FEATURE

จอห์น เดวิด วอชิงตัน : สตาร์ดังจาก Tenet ผู้เคยใช้อเมริกันฟุตบอลหนีจากร่มเงาของพ่อ



สำหรับเรา ๆ รวมถึงผู้อ่านหลายคนที่เกิดมาเป็นลูกคนธรรมดา เชื่อว่าคงต้องเคยนึกอิจฉาบรรดา "ลูกหลานคนดัง" ที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง เพียบพร้อมทั้งอำนาจและชื่อเสียง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ไม่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบทำมาหากิน 


 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นช่างสวยหรู แต่ในมุมกลับกันที่ไม่มีใครค่อยนึกถึงเท่าไรนัก การเกิดเป็นลูกหลานคนดัง คือการมีสิ่งหนักอึ้งที่ต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก และถ้าไม่สามารถแบกมันไว้ได้ ทั้งชีวิตก็จะกลายเป็นแค่ ลูกคนนั้น หลานคนนี้ โดยที่ตัวตนของตัวเองถูกมองข้ามไปตลอดกาล 

เหตุการณ์เหล่านี้พบเห็นได้บ่อย โดยเฉพาะในวงการกีฬาและบันเทิง มีนักกีฬาและศิลปินจำนวนมากที่มีพ่อแม่เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขาเหล่านั้นพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะเดินตามรอยเท้า แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ ส่วนใหญ่พบกับความล้มเหลว พวกเขาไม่สามารถหนีจากร่มเงาของพ่อแม่ รวมถึงการถูกนำมาเปรียบเทียบได้ ก่อนที่ชื่อของพวกเขาจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากสารบบความทรงจำผู้คน

จอห์น เดวิด วอชิงตัน คือหนึ่งในนั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยต้องตัดใจทิ้งสิ่งที่เขารัก เพื่อหนีจากร่มเงาของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ให้พ้น แต่หลังจากผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน ตอนนี้เขาได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกประจักษ์แล้วว่า ถึงแม้ว่าอาจจะยังเทียบชั้นกับพ่อไม่ได้ แต่เขาก็ทำได้ดี และกำลังมุ่งหน้าเพื่อพิชิตบัลลังก์นั้นให้สำเร็จในสักวัน

ติดตามเรื่องราวการต่อสู้กับสิ่งที่พ่อได้สร้างไว้ ของสตาร์ดังจากภาพยนตร์เรื่อง Tenet ได้ที่ Main Stand

 

เด็กชายผู้อยู่ใต้ร่มเงา

ถ้าถามว่าร่มเงาที่ปกคลุม จอห์น เดวิด เอาไว้นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน ... ก็ยิ่งใหญ่เท่ากับผู้ชายที่ชื่อ เดนเซล วอชิงตัน นั่นแหละ


Photo : www.nme.com

จอห์น เดวิด คือลูกชายคนโตของยอดนักแสดงระดับตำนานแห่งฮอลลีวูด ผู้มีรางวัลออสการ์ประดับบารมีถึง 2 ตัว ดังนั้นชีวิตในวัยเด็กของ จอห์น เดวิด จึงตรงกันข้ามกับชีวิตนักกีฬาส่วนใหญ่ที่ Main Stand เคยหยิบมาเล่าโดยสิ้นเชิง เขาไม่เคยพบกับความยากลำบาก ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อประทังไม่ให้ท้องหิว แต่ จอหน เดวิด เติบโตขึ้นมาในอพาร์ตเมนต์หลังงามที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม

นอกจากต้นทุนชีวิตที่ได้รับมาจากความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อตัวเขามากเช่นกัน คือความหลงรักในศาสตร์แห่งภาพยนตร์และการแสดง เรียกได้ว่า จอห์น เดวิด เป็นนักดูหนังตัวยงมาตั้งแต่จำความได้

"Sopranos กับ Sex and the City คือซีรี่ส์ที่ผมชื่นชอบที่สุด ผมสามารถนั่งดูมันซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ตลอดทั้งวันเลย โดยเฉพาะตัวละคร ชาร์ล็อต (ใน Sex and the City แสดงโดย คริสติน เดวิส) ผมรักตัวละครนี้มาก เธอคือผู้หญิงในฝันของผม การแสดงก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ" จอห์น เดวิด เผยเรื่องราวในวันวานกับ Esquire

สาเหตุที่ จอห์น เดวิด หลงรักในศาสตร์แขนงนี้ ก็หนีไม่พ้นการที่เขาต้องตระเวนตามคุณพ่อไปที่กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ มาตั้งแต่จำความได้ เขาได้เห็นทุกกระบวนการถ่ายทำ คุ้นเคยกับกล้องมอนิเตอร์ ก่อนที่เขาจะเข้ารั้วโรงเรียนเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นในปี 1992 จอห์น เดวิด ถึงขั้นได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่อง Malcolm X ซึ่งแสดงนำโดย เดนเซล วอชิงตัน คุณพ่อของเขา


Photo : german.fansshare.com

จอห์น เดวิด รับบทบาทเป็นนักแสดงสมทบเด็กคนหนึ่งในเรื่อง โดยมีบทพูดเพียงประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า

"ผมคือ Malcolm X (Malcolm X หรือชื่อจริง มัลคอล์ม ลิตเติล คือบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เป็นนักเรียกร้องสิทธิเพื่อคนผิวดำ รับบทโดย เดนเซล วอชิงตัน โดยความหมายของประโยคนี้คือ ทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่แค่ Malcolm X)"

ความชอบในการแสดงของ จอห์น เดวิด ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก เนื่องจากในตอนที่ เดนเซล รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Glory จอห์น เดวิด ในวัยเด็กได้โชว์ความหมัศจรรย์ ด้วยการท่องจำบทของผู้เป็นพ่อ รวมถึง มอร์แกน ฟรีแมน อีกหนึ่งนักแสดงในเรื่องได้หมดทุกประโยคทุกบรรทัด เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถเลียนแบบการแสดงและมาโชว์ให้คุณพ่อตกใจในงานเลี้ยงวันคริสต์มาส 

ความสัมพันธ์ของครอบครัววอชิงตันเป็นไปด้วยดี ทั้ง เดนเซล ผู้เป็นพ่อ และ พอลเล็ตต้า ผู้เป็นแม่ มอบความรักให้กับ จอห์น เดวิด รวมถึงลูกอีก 3 คนอย่างอบอุ่น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มาจากบุคคลภายนอก ซึ่งมันเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรบกวนจิตใจของ จอห์น เดวิด พอสมควร

"เวลาผมทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ทุกคนก็เอาแต่ถามถึงคุณพ่อ บางคนก็อยากได้ลายเซ็น โดยมองข้ามการมีตัวตนของผมไปหมด" จอห์น เดวิด ระบาย

 

หนีไปให้ไกล

ถึงแม้ จอห์น เดวิด จะรู้ตัวมาตั้งแต่ยังเด็กว่าเขาหลงรักการแสดง และอยากจะทำอาชีพนี้ แต่เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น ความขบถในตัวก็เริ่มก่อร่าง เขาเริ่มรำคาญคนรอบข้างที่พยายามเปรียบเทียบเขากับพ่ออย่างไม่จบสิ้น ซึ่งถ้าเขาเลือกเดินเส้นทางสายนักแสดงต่อไป ทุกอย่างก็คงเลวร้ายลงไปกว่านี้อีก


Photo : www.ksro.com

"ผมเลือกที่จะทุ่มเทให้กับการเล่นอเมริกันฟุตบอล ผมอยากให้มีหมวกมาปิดหน้าผม จะได้ไม่มีใครรู้ว่าผมคือใคร หรือมีนามสกุลอะไร"

"ผู้คนส่วนใหญ่พยายามวิ่งแทบตายเพื่อหนีให้พ้นจากเงาของพ่อแม่ และพวกเขาโชคดีที่ไม่ได้มีพ่อเป็น เดนเซล วอชิงตัน" จอห์น เดวิด กล่าวกับ The Athletic

จอห์น เดวิด เริ่มเล่นอเมริกันฟุตบอลมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม โดยมีคุณพ่อคอยสอนให้ในสวนหลังบ้าน ก่อนที่เขาจะมีส่วนร่วมกับทีมโรงเรียน เขารักอเมริกันฟุตบอล มันเป็นเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับที่เขารักการแสดงอยู่ดี 

ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยม จอห์น เดวิด จึงกลายเป็นนักกีฬาดาวเด่นของโรงเรียนไปในทันที ถึงแม้ว่าเขาจะสูงเพียง 175 เซนติเมตร แต่ด้วยตำแหน่งที่เขาเล่นอย่าง รันนิ่งแบค หรือ ตัววิ่ง ความสูงจึงไม่ใช่ปัญหา ขอแค่มีความเร็วก็เพียงพอแล้ว 

จอห์น เดวิด ทุ่มเทอย่างมากให้กับกีฬาอเมริกันฟุตบอล เป็นการระบายอารมณ์ และขบถในสไตล์เด็กหนุ่มที่ต้องการให้โลกรู้ว่าตัวเขาเองก็มีดีเหมือนกัน เขาเรียกตัวเองว่าเป็น "กบฏเชิงบวก" ซึ่งเป็นวิธีที่เขาต้องการแยกตัวออกจากชื่อเสียงของพ่อ ในสนามเขาเป็นเพียงชายอีกคนหนึ่งที่สวมเฮลเม็ท ถือบอลวิ่งเข้าเอนด์โซน เพื่อทำทัชดาวน์ ไม่ใช่ลูกของนักแสดงดังอีกต่อไป

ความพยายามของ จอห์น เดวิด ประสบผลสำเร็จ เขาได้รับทุนการศึกษาจาก Morehouse College ด้วยทักษะด้านอเมริกันฟุตบอล ... แต่เหตุการณ์ก็เหมือนภาพฉายซ้ำ ทุกครั้งที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ปัญหาเดิม ๆ มักจะกลับมารบกวนจิตใจของเขาเสมอ


Photo : hbcugameday.com

"ผมบอกกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ที่รู้ตัวตนของผมว่า อย่าบอกคนอื่นว่าผมเป็นใคร บางครั้งผมถึงขั้นต้องโกหกชื่อตัวเองด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่จะเรียกผมว่า ไมค์กี้"

"แต่สุดท้ายสักวันหนึ่งพวกเขาก็รู้ตัวจริง และเริ่มทำตัวแปลก ๆ กับผม จนผมต้องพูดออกมาเองว่า 'เฮ้เพื่อน นายรู้แล้วใช่ไหมว่าข้าเป็นใคร'"

"หลังจากทุกคนรู้ ผมก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกเลย ผมกลายเป็นลูกชายของ เดนเซล วอชิงตัน อีกครั้ง"

ในระดับมหาวิทยาลัย จอห์น เดวิด โชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างดี แต่มันดูเหมือนว่าจะยังดีไม่พอ เพราะเมื่อถึงการดราฟต์ NFL ปี 2006 เขาไม่ได้รับเลือกโดยทีมใดเลยในการเซ็นสัญญาเข้าลีก แมวมองหลายคนมองว่าเขาตัวเล็กและวิ่งช้าเกินไปสำหรับ NFL 

จอห์น เดวิด ตกอยู่ในสถานะ "ลอยเคว้งคว้าง" อยู่ช่วงหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป จะสู้ต่อกับการเป็นนักอเมริกันฟุตบอลโดยลงเล่นในลีกที่ต่ำกว่า จะทำงานเป็นพนักงานบริษัททั่วไปตามสาขาที่ได้ร่ำเรียนมา หรือจะกลับไปหาสิ่งที่เขารักที่สุดมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยเลิกรักมันสักวินาทีเดียว อย่างการแสดง 

"ผมโทรไปปรึกษากับแม่ ผมถามว่าผมจะเอายังไงต่อไปดี ผมอยากทำงานแสดง เธอตอบสวนกลับมาทันทีว่า 'อย่านะ ! จงเล่นอเมริกันฟุตบอลต่อไป' ตอนนั้นมันฝังใจผมมาก ผมจำได้แม่นเลย"

"แต่สรุปสุดท้าย ผมเพิ่งรู้ภายหลังว่าผมได้ยินผิดไปเอง ผมดีใจที่เป็นเช่นนั้นนะ"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงตลาดฟรีเอเยนต์ จอห์น เดวิด ก็ได้รับโอกาสจากทีม เซนต์หลุยส์ แรมส์ (ลอสแอนเจลิส แรมส์ ในปัจจุบัน) ให้เข้ามาอยู่ในทีมฐานะตัววิ่งสำรอง แม้จะมีกระแสว่าเขาได้เข้ามาอยู่ในลีกได้ก็เพราะอิทธิพลจากพ่อของเขา


Photo : theundefeated.com

"พ่อของผมไม่เคยช่วยผมในวงการนี้เลย บางทีการยกชื่อของเขามาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ก็ทำให้ผมเจ็บปวดเหมือนกันนะ"

ครั้งหนึ่ง เวย์น โมเสส อดีตโค้ชตัววิ่งของแรมส์ที่เคยทำงานร่วมกับนักแสดงหนุ่ม เคยออกมาพูดถึง จอห์น เดวิด สมัยเป็นรุกกี้ว่า เขาเป็นพวกทำงานหนักและไม่เคยใช้ชื่อเสียงของพ่อเพื่อขอโอกาสใด ๆ

"คุณคงไม่เคยรู้ว่าเขาต้องแบกรับตัวเองมาก่อน เขาเป็นแค่ผู้ชายที่พยายามเป็นส่วนหนึ่งในทีม เขาไม่เคยต้องการอะไรนอกจากโอกาส ตามธรรมเนียม พวกรุกกี้ต้องไปกินอาหารเช้ากับพวกรุ่นเดอะ ซึ่งเขาไม่เคยบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ตอนแรกเขาเหมือนพวกมือใหม่ที่เงียบ ๆ เท่านั้น"

จอห์น เดวิด เป็นคนขยันฝึกซ้อม และหมั่นทำงานหนักเสมอ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็ไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นอย่างเป็นทางการเสียที 


Photo : www.telegraph.co.uk

"ทุก ๆ วันในการฝึกซ้อม ผมเพียงแค่หวังว่าจะได้รับโอกาส ผมใช้ชีวิตเหมือนกับว่า ต้องเอาชีวิตให้รอดวันต่อวัน พร้อมกับคิดว่าวันใดวันหนึ่งผมอาจจะได้รับโอกาสลงเล่นบ้าง หรือบางทีพวกเขาอาจจะรับรู้ได้ถึงการทำงานหนักของผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมกลับบ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะทุกครั้งที่กลับไปมันเหมือนว่า ผมล้มเหลว"

หลังจากสองฤดูกาลในเซนต์หลุยส์ จอห์น เดวิด ก็ถูกแรมส์ตัดชื่อทิ้ง เนื่องจากทำผลงานไม่เข้าเป้า แม้ช่วงแรกเขาจะพยายามดิ้นรนเพื่อหาโอกาสให้ตัวเอง โดยการไปเล่นในลีกรองหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น NFL ในยุโรป กับทีม ไรน์ ไฟร์ ในประเทศเยอรมนี หรือลีก UFL กับทีม ซาคราเมนโต้ เมาเท่น ไลออนส์ 

แต่สุดท้ายด้วยเส้นทางอาชีพที่นับวันยิ่งดิ่งลงเหว สวนทางกับอายุก็เยอะขึ้นทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น จอห์น เดวิด ก็ประสบกับอาการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณเอ็นร้อยหวาย ทุกอย่างยิ่งชัดเจนว่าสนามยาว 100 หลา กว้าง 53 หลา ไม่ใช่ที่ที่ของเขาอีกต่อไป

"มันเหมือนเป็นการตัดสินประหารชีวิตเลย ตอนที่หมอบอกว่าเอ็นร้อยหวายผมขาด ตอนนั้นผมอายุ 28 ซึ่งในฐานะตัววิ่ง เส้นทางของผมมันจบแล้ว"

จอห์น เดวิด ตัดพ้อกับชีวิตตัวเอง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าในตอนนั้นประตูแห่งโชคชะตาบานใหม่กำลังเปิดแง้มต้อนรับเขาอย่างช้า ๆ 

 

คว้าไว้ให้แน่น

"คืนหนึ่งที่ผมกลับมาบ้าน ผมเห็นเขา (จอห์น เดวิด) นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเงียบ ๆ ไม่เปิดไฟ ก้มหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก โดยมีไม้เท้าค้ำยันวางอยู่ข้าง ๆ"

"ผมเห็นเขาเล่นอเมริกันฟุตบอลมาเป็นสิบปี เห็นเขาเจ็บมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมไม่เคยเห็นเขาพ่ายแพ้ขนาดนี้มาก่อน" มัลคอล์ม น้องชายแท้ ๆ ของ จอห์น เดวิด กล่าวกับ Esquire


Photo : archcity.media

อาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายคือเรื่องเล็กน้อย จอห์น เดวิด รู้ดีว่าสักวันก็ต้องหาย และเขาจะกลับมาเดินเหินได้ตามปกติ แต่สิ่งที่ทำร้ายเขาอย่างหนักหน่วงคือความรู้สึกในจิตใจ ในช่วงปี 2013 ที่เขาตัดสินใจรีไทร์จากเกมอเมริกันฟุตบอล เขารู้สึกพ่ายแพ้เป็นอย่างมาก หมดอาลัยตายอยาก รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง สุดท้ายตัวตนของเขาก็จะเลือนหาย กลายเป็นเพียง "ลูกชาย เดนเซล วอชิงตัน" ไปตลอดกาล

จนกระทั่งวันหนึ่ง จอห์น เดวิด มีโอกาสทุกนั่งเปิดอกคุยกับลุงแท้ ๆ ของตัวเอง และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ

"เขาบอกผมว่าผมจะเป็นอะไรก็ได้ เป็นใครก็ได้ ตามที่ใจผมต้องการ"

"ผมจะเป็นโค้ช ผมจะเป็นครู จะเป็นนักแสดง ผมเป็นได้ทั้งหมดนั่นแหละ เขาบอกผมว่าสิ่งที่ผมเป็นทุกวันนี้ การที่ผมเป็นแบบนี้ เพียงเพราะผมใช้อเมริกันฟุตบอลเป็นข้ออ้างและหนีทุกอย่างมา ... บอกตรง ๆ ว่าสิ่งที่ลุงผมพูดมันแทงใจผมมาก มันทำให้ผมกลัวแทบบ้า แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกฮึดสู้เช่นกัน"

หลังจากนั้น จอห์น เดวิด ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม พร้อมกับเรียนทักษะการแสดงเพิ่มเติม ก่อนจะมุ่งหน้าไปออดิชั่นเพื่อรับบทบาทต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน โดยที่ เดนเซล วอชิงตัน รวมถึงคนอื่น ๆ ในครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำสิ่งนี้อยู่ ... แต่ทุกครั้งก็จบลงด้วยคำปฏิเสธ

"ชีวิตผมก็วน ๆ อยู่อย่างนั้น ผมไม่เคยได้รับบทเลย จนกระทั่งการไปออดิชั่นรอบที่ 10 ที่พวกเขามอบบทนั้นให้กับผม"

บทบาทที่ว่าคือตัวละคร ริกกี้ เจอเร็ต ในซีรี่ส์เรื่อง Ballers ที่มี เดอะ ร็อค หรือ ดเวย์น จอห์นสัน ร่วมแสดงนำและอำนวยการสร้างด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นบทบาทเปลี่ยนชีวิตของ จอห์น เดวิด ก็ว่าได้ เขาได้รับคำชมในฝีมือการแสดงมากมาย โดยส่วนหนึ่งอาจเพราะตัวละคร ริกกี้ คือนักอเมริกันฟุตบอลสู้ชีวิต ไม่ต่างจากเรื่องราวที่ จอห์น เดวิด ประสบพบมาเท่าไรนัก

จอห์น เดวิด จงใจไม่ทำการแถลงข่าวหรือโปรโมตตัวเองใด ๆ ในช่วงปีแรก ๆ ของอาชีพนักแสดง ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน จนกระทั่งแฟนซีรีส์หลายพันคนค้นพบพร้อม ๆ กันว่า นักแสดงที่รับบทเป็น ริกกี้ คนนี้คือลูกชายของ เดนเซล วอชิงตัน


Photo : hollywoodlife.com

"ผมไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าผมเป็นใคร ผมไม่ต้องการให้มันมารบกวนการทำงาน โดยมาโยงเรื่องนี้กับอะไรก็ตาม อย่างน้อยผมก็จะเป็นผู้ชายที่พวกเขาชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่การเป็นลูกชายของคนดังสักคน"

ส่วนปฏิกิริยาของ เดนเซล หลังจากรู้ว่าลูกชายของตัวเองรับบทนำในซีรี่ส์เรื่อง Ballers นั้นเป็นอะไรที่อธิบายได้ยากสุด ๆ ... ต่อหน้าลูกชาย เขาดูเหมือนคุณพ่อขี้จุกจิก ที่เอาแต่ถามซ้ำ ๆ ว่า จอห์น เดวิด จะทำได้หรือเปล่า ต้องรับบทนำคู่กับ เดอะ ร็อค เลยนะ นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหม แต่เมื่อไม่มีลูกชายอยู่ เขากลับแสดงออกตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

"จอห์น เดวิด เป็นยังไงบ้าง เขาทำได้ดีหรือเปล่า มีอะไรต้องแก้ไขตรงไหนไหม ผมอยากจะให้กำลังใจเขา" เดนเซล ยิงคำถามกับ สตีเฟ่น เฮนเดอร์สัน เพื่อนของเขา และเป็นหนึ่งในทีมงานที่มาช่วยกำกับบางตอนของซีรี่ส์ Ballers

"เขายังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ทำได้ดี"

"เป็นไงล่ะ ผมบอกแล้วว่าเขาทำได้ เขาทำได้แน่นอน เขาคือคนที่เข้าใจเรื่องการแสดง และพยายามอย่างเต็มที่จริง ๆ" เดนเซล ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม


Photo : hauteliving.com

หลังจาก Ballers ออกฉายไปได้สักพัก จอห์น เดวิด ก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือช่วงเวลาที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต เป็นโอกาสที่ลอยมาตรงหน้าแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำคือคว้ามันให้แน่น ๆ ไม่ให้หลุดมือไปอีกอันขาด

"หลังจากที่เขาเริ่มรับงานแสดงเต็มตัว ฉันเห็นเขา (จอห์น เดวิด) แจ่มใสขึ้นทุกครั้งที่ได้เจอ เขาตื่นเต้นกับทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ราวกับว่าชีวิตเขาเพิ่งเบ่งบานไม่นานนี้เอง" โซอี้ คราวิทซ์ นักแสดงสาว ที่กำลังจะสวมบทเป็น แคทวูแมน ในภาพยนตร์ The Batman และเป็นเพื่อนสนิทของ จอห์น เดวิด กล่าวกับ Esquire ซึ่งเธอเองก็น่าจะเข้าใจหัวอก จอห์น เดวิด เป็นอย่างดี เนื่องจาก โซอี้ คือลูกสาวของ เลนนี่ คราวิทซ์ ศิลปินเพลงร็อคระดับตำนาน 

 

ผมคือ จอห์น เดวิด วอชิงตัน

ความสำเร็จใน Ballers ทำให้ จอห์น เดวิด ได้รับโอกาสอีกมากมาย โดยเฉพาะในหนังของ สไปก์ ลี (Spike Lee) หนึ่งในผู้กำกับที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตการเป็นนักแสดงของ เดนเซล วอชิงตัน จากผลงานกำกับเรื่อง Malcolm X และในตอนนี้เขาเหมือนรับไม้ผลัดต่อ มาปลุกปั้นเจียระไนให้ จอห์น เดวิด เป็นยอดนักแสดงฝีมือเยี่ยม ในบทบาทตำรวจผิวดำที่แอบเข้าไปอยู่ในขบวนการเหยียดสีผิว ภาพยนตร์เรื่อง BlacKkKlansman ซึ่งเพียงห้าปีนับตั้งแต่เกมสุดท้ายในฐานะนักอเมริกันฟุตบอลของ จอห์น เดวิด เขาผ่านงานภาพยนตร์ไปแล้ว 6 เรื่อง และกำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

และล่าสุดผลงานครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ จอห์น เดวิด วอชิงตัน ก็กำลังเข้าโรงฉายให้ชาวโลกได้รับชมอยู่ นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง Tenet ผลงานการกำกับของผู้กำกับชื่อก้องโลก คริสโตเฟอร์ โนแลน


Photo : www.flickeringmyth.com

"มีบางครั้งที่ผมไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ สองสามสัปดาห์ผ่านไปผมกังวลมากว่าจะไม่สามารถทำสิ่งนี้ให้เสร็จได้ และผมก็ไม่อยากบอกใคร" ประโยคหนึ่งที่ตัวละครของ จอห์น เดวิด วอชิงตัน พูดในภาพยนตร์เรื่อง Tenet

"สิ่งที่ผมพูดในหนังเหมือนกับชีวิตผมตอนอยู่ NFL ผมต้องฝืนตื่นทุกวัน เพื่อรักษาตำแหน่งในทีมของตัวเอง ผมรู้สึกไม่อยากตื่นแบบเดียวกันเลย" จอห์น เดวิด กล่าวถึงประโยคด้านบน


Photo : www.allocine.fr


Photo : www.moviemaker.com

ในปัจจุบันด้วยผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ คงสามารถกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำได้แล้วว่า จอห์น เดวิด วอชิงตัน ได้วิ่งออกมาจนพ้นร่มเงาของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ด้วยฝีมือของตัวเอง และยังมีเวลาอีกยาวไกลให้เขาได้พิสูจน์ว่า เขาเองก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมได้ไม่แพ้ เดนเซล วอชิงตัน เหมือนกับที่นิตยสาร Esquire ได้นิยามไว้ว่า

"เขาไม่ใช่ลูกชายของ เดนเซล วอชิงตัน เขาคือดารานำในหนัง สไปก์ ลี เขาคือแอ็คชั่นสตาร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เขาคือ จอห์น เดวิด วอชิงตัน" 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.esquire.com/entertainment/movies/a32617787/john-david-washington-tenet-denzel-son-life-story/
https://theundefeated.com/features/john-david-washington-outran-father-denzel-long-shadow-with-a-football-in-hand/
https://theathletic.com/2011449/2020/08/26/first-tenet-an-oral-history-of-actor-john-david-washingtons-football-career/
https://www.si.com/nfl/2018/07/31/john-david-washington-blackkklansman-spike-lee-ballers-denzel
https://www.cbssports.com/nfl/news/from-the-nfl-to-hollywood-how-football-shaped-john-david-washington-into-the-breakout-movie-star-of-tenet/
https://www.cbssports.com/nfl/news/from-the-nfl-to-hollywood-how-football-shaped-john-david-washington-into-the-breakout-movie-star-of-tenet/



AUTHOR

เพรียวพันธ์ แสนลาวัณย์

นักเขียนผู้เชื่อว่า เรื่องราวของกีฬาสามารถสร้างแรงบันดาลใจ​ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง​ทางสังคมและการเมืองได้
     


x