉลาดขึ้นด้วย ผมสามารถเข้าใจฟุตบอลและเทคนิคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ผมทำงานหนักมาตลอด 3 ปีหลังสุดเพื่อพาตัวเองไปอยู่ในคำว่า 'พีกที่สุด' ทุกวันนี้ผมแฮปปี้ดีกับสิ่งที่ผมทำได้ ผมคิดว่าตัวเองจะอยู่ในฟุตบอลในระดับสูงไปอีกหลายปี" เลวานดอฟสกี ว่าเช่นนั้น 

ณ ปัจจุบัน บาเยิร์น มิวนิค กำลังอยู่บนเส้นทางป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และแน่นอนว่าโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ขึ้นอยู่กับยอดนักเตะอย่าง เลวานดอสฟกี ไม่มากก็น้อย 

และหากคุณเป็นคนที่ติดตามฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทุกสัปดาห์ และเกิดอาการคันไม้คันมืออยากสัมผัสมันให้มากกว่านี้ ก็สามารถจะจับจอยและเข้าสู่โลกแห่ง FIFA Online 4 ที่เพิ่มนักเตะคลาสใหม่ 20UCL ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เพิ่มความเร้าใจให้กับการเล่นของคุณมากกว่าเดิม

เพราะหากคุณได้นักเตะคลาสนี้เข้ามาอยู่ในทีม พร้อม ๆ กับที่นักเตะคนนั้นระเบิดฟอร์ม ยิงกระจุย แอสซิสต์กระจาย ค่าพลังบนการ์ดก็จะยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยากใช้งานนักเตะคนไหน หรือแม้แต่อยากจะสัมผัสความเทพของ เลวานดอสฟกี ก็สามารถสมัครเล่นฟรีได้ทันที 

แล้วคุณจะได้รู้ว่าความพิเศษของ FIFA Online 4 และนักเตะคลาส 20 UCL นั้นพิเศษขนาดไหน 

ดาวน์โหลดเกมฟรี ! ที่นี่
fo4.garena.in.th 

 

แหล่งอ้างอิง

https://bulinews.com/news/5881/robert-lewandowski-i-dont-feel-like-32
https://fcbayern.com/us/news/2020/11/friends-and-family-on-bayern-striker-robert-lewandowski
https://thesefootballtimes.co/2017/10/27/robert-lewandowski-and-the-journey-from-club-less-teen-to-striking-royalty/
https://eurosport.tvn24.pl/pilka-nozna,105/pilka-nozna-kiedy-robert-lewandowski-trafil-do-znicza-pruszkow-historia-najlepszego-polskiego-pilkarza,1041588.html



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x