FEATURE

42 : หนังเบสบอลที่แจ้งเกิด "แชดวิก โบสแมน" สู่การเป็น "แบล็ค แพนเธอร์"



แชดวิก โบสแมน คือหนึ่งในนักแสดงมากฝีมือ ที่ฝากผลงานบนเวทีภาพยนตร์ น่าจดจำไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Black Panther ที่อยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel, Draft Day และ 21 Bridges


 

ถึงเจ้าตัวจะจากโลกใบนี้ ด้วยอาการป่วยมะเร็งลำไส้ ในวัยเพียง 43 ปี แต่การแสดงของเขา ยังคงเป็นที่จดจำของแฟนจอเงิน ซึ่งหนึ่งในผลงานเหล่านั้น คือหนังกีฬาเบสบอล ที่ทำให้เขาแจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูด กับการรับบทเป็น แจ็คกี โรบินสัน นักเบสบอลผิวดำชื่อดัง ในภาพยนตร์เรื่อง 42

Main Stand จะพาไปรู้จักกับ แจ็คกี โรบินสัน นักเบสบอลคนสำคัญที่ทำให้กีฬานี้ เปิดรับนักกีฬาต่างสีผิว และบทบาทการแสดงของ แชดวิก โบสแมน ที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงน่าจับตา ของวงการภาพยนตร์

 

รู้จักกับ แจ็คกี โรบินสัน 

แจ็คกี โรบินสัน คือชายผิวดำ ซึ่งลืมตาดูโลก ในวันที่ 31 มกราคม 1919 ในรัฐจอร์เจีย ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา … แจ็คกีเกิดมาในครอบครัวแบบทั่วไปของคนผิวดำ นั่นคือ มีมีลูกมาก และฐานะยากจน


Photo : www.sikids.com

แม่ของเขาต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ก็ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ครอบครัวโรบินสัน มีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งความเป็นคนผิวดำ ยังทำให้แจ็คกีเติบโตด้วยโอกาสที่ไม่เท่าเทียม กับคนอื่นในสังคม ทำให้เมื่อเริ่มรู้ความเป็นวัยรุ่น ... แจ็คกี โรบินสัน จึงเลือกเส้นทางให้กับตัวเอง ในฐานะแก๊งสเตอร์

โชคดีที่ครอบครัวโรบินสัน มีพรสวรรค์ด้านร่างกายติดตัว ที่ทำให้พวกเขาเล่นกีฬาได้อย่างยอดเยี่ยม แฟรงค์ และ แมทธิวโรบินสัน สองพี่ชายของแจ็คกี ได้ปูทางเริ่มต้นเป็นนักกีฬา ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะแมทธิว ที่คว้าเหรียญเงิน ในกีฬาวิ่ง 200 เมตร จากการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ปี 1936 ช่วยสร้างความฝันให้กับแจ็คกี ต้องการเป็นนักกีฬาอาชีพ

แจ็คกีทิ้งชีวิตในฐานะชาวแก๊งไว้เบื้องหลัง เขาหันมาใช้ความสามารถด้านกีฬา จนได้ทุนเรียนต่อ ในระดับมหาวิทายาลัย และเขาเล่นกีฬาแบบไม่เลือกประเภท … แจ็คกีเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ถึง 4 ประเภท คือ อเมริกันฟุตบอล, เบสบอล, บาสเกตบอล และวิ่ง รวมถึงเป็นสมาชิกของชมรมเทนนิสอีกด้วย

แจ็คกี สร้างสถิติเป็นนักกีฬาคนแรก ในมหาวิทยาลัย UCLA หรือ University of California, Los Angeles ที่คว้าชัยชนะ จากการเล่นกีฬาให้มหาวิทยาลัย ทั้ง 4 ประเภท ... พรสวรรค์ที่ล้นเหลือ ทำให้เขาตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัย ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เพื่อรับงานเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล โดยเริ่มต้นในลีกกึ่งอาชีพที่ฮาวาย ก่อนจะเซ็นสัญญากับทีม ลอสเเองเจลิส บูลดอกส์ ในฐานะนักกีฬาอาชีพ กับตำแหน่งรันนิงแบ็ค แม้ว่าตอนเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แจ็คกีจะเล่นตำแหน่งควอเตอร์แบ็คก็ตาม


Photo : yahoo.com

อย่างไรก็ตาม เส้นทางกีฬาที่สดใสของแจ็คกี ต้องหยุดชะงักอย่างรวดเร็ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1941 อันเป็นปีเดียวกับที่แจ็คกีเริ่มเซ็นสัญญา นักกีฬาอาชีพ

แจ็คกี ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกอยู่ 2 ปี ซึ่งระหว่างอยู่ในสนามรบ เขาได้รู้จักกับ นักเบสบอลหลายคน ที่เล่นอยู่ใน Negro American League หรือลีกเบสบอลของคนผิวดำ ที่ชักชวนให้แจ็คกี หันมาเล่นเบสบอล หลังหมดประจำการ ในฐานะทหาร


Photo : timeline.com

อย่างไรก็ตาม แจ็คกีต้องการกลับไปเล่นอเมริกันฟุตบอลมากกว่า ทว่าหลังจากปลดประจำการ เขาได้รับข้อเสนองานใหม่ เป็นโค้ชเบสบอล ในระดับมหาวิทยาลัย ที่ได้เงินเยอะกว่า ทำให้เขาตัดสินใจทิ้งชีวิต นักอเมริกันฟุตบอลอาชีพ ตามที่วางแผนไว้ หันไปเป็นครูสอนเล่นเบสบอลแทน

โชคชะตา เหมือนจะต้องการให้แจ็คกี ได้ดิบได้ดี ในฐานะนักเบสบอล เพราะหลังจากเป็นโค้ชในมหาวิทยาลัยได้ไม่กี่เดือน เขาได้รับข้อเสนอให้มาเล่นใน Negro American League กับทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส์ (Kansas City Monarchs) ในปี 1945 ด้วยเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย และเขาเลือกตอบตกลง


Photo : www.baseballreliquary.org

แจ็คกี ระเบิดผลงานอย่างรวดเร็ว จนชื่อของเขาไปเตะตาทีมใน Major League Baseball ลีกเบสบอลอันดับ 1 ของประเทศ ทว่าตอนนั้น MLB ไม่มีแผนที่จะนำคนผิวดำ มาเล่นในลีกของคนผิวขาว (ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้คนดำต้องมีลีกเบสบอลของตัวเอง) และครั้งสุดท้ายที่มีนักเบสบอลผิวดำ เล่นใน MLB ต้องย้อนไปถึงปี 1884

เขาได้รับการเชิญชวน จาก บอสตัน เรดซอค ให้ไปทดสอบฝีมือ ทว่าเมื่อข่าวนี้ออกไป สู่สาธารณชน แจ็คกีถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งจากนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงจากนักเบสของของทีมเรดซอค จนเจ้าตัวถึงกับต้องออกจากการทดสอบฝีมือกลางคัน เพราะทนการเหยียดผิวระหว่างงานไม่ไหว (ในเวลาต่อมา บอสตัน เรดซอค คือทีมสุดท้ายใน MLB ที่อนุญาตให้คนผิวดำเล่นในทีม) 

อย่างไรก็ตาม การพลาดตัวของเรดซอค เปิดโอกาสให้ทีมอื่น มีโอกาสเซ็นสัญญากับแจ็คกี หนึ่งในนั้นคือ บรูคลิน ด็อดเจอร์ส (ลอสแอนเจลิส ด็อดเจอร์ส ในปัจจุบัน) โดยทีมด็อดเจอร์ส มอบเงื่อนไขให้กับแจ็คกี เพียงข้อเดียวว่า หากมีการเหยียดผิวเกิดขึ้น ขอให้แจ็คกีอยู่เฉย อย่าตอบโต้โดยเด็ดขาด

แจ็คกีตัดสินใจตอบตกลง เพราะเขาเลือกแล้วว่า ผลงานในสนามจะเป็นสิ่งที่พูดแทนทุกอย่างว่า คนผิวดำ เล่นกีฬาเบสบอล ได้ดีไม่แพ้ คนผิวขาว

 

ภาพยนตร์แจ้งเกิดของ แชดวิก โบสแมน

หลังเซ็นสัญญากับทีมด็อดเจอร์ส เรื่องราวหลังจากนั้นคือตำนาน แจ็คกีคว้ารางวัล ผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ในปี 1947, ติดทีมออลสตาร์ 6 ครั้ง, คว้าแชมป์เวิลด์ซีรีส์ของ MLB ในปี 1955, ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ ที่สำคัญที่สุด ความสำเร็จของเขา ทำให้ MLB เปิดรับนักกีฬาเบสบอลผิวดำ เข้ามาเล่นในลีกอย่างอิสระ


Photo : amsterdamnews.com

ปรากฎการณ์ที่แจ็คกีสร้างขึ้น กับการใช้พื้นที่บนสนามกีฬา และความสามารถของตัวเอง ตอบโต้การเหยียดสีผิว และเปลี่ยนสังคมสหรัฐอเมริกา ให้เปิดกว้างด้านสิทธิ เสรีภาพมากขึ้น คือสิ่งที่ผู้คนเล่าขาน และสิ่งหนึ่งที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้สาธารณชนรับรู้ได้ดีที่สุดคือ ภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีการสร้างภาพยนตร์ เกี่ยวกับแจ็คกี โรบินสัน มาก่อน อย่างมากเป็นแค่ภาพยนตร์ฉายลงโทรทัศน์เท่านั้น ... ผู้กำกับผิวดำมีความคิดที่จะนำเรื่องราว ของยอดนักเบสบอลรายนี้ มาสร้างเป็นหนึ่งฟอร์มใหญ่ อยู่หลายครั้ง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีเสียงตอบรับที่ดีมากพอ ว่าอยากดูหนังอัตชีวประวัติ ของ แจ็คกี โรบินสัน สตูดิโอจึงไม่เคยลงทุนให้ เนื่องจากกลัวเจ๊ง

กระทั่งปี 2011 Legendary Pictures ร่วมมือกับ Warner Bros. Pictures ยอมทุ่มเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างหนังเล่าเรื่องราวของแจ็คกี โรบินสัน ในช่วงเวลาที่เขาต้องต่อสู้ เพื่อให้ได้ร่วมลีก MLB ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า "42" อันเป็นเบอร์เสื้อของแจ็คกีนั่นเอง

หลังจากมีการประกาศสร้างภาพยนตร์ การแคสตัวนักแสดงคือสิ่งที่ตามมา มีชายหนุ่มผู้กำลังล้มเหลวกับอาชีพนักแสดง ที่กำลังรับจ็อบแก้ขัด เป็นผู้กำกับละครเวที นามว่า แชดวิก โบสแมน เข้ามาขอออดิชั่น แสดงบท แจ็คกี โรบินสัน 

สำหรับหนังที่มีทุนสร้างสูง การเลือกนักแสดงที่ไม่เคยรับบทนำ ในภาพยนตร์แม้แต่เรื่องเดียว ไม่เคยอยู่ในข่ายพิจารณา ขณะที่ทีมผู้สร้างมีชื่อนักแสดงกว่า 25 คน ที่จะมารับบทนี้ ... ชื่อของโบสแมน ถูกปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี


Photo : www.vanityfair.com

อย่างไรก็ตาม สำหรับโบสแมน เขามองว่า นี่คือโอกาสสุดท้าย หากไม่ได้รับบท แจ็คกี โรบินสัน เขาจะยกธงขาวในอาชีพนักแสดงไปตลอดกาล ดังนั้นแม้จะถูกปัด เขาตัดสินใจยื่นออดิชั่น เป็นครั้งที่ 2 

ความใจสู้ของโบสแมน ไปเข้าตาผู้กำกับ ไบรอัน เฮลเกลแลนด์ ที่มองเห็นความกล้า และใจสู้ ซึ่งทำให้เขานึกถึงตัวของ แจ็คกี โรบินสัน ยิ่งเปิดดูประวัติการเดินทาง ในฐานะนักแสดง เขายิ่งรู้สึกว่า โบสแมน เป็นผู้ชายแบบเดียว กับยอดนักเบสบอลผิวดำ

สุดท้าย แชดวิก โบสแมน ได้รับบท แจ็คกี โรบินสัน แบบสุดพลิกล็อค และกลายเป็นโอกาสสำคัญ ที่ทำให้เขาได้แจ้งเกิด ในวงการฮอลลีวูด


Photo : www.washingtonpost.com

"ตอนผมรู้ว่าจะได้เล่นเป็น แจ็คกี โรบินสัน เหมือนกับฝันเป็นจริงเลยล่ะ แบบว่าพระเจ้าช่วย ผมพูดไม่ออกเลย" โบสแมนกล่าว

ทีมงานผู้สร้าง ไม่มีผิดหวัง กับการเลือกโบสแมนเข้ามา เพราะเขาคือนักแสดงที่มีพรสวรรค์ และฝึกซ้อม ทำงานหนัก เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ แจ็คกี โรบินสัน เพราะเขาหวังใช้ผลงานในการแสดงเรื่องนี้ พิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่า เขาคือชายที่เปี่ยมด้วยความสามารถ


Photo : www.charismanews.com

"ผมซ้อมเบสบอลอยู่ 3 เดือนทั้งช่วงเช้า และบ่าย ร่วมงานกับโค้ชจากใน MLB รวมถึงระดับมหาวิทยาลัย มันไม่ง่ายเลย ผมต้องพัฒนาตัวเองทุกวัน พวกเขาอัดเทปผม ไปวิเคราะห์ เหมือนกับผมเป็นนักเบสบอลจริง ๆ"

"ผมพยายามพิสูจน์ตัวเอง อยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมคือคนที่ใช่ บางครั้งผมสงสัยตัวเองว่า ทำไมพวกเขาไม่เลือกคนอื่น นี่คือความรับผิดชอบของผม เพราะผมกำลังจะเล่นเป็นตำนานของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา"


Photo : www.cbssports.com

ภาพยนตร์เรื่อง 42 ถือว่าประสบความสำเร็จพอประมาณ กับรายได้ 97.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้กำไรจากทุนสร้างและทุนโปรโมทไปนิดหน่อย (หากทำรายได้ 2 เท่าของทุนสร้าง จะถือว่าไม่ขาดทุน) ... อาจจะไม่ทำกำไรเท่ากับที่สตูดิโอคาดหวัง ทว่าเสียงตอบรับในคุณภาพของภาพยนตร์ ทั้งในเว็บไซต์ Rotten Tomatoes และ CinemaScore ออกมาดีมาก ไม่เพียงเท่านั้น การรับบทเป็น แจ็คกี โรบินสัน ทำให้เหล่านักวิจารณ์ ต่างยกให้ เเชดวิก โบสแมน กลายเป็นดาวดวงใหม่ของวงการฮอลลูวูด ด้วยผลงานการแสดงที่โดดเด่นเกินตัว

หลังจาก 42 โบสแมนได้รับบทในหนังกีฬาอีกเรื่อง คือ Draft Day และรับบทเล่นหนังอัตชีวประวัติ เป็น เจมส์ บราวน์ นักร้องผิวดำชื่อดังชาวอเมริกัน ในเรื่อง Get on Up ก่อนจะโด่งดังสุดขีด กับการรับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แบล็ค แพนเธอร์ ในจักรวาลภาพยนตร์ของ Marvel

แม้วันนี้ แชดวิก โบสแมน จะจากโลกไป แต่ผลงานของเขาจะยังคงเป็นที่จดจำ เหมือนกับที่ แจ็คกี โรบินสัน ทิ้งมรดกของเขาไว้ ในกีฬาเบสบอล ตลอดกาล

 

แหล่งอ้างอิง

https://style.time.com/2013/02/21/going-places-with-chadwick-boseman/
https://www.vanityfair.com/hollywood/2013/04/chadwick-boseman-42-interview
https://web.archive.org/web/20110610124614/http://www.biography.com/articles/Jackie-Robinson-9460813?print



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

이달의 소녀
     


x