FEATURE

6-1 โลกไม่ลืม : เปิดเบื้องหลังล็อกถล่มโลกเกม "บาร์เซโลนา - เปแอสเช" | Main Stand



สิ้นเสียงนกหวีดของเกมการแข่งขันรอบสอง ศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก นัดแรก ระหว่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง กับ บาร์เซโลนา จบลงด้วยความช็อกของแฟนบอลทั่วโลก เมื่อทีมเจ้าบ้านจากฝรั่งเศส ถล่มผู้มาเยือนจากสเปนด้วยสกอร์ 4-0 


 

หากแต่เมื่อการแข่งขันนัดสองจบลง ทุกคนต้องตกตะลึงมากกว่าเดิม เพราะบาร์เซโลนาพลิกนรกถล่มเปแอสเช ด้วยสกอร์ 6-1 ผ่านเข้ารอบไปด้วยผลสกอร์รวม 6-5 กลายเป็นการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูซีแอล

นี่คือหนึ่งในการพลิกนรกที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป มีเรื่องราว และแง่คิดมากมายที่เกิดขึ้นกับเกมการแข่งขันนัดนี้ จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่แฟนลูกหนังทั่วโลก ยังคงจดจำมาจนถึงปัจจุบัน

 

หลังจากเกมนัดแรกจบลง

หลังจากการแข่งขันนัดแรกจบลง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2017 โลกอินเทอร์เน็ตลุกเป็นไฟอย่างรวดเร็ว เพราะเปแอสเชไม่ได้เพียงแค่ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 แต่พวกเขาทำลายทีมดังจากสเปนอย่างสิ้นซาก 

ขณะที่ปารีสยิงตรงกรอบถึง 10 ครั้ง บาร์ซ่ากลับยิงตรงกรอบได้แค่ครั้งเดียว ด้านสถิติเกมรับ ทั้งการเข้าปะทะสำเร็จ, การแย่งบอล, การเคลียร์บอล ทีมจากฝรั่งเศสทำได้ดีกว่าทั้งหมด 


Photo : www.lequipe.fr

"ค่ำคืนนี้ทำลายจิตใจของเรา เปแอสเชดีกว่าเรา ไม่ว่าพวกเขาจะครอง หรือไม่ครองบอล ผลสกอร์สะท้อนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนาม และผมไม่ใช่แค่คนเดียวที่สัมผัสมันได้"

"เรายังเหลืออีกหนึ่งเกมให้เล่น เรายังไม่สิ้นหวัง ต่อให้ต้องยิง 5 ประตู ไม่ใช่แค่ 4 เพื่อจะชนะ แต่ทำไมเราจะไม่ฝันว่า จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง" หลุยส์ เอ็นริเก ผู้จัดการทีมของบาร์เซโลนา ในเวลานั้นกล่าว หลังจบเกม 

ผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งตัวเอ็นริเก รวมถึงนักเตะแกนหลักอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และ หลุยส์ ซัวเรส ถูกวิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย กับฟอร์มการแข่งขันในนัดแรก ที่ไม่ช่วยให้บาร์ซ่าเล่นได้ใกล้เคียง กับมาตรฐานของทีมแม้แต่น้อย (L'Equipe ให้คะแนนเมสซี และซัวเรส 2 เต็ม 10 คะแนน) จนถึงขั้นมีการทำคลิปออกมาล้อว่า นี่คือจุดจบของยุคสามประสาน MSN 


"นี่ไม่ใช่บาร์เซโลนา" Sport สื่อฝั่งคาตาลัน พาดหัวหนังสือพิมพ์หลังความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลการแข่งขันครั้งนี้เป็นความอับอายของทัพอาซูลกรานา ในทางตรงกันข้าม เปแอสเชได้รับคำชมอย่างท่วมท้นกับชัยชนะครั้งนี้

"ผมคิดว่าการแข่งขันในนัดนี้ ทำให้เปแอสเชกลายเป็นผู้ท้าชิงตัวจริง พวกเขาจะมีแรงใจมหาศาลในเกมนัดต่อไป และพวกเขาจะเชื่อว่า สามารถเอาชนะการแข่งขันรายการนี้ได้ หลังจากเอาชนะหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก" ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมวันนั้น ของช่อง BT Sport แสดงทัศนะ

ก่อนหน้าเกมถล่มครั้งใหญ่เกิดขึ้น บาร์เซโลนาถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงผลงานที่ไม่ดีนัก โดยเฉพาะการให้ ลีโอเนล เมสซี่ คอยแบกทีมแต่เพียงคนเดียว ไม่มีการเล่นเป็นทีมเวิร์คแบบที่ทีมควรจะเล่น เพราะ 10 เกมก่อนหน้านั้นในลาลีกา บาร์ซ่าเก็บชัยชนะได้เพียง 6 เกม ทำให้การพ่ายแพ้ในนัดนี้ เป็นเหมือนน้ำมันราดกองเพลิง โหมให้คำด่าพุ่งเข้าหาทีมดังจากสเปนมากกว่าเดิม

หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือของทีมถึงกับต้องออกมาโจมตีนักข่าว เพราะมองว่าสื่อโจมตีผลงานของทีมอย่างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน นักเตะอย่าง เซร์คิโอ บุสเกตส์ และ อิวาน ราคิติช ถูกสื่อแนะว่าต้องถูกขายออกจากทีม เพราะฝีเท้าดีไม่พอที่จะเล่นให้บาร์เซโลนาอีกต่อไป

 

รวมใจสู้กันใหม่

ความพ่ายแพ้ในนัดนั้น ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของบาร์เซโลนา พวกเขาเกือบเอาตัวไม่รอดในเกมถัดมา ที่เจอกับ เลกาเนส บนเวทีลาลีกา ด้วยการเฉือนเอาชนะด้วยสกอร์เพียง 2-1 จากจุดโทษของเมสซี่ ในนาทีที่ 90

ผลสกอร์ที่เกิดขึ้นคือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสรบาร์เซโลนา อย่างไรก็ตาม ข้อดีข้อเดียวที่ย้อนกลับมาหาทีม คือโอกาสในการรวมใจให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง กระตุ้นความกระหายของทีมให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อตบหน้าทุกคนให้เห็นว่า บาร์เซโลนา ยังเป็นทีมอันตรายที่ทุกสโมสรต้องหวาดเกรง


Photo : en.as.com

"เราไม่เคยคิดคาดถึงผลสกอร์นี้ ผมเกลียดมัน นี่คือความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เราจะต้องรวมใจกัน กลับมาชนะ 4-0 หรือยิงให้ได้มากกว่านั้น เพื่อที่จะกลับมา ... 2-3 เกมหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญ ที่จะช่วยให้เรากลับมามีโอกาสลุ้นแชมป์อีกครั้ง"

"มันขึ้นอยู่ว่าเราจะรวมใจ กลับมาสู้ได้ไหม ผมคิดว่าอีก 3 สัปดาห์ หลังจากนี้ เราจะกลับมา กลับมาเป็นทีมที่ดีกว่าเดิมมาก หากเทียบกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้" เคราร์ด ปิเก กล่าว

หลุยส์ เอ็นริเก นายใหญ่ของทีมเข้ามารับบทบาทสำคัญ ในการสร้างขวัญกำลังใจให้กับลูกทีม เขาพูดผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติของฟุตบอล ไม่ได้หมายความว่าเป็นบาร์เซโลนา จะแพ้ 4-0 ไม่ได้

สิ่งที่เอ็นริเกต้องการทำ คือการลดความกดดันให้กับนักเตะ ช่วยให้พวกเขามองว่าการแพ้ครั้งนั้น เป็นเหมือนการสะดุดนัดหนึ่ง ไม่ต้องไปสนใจ มองไปข้างหน้า โฟกัสเกมถัดไป


Photo : roar.media

ไม่เพียงเท่านั้น นักเตะทั้งทีม หันมาก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมหนักกว่าเดิม เนย์มาร์ แข้งชาวบราซิลของทีม เผยว่า เขาท้าทายเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลาในการฝึกซ้อม ปลุกเร้าทุกคนว่าจะต้องดีกว่าเดิม ซึ่งต้องทำให้เห็นในสนามซ้อมก่อนเป็นอันดับแรก

บาร์เซโลนา ฟื้นกำลังใจอย่างรวดเร็ว หลังจากเกมกับ เลกาเนส พวกเขากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ด้วยการบุกไปชนะ แอตเลติโก มาดริด ถึงบ้าน ตามด้วยเปิดบ้านถล่ม สปอร์ติง กิฆอน 6-1 และยิงไม่เลี้ยงใส่ เซลตา บีโก 5-0

โดยเฉพาะ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเกมแพ้เปแอสเช เขายิงถึง 6 ประตู ใน 4 เกมถัดมา สร้างผลงานตอกหน้าใครก็ตามที่มองว่าเขากำลังหมดสภาพ

ชัยชนะ 4 นัดติด แถมเป็นการถล่มคู่แข่งมากกว่า 4 ประตู ถึง 2 เกม แสดงถึงความตั้งใจจริงของผู้เล่นบาร์ซ่า ว่าพวกเขาพร้อมมากแค่ไหน กับการเอาคืนเปแอสเชให้สาสม จากความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในนัดแรก


Photo : worldsoccertalk.com

"เราคิดถึงเกมนั้นตลอด (บาร์ซ่า - เปแอสเช นัดที่ 2) นี่จะเป็น 94-95 นาที ที่นานที่สุดในชีวิตของพวกเรา ... เราไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองนั่งจมกับความผิดหวัง เราจะต้องเปลี่ยนทุกอย่างในเกมนัดที่ 2"

"เราต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์ เราจะเป็นทีมแรกที่ทำมันให้สำเร็จ (คัมแบ็กจากการตามหลัง 4 สกอร์) นักเตะทุกคนต้องรู้ว่า สิ่งนี้จะอยู่คู่กับเราตลอดไป เราต้องทำให้ได้ และต้องแสดงให้เห็นว่าเราคือทีมที่ดีกว่า ทั้งในแง่ของผลสกอร์ และสถิติ"

"นี่คือสิ่งที่บาร์เซโลนา ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำได้ ทุกอย่างเกิดได้ในฟุตบอล ทุกคนควรจะใจเย็น และเชื่อมั่นในตัวของพวกเรา เราจะทุ่มทุกอย่างที่มี เพื่อพลิกสถานการณ์กลับมา" หลุยส์ ซัวเรส กล่าวในการสัมภาษณ์ก่อนเกมนัดที่สอง

คำพูดของกองหน้าชาวอุรุกวัย แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของนักเตะบาร์เซโลนา พวกเขาไม่มีคำว่าถอย ทั้งที่โดนนำอยู่ 4 ประตู และมุ่งมั่นมากกว่าที่เคยเป็น จนอดคิดไม่ได้ว่า หากไม่โดนถล่มมาในเกมแรก ทัพอาซูลกรานาคงไม่กระหายที่จะผ่านเข้ารอบมากขนาดนี้

 

แก้แทคติกชีวิตเปลี่ยน

ขณะที่ฝั่ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยังคงความแข็งแกร่งเอาไว้ ในระหว่างช่วง 3 สัปดาห์ ด้วยการชนะ 3 จาก 4 เกม ในฟุตบอลลีกเอิง 

อูไน เอเมรี กุนซือของเปแอสเช รู้ดีว่าทีมของเขาอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่ามาก แต่ขณะเดียวกัน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นความกระหายเลือดของแข้งบาร์เซโลนา จนเจ้าตัวต้องออกมาบอกว่า เขาปลุกใจนักเตะของเขาตลอดว่า อย่าประมาทเด็ดขาด เพราะ "บาร์ซ่าเอาแน่" 


Photo : EPA

แม้ว่าเอเมรีจะรู้ถึงความเอาจริงเอาจังของทีมฝั่งสเปน แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ การเปลี่ยนแทคติกจากหน้ามือเป็นหลังมือของ หลุยส์ เอ็นริเก ที่จะทำให้เกมการแข่งขันนัดที่ 2 เป็นประวัติศาสตร์ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต้องจดจำ

เปแอสเช ยังคงยึดมั่นกับแผน 4-2-3-1 ที่พวกเขาใช้มาในนัดที่แล้ว โดยเปลี่ยนตำแหน่งตัวจริงแค่คนเดียว นั่นคือส่ง ธิอาโก ซิลวา ที่หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ลงเล่นแทน เพรสแนล คิมเพมเบ ในตำแหน่งกองหลังตัวกลาง ซึ่งทำให้ปารีสดูแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ และตัวครบจัดเต็มขนาดนี้ ยิ่งทำให้ไม่มีใครคิดถึงการพลิกนรกของบาร์เซโลนา

หากแต่ทีมฝั่งสเปน ได้เปลี่ยนแทคติกแตกต่างจากเกมแรกโดยสิ้นเชิง จากที่เล่นในแผน 4-3-3 ได้เปลี่ยมาเล่นในรูปแบบ 3-4-3 Narrow Diamond ด้วยการดร็อปสองแบ็กตัวหลัก ฆอร์ดี อัลบา, เซร์จี โรแบร์โต ลงเป็นแค่ตัวสำรอง ใส่ ฮาเวียร์ มาสเคราโน ลงมาเป็นเซ็นเตอร์ร่วมกับ เคราร์ด ปิเก และ ซามูเอล อุมติตี

นอกจากนี้ หลุยส์ เอ็นริเก ได้เปลี่ยนบทบาทของ ลิโอเนล เมสซี่ ลงมาเป็นกองกลางตัวรุก และขยับ ราฟินญา ไปเล่นตำแหน่งกองหน้าตัวขวาแทนที่เมสซี่ ขณะเดียวกันโค้ชชาวสเปน ยังคงตัดสินใจส่ง เซร์คิโอ บุสเกตส์ และ อิวาน ราคิติช ลงสนามบัญชาเกมแดนกลาง แม้จะถูกวิจารณ์จากเกมในนัดแรก


Photo : www.dnaindia.com

บาร์เซโลนาได้ลองใช้แทคติกนี้ มาใน 2 เกมก่อนหน้า ผลลัพธ์ที่ออกมาคือทีมถล่มคู่ต่อสู้ยับเยิน 6-1 และ 5-0 ซึ่งเป็นผลสกอร์ที่จะสามารถพลิกชะตาพาบาร์ซ่า ล้มเปแอสเช ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

ต้องยอมรับว่าแทคติก 4-3-3 ซึ่งเป็นเหมือนลายเซ็นของบาร์ซ่ายุคใหม่ ออกอาการตื้อตีบตันมาพักใหญ่ จนคู่แข่งสามารถจับทางจุดแข็ง และเข้าใจจุดอ่อนของแผนการเล่นนี้ได้หมด

แต่แทคติกใหม่ 3-4-3 narrow diamond ของเอ็นริเก คือการเปลี่ยนสไตล์การเล่นในอีกรูปแบบโดยสิ้นเชิง กองหลังตัวกลาง 3 คน คือการเข้ามาแก้จุดอ่อน เรื่องการเปิดพื้นที่ว่างของแผนหลัง 4 คน จนกลายเป็นบ่อน้ำมันให้คู่ต่อสู้ใช้บอลเคลื่อนที่เร็วเข้าโจมตี

การเล่นหลัง 3 ได้ช่วยให้ บาร์เซโลนาเอาแบ็กทั้งสองข้างออกไป เพราะถึงจะเสียประสิทธิภาพการเติมเกมริมเส้นลง แต่ก็ช่วยลดโอกาสเสียประตู เพราะแทคติกของบาร์ซ่า แบ็กซ้ายและขวา ดันเติมเกมรุกสูงมาก จนกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้คู่ต่อสู้โจมตีบ่อยครั้ง แถมเหมือนมีกองหลังแค่ 2 อีกต่างหาก จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนความคิดที่หันมามองเกมรับ ก่อนที่จะไปสร้างเกมรุก


Photo : El Máestro @ElMaestrofcb

ถึงจะหันมาให้ความสำคัญที่การป้องกัน แต่กลายเป็นว่าเกมรุกของบาร์เซโลนาแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากทีมเลือกดึง ลิโอเนล เมสซี่ ลงมาล้วงบอลต่ำในฐานะกองกลางตัวรุก ทำให้เขามีอิสระ และพื้นที่ในการเล่นมากกว่าเดิม ขณะเดียวก็เป็นเรื่องยากที่ผู้เล่นทีมรับจะไล่ตามประกบเขาตลอดเวลา เพราะเมสซี่จะเคลื่อนที่ระหว่างพื้นที่กองกลาง กับกองหลังของฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอด 

นอกจากนี้ บาร์เซโลนายังปรับมาเน้นบอลเร็วแทงทะลุตามช่อง ในรูปแบบเดียวกับที่เปแอสเช ใช้เล่นงานพวกเขา ในเกมนัดที่แล้ว แทนที่จะเป็นบอลช้าดึงจังหวะ ผสมกับความสามารถการเลี้ยงกินตัวของ เนย์มาร์ และเมสซี่ แบบที่เคยทำ

 

เกมประวัติศาสตร์ 

แม้จะถูกนำไปด้วยสกอร์ 4-0 ในเกมแรก แต่นักเตะบาร์ซ่าเต็มไปด้วยความมั่นใจ เนย์มาร์ กล่าวก่อนเกมเริ่มว่า พวกเขาไม่รู้สึกเหมือนเป็นทีมที่โดนถล่มมาในนัดแรก เพราะทุกคนเชื่อว่าจะกลับมาได้ เชื่อว่าบาร์เซโลนาจะกลับมาเป็นผู้ชนะ

ด้าน หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือของทีมได้หล่นวาทะเด็ดก่อนเกมไว้ว่า "ถ้าเปแอสเชยิง 4 ประตูใส่เราได้ เราก็ยิง 6 ประตูได้เหมือนกัน”


Photo : www.fcbarcelona.com

ขณะที่ แฟนบอลบาร์เซโลนายังคงเข้ามาชมเกมเต็มสนามความจุของ คัมป์ นู ส่งเสียงเชียร์ดังชวนขนลุกตั้งแต่เริ่มเกม เพื่อแสดงให้นักเตะรู้ว่า ผู้เล่นคนที่ 12 พร้อมแล้วที่จะเสริมสร้างความได้เปรียบในเกมวันนี้

เริ่มเกมมาเพียง 2 นาที บาร์ซ่าก็งัดไม้เด็ดออกมาให้เห็นทันที นั่นคือลูกเปิดจากระยะไกลของ ราฟินญา แทนที่จะค่อย ๆ ต่อบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ทำให้เกมรับของเปแอสเชไม่ทันระวังตัว สกัดบอลผิดพลาดมาเข้าทาง หลุยส์ ซัวเรซ ดีดบอลเข้าประตูให้เจ้าบ้านนำไปอย่างรวดเร็ว 1-0

บาร์ซ่าพยายามบุกหนักตลอดทั้งครึ่งแรก ด้วยการเน้นใช้จังหวะฉาบฉวยเป็นหลัก แต่เกมรับของเปแอสเชก็ไม่ยอมพลาดเป็นครั้งที่ 2 ป้องกันได้เป็นอย่างดีมาตลอด จนกระทั่งในนาทีที่ 40 เลย์แวง เคอร์ซาวา ทำพลาดครั้งใหญ่ เมื่อเขาดันสกัดบอลเข้าไปตุงตาข่ายตัวเอง สร้างความได้เปรียบให้บาร์ซ่า จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0

"มุ่งมั่น และผ่อนคลาย คิดถึงประตูต่อประตู ... เด็ก ๆ ต่อให้เราเหลือเวลาแค่ 5 นาที เราก็สามารถยิงพวกเขาได้ 3 ประตู" หลุยส์ เอ็นริเก ปลุกความฮึกเหิมให้กับลูกทีมด้วยคำพูดข้างต้น ตามการรายงานของสื่อ ซึ่งได้ผลจริง เพราะบาร์เซโลนาได้ประตูนำออกเป็น 3-0 จากลูกจุดโทษของ ลีโอเนล เมสซี โดยใช้เวลาแค่ 5 นาทีของช่วงครึ่งหลัง


Photo : www.thedailystar.net

อย่างไรก็ตาม มีข้อห้ามสำคัญอย่างหนึ่งในแผนการพลิกนรกของบาร์เซโลนา นั่นคือพวกเขาห้ามเสียประตูอย่างเด็ดขาด ... ก่อนการแข่งขัน หลุยส์ ซัวเรส ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเราเสียประตูเมื่อไหร่ พวกเราจบเห่ทันที 

บาร์ซ่าเล่นเกมรับได้ดีมาโดยตลอด ผ่านการครองเกมไม่ให้เปแอสเชได้มีโอกาสตอบโต้ แต่เมื่อได้ประตูลูกที่ 3 ทีมจากสเปนเริ่มชะล่าใจ ปล่อยให้ปารีสได้มีโอกาสปล่อยหมัดตอบโต้

จนในนาทีที่ 62 แนวรับบาร์ซ่าเปิดโอกาส ให้ เอดิสัน คาวานี ยืนโล่งไร้ตัวประกบอยู่ในกรอบเขตโทษ และเขาไม่พลาด วอลเลย์บอลเข้าประตูช่วยให้เปแอสเชไล่มาเป็น 3-1 


Photo : www.marca.com

งานของบาร์เซโลนายากขึ้นเป็นสองเท่าในทันที เพราะดันไปเสียประตูทีมเยือนให้กับปารีส นั่นหมายความว่า ต่อให้ยิงอีก 2 ลูก เพื่อชนะ 5-1 เป็นสกอร์รวม 5-5 พวกเขาจะตกรอบอยู่ดี ด้วยกฎประตูทีมเยือน ทางเดียวที่จะได้ไปต่อ คือการยิงอีก 3 ประตู ในช่วงเวลาที่เหลือของเกมนี้

บาร์เซโลนายังคงโหมบุกหนักอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ทำได้แค่เฉียด จนเวลาไล่เข้าสู่ช่องท้ายเกม สกอร์บนบอร์ดยังคงเป็น 3-1 หากแต่ หลุยส์ เอ็นริเก ยังคงปลุกเร้าลูกทีมของตัวเองต่อไป ซึ่งเจ้าตัวกล่าวหลังจบเกมว่า ถ้าเสียงนกหวีดสุดท้ายยังไม่ดัง คุณต้องเชื่อว่าโอกาสชนะยังอยู่กับเราเสมอ

ในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดัน การเสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้ากรอบเขตโทษไม่เคยเป็นเรื่องดี เปแอสเชได้รับบทเรียนนี้ไป จากการถูก เนย์มาร์ ปั่นลูกยิงสุดสวยในนาทีที่ 88 ส่งบาร์เซโลนากลับเข้ามาสู่เกมอีกครั้ง

เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หลังจากเสียประตูลูกที่ 4 แนวรับของ เปแอสเช สูญเสียสติ ความตั้งใจทุกอย่างที่พวกเขาเคยมี โดนแรงกดดันเล่นงาน จนพลาดเสียลูกจุดโทษให้กับบาร์เซโลนา และเนย์มาร์เป็นผู้สังหารประตูในนาที 90+1 สกอร์กลายเป็น 5-1 บาร์ซ่าต้องการอีกประตูเดียวเพื่อเข้ารอบต่อไป


Photo : everythingbarca.com

แฟนบอลส่งเสียงดังทั่วสนาม แม้แต่ เคราร์ด ปิเก ยังต้องมายืนเป็นหน้าเป้า และทุกอย่างเหมือนจะจบลงสำหรับบาร์ซ่า หลังปิเกได้โอกาสโหม่งโล่ง ๆ ในกรอบเขตโทษ แต่บอลดันไปเข้ามือผู้รักษาประตูของเปแอสเช

อย่างไรก็ตามในนาทีสุดท้าย 90+5 บาร์เซโลนาได้ลูกฟรีคิกโยนยาวจากเกือบครึ่งสนามเข้าไปในกรอบเขตโทษ ที่แม้แต่ มาร์ค อันเดร เทอร์ สเตอเกน ผู้รักษาประตูของบาร์ซ่ายังต้องขึ้นไปร่วมแจมลุ้นโหม่งทำประตู

ลูกเปิดถูกผู้เล่นเปแอสเช โหม่งทิ้งออกมาอย่างไม่ใยดี แต่บอลเจ้ากรรมลอยไปเข้าทางเนย์มาร์ และแทนที่จะเปิดบอลเข้าไปในทันที เนย์มาร์เลือกลากจี้เข้าหากรอบเขตโทษ ทำให้ผู้เล่นเปแอสเชคิดว่าเนย์มาร์จะตั้งป้อมยิงไกล จึงสลัดนักเตะบาร์ซ่าที่ยืนรอโหม่งในกรอบเขตโทษ และเคลื่อนที่เข้าหาเนย์มาร์ เพื่อปิดช่องยิงไกลของแข้งรายนี้

ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นเอง เนย์มาร์ได้โชว์ความอัจฉริยะด้านลูกหนังของเขา ด้วยการดีดบอลข้ามแผงกองหลังที่เคลื่อนที่ขึ้นมา และเป็น เซร์จี โรแบร์โต ตัวสำรองในเกมวันนั้น กลายเป็นซูเปอร์ซับคนสำคัญ พุ่งเข้าไปดีดบอลเข้าไปตุงตาข่าย บาร์เซโลนานำเปแอสเช 6-1 และกลายเป็นฝ่ายนำในสกอร์รวม 6-5


"มันเข้าไปแล้ว มันเข้าไปแล้ว มันเข้าไปแล้ว" ผู้บรรยายเกมวันนั้นพูดซ้ำ ๆ เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ทุกคนในสนาม คัมป์ นู ที่อยู่ฝั่งบาร์ซ่า กระโดดกอดกันอย่างไร้สติ 

ผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกมในทันที บาร์เซโลนาสร้างประวัติศาสตร์การคัมแบ็กเข้ารอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ

"นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรบาร์เซโลนา ต่อให้พวกเขาคว้าแชมป์มากี่ครั้งก็ตาม เพราะในแง่ของการพลิกผลการแข่งขัน ชัยชนะที่เกิดขึ้น” 

“คุณดูจิตใจของพวกเขา ความฟิตของนักเตะในการเล่นเพรสซิ่ง มันแตกต่างออกไป ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี" ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมคู่นี้ ของช่อง BT Sport อีกครั้ง แสดงทัศนะ ชื่นชมฝั่งบาร์เซโลนาบ้าง 

มีคำชื่นชมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ว่านี่เป็นการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอล บางคนว่าเกมนี้เหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ แล้วแต่อารมณ์ร่วมของแต่ละคน กับเกมการแข่งขันนัดนี้


Photo : www.barcablaugranes.com

เรื่องราวสุดเหลือเชื่อครั้งนี้ ทำให้บาร์เซโลนาผ่านเข้ารอบต่อไป แม้จะร่วงจากฟุตบอลยูซีแอลในรอบถัดมา ด้วยฝีมือของ ยูเวนตุส แต่ผลจากเกมนัดนี้ ทำให้บาร์เซโลนา กับฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในฤดูกาล 2016-17 เป็นที่จดจำมาโดยตลอด และอยู่ในความทรงจำของผู้คน มากกว่าการคว้าแชมป์ของ เรอัล มาดริด ด้วยซ้ำไป

มีแง่มุมมากมายที่คุณสามารถหาได้ จากเกมการแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลนา กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ว่าจะเป็น ความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ก้มหน้าหรือยอมแพ้ต่ออุปสรรค, การไม่ล้มเลิกต่อเป้าหมายกลางคน ถึงจะมีเรื่องยากลำบากเข้ามา, การทำในสิ่งที่หลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ และหากเชื่อมั่นในสิ่งใด จงทำในสิ่งที่เชื่อมั่น เพราะหากสำเร็จ ผลตอบแทนทุกอย่างที่กลับมา จะคุ้มค่ากับทุกความลงทุน

ที่สำคัญที่สุด เกมการแข่งขันนัดนี้ แสดงให้เห็นถึงแก่น และเสน่ห์ของเกมฟุตบอลที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ หากการแข่งขันยังไม่จบลง อันเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งโลก หลงรักในกีฬานี้

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.uefa.com/uefachampionsleague/match/2019615--paris-vs-barcelona/?referrer=%2Fuefachampionsleague%2Fseason%3D2017%2Fmatches%2Fround%3D2000784%2Fmatch%3D2019615%2Findex
https://www.bbc.com/sport/football/38972120
https://www.bbc.com/sport/football/38962318
https://www.givemesport.com/986449-lequipe-reveal-their-player-ratings-for-psg-40-barcelona
https://www.youtube.com/watch?v=u27eXcbXse4
https://www.youtube.com/watch?v=0w0xfjboi4g
https://www.youtube.com/watch?v=d-fgofeJSog
https://www.independent.co.uk/sport/football/european/barcelona-psg-2017-champions-league-comeback-b1802370.html
https://www.besoccer.com/new/luis-enrique-if-they-can-score-four-goals-against-us-we-can-score-six



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

이달의 소녀
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x