FEATURE

ทางออกเพื่อทุกฝ่าย : สรุปสถานการณ์ฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2020…ควรจบอย่างไร?



ปัญหาคาราคาซังเรื่องการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทยลีกระหว่างทรูวิชั่นส์กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ยังคงยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะจบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลไทยในระยะยาวต่อไป… 


 

ทรูวิชั่นส์ ยังยึดมั่นในนโยบายทางธุรกิจ ส่วนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของสโมสรสมาชิก ที่มีความเห็นที่หลากหลาย… Main Stand จะสรุปให้เห็นภาพอีกครั้งว่าแนวทางที่แต่ละฝ่ายยึดมั่น มีผลดี-ผลเสียอย่างไร? 

และอะไร คือ ทางออกสำหรับเรื่องนี้ที่ดีที่สุด     

 

สถานการณ์ที่เป็นใจ (ให้ต้องเลื่อน) 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า...การเลื่อนโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลไทยลีก จากเดิมเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม ให้ออกไปเป็น เริ่มต้นการแข่งขันต่อในเดือนกันยายน 2020 และจะสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ในปี 2021 ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งสิ้น  

เพราะการตัดสินใจเลื่อนการแข่งขัน เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน อันเป็นช่วงเวลา ที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดหนักที่สุดในประเทศไทย…ท่ามกลางสถานการณ์ในตอนนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะคุ้มกับการเสี่ยงชีวิตผู้คนกับโรคร้าย การแข่งขันจึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไป 


Photo : Ratchaburi Mitr Phol FC

ณ ตอนนั้น เราไม่มีทางรู้ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะสิ้นสุด หรือสามารถควบคุมได้ตอนไหน การเลื่อนการแข่งขันออกไปช่วงเดือนกันยายน จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิด

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงสถานการณ์ปัจจุบัน การระบาดไวรัสโควิด-19 ถือว่าอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ และไม่มีผู้ติดเชื้อมานานในประเทศ ยาวนานหลายสัปดาห์ หากรัฐบาลไทยมีการกักตัวผู้เดินทางเข้าจากต่างประเทศ อย่างรัดกุม และเป็นระบบ ประเทศไทยสามารถปลอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ตลอด จนกว่าสถานการณ์ทั่วโลกจะดีขึ้น

ดังนั้นแล้ว หลาย ๆ ฝ่ายจึงอยากให้ฟุตบอลไทยรีบกลับมาเตะให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 หรือ ศบค. อนุญาตให้ไทยลีกกลับมาแข่งขันอย่างเป็นทางการได้อีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ศบค.ส่งคู่มือการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพ ให้กับทางสมาคมกีฬาฟุตบอลไทยฯ   

 

ทำไมต้องกลับมาเตะให้เร็ว? 

เมื่อฟุตบอลไม่สามารถแข่งขันได้ตามปกติ รายได้ทุกช่องทางหายไป ไม่ว่าจะเป็น ค่าสปอนเซอร์, ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด, ค่าตั๋ว, ค่าขายของที่ระลึก, การทำกิจกรรมอีเวนต์ต่างๆของสโมสร ต้องหยุดชะงัก 

ใช่แหละ ทุกสโมสรล้วนได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่ความเสียหายกับสโมสรไม่เท่ากัน… ทีมฟุตบอลระดับลุ้นแชมป์ ที่ได้รับการหนุนหลังจากเจ้าของที่ร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือนักธุรกิจ สโมสรเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางปัญหาด้านการเงิน 


Photo : BG Pathum United

อย่างไรก็ตาม หากเรานับนิ้วถึงจำนวนทีมเรานั้น คงมีไม่ถึง 10 ทีม ในประเทศไทย แต่สโมสรฟุตบอลอีกจำนวนมาก ต้องประสบปัญหากับสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีรายได้เข้ามา ไม่มีเงินไปจ่ายนักเตะและทีมงาน หลายสโมสรต้องเอาตัวรอดเฉพาะกิจ ด้วยการเลิกจ้าง หรือ ลดจ่ายเงินเดือน ให้กับนักกีฬาและทีมงาน โดยเฉพาะทีมจากลีกภูมิภาค

ยิ่งเวลาผ่านไป สโมสรฟุตบอลมีแต่รายจ่ายมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงไม่เข้ามา ปัญหาที่เริ่มจะส่งผลแค่ตัวสโมสรฟุตบอล รวมถึงนักเตะ กับทีมงาน เริ่มขยายวงกว้างสู่วงการฟุตบอลไทย หลายสโมสรเริ่มออกมาเปรยว่า ทีมเริ่มจะอยู่ลำบาก กับการพยุงสถานะการเงินของทีม ให้ถึงช่วงกลางปีหน้า บางสโมสรมีความกังวลว่าอาจจะถอนทีม หากท้ายที่สุดสโมสรไม่สามารถหาเงินมาทีมต่อไปได้

เมื่อสโมสรฟุตบอลล้มหายตายจาก ไม่เคยเป็นผลดีต่อวงการลูกหนังบ้านเรา ซึ่งได้เห็นมาแล้วในหลายกรณีในอดีต การถอนทีมของสโมสรฟุตบอล สะท้อนถึงความไม่มั่นคงของวงการฟุตบอล ความไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ และมูลค่าของลีก ที่จะนำไปสู่ความน่าสนใจที่น้อยลง สำหรับแฟนบอล

แฟนบอลไม่สนใจฟุตบอลไทย เป็นเรื่องยากที่การลงทุนจะตามมา…หากฟุตบอลไทยซบเซา เงินหมุนเวียนในวงการลูกหนังย่อมลดลงไปด้วย ผลสุดท้ายฟุตบอลไทย จะกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ไทยลีก จะกลายเป็น เอลีก ออสเตรเลีย หรือ เคลีก เกาหลีใต้ ที่ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูด ให้กับคอกีฬาในประเทศ ไม่สามารถเป็นลีกกีฬาอันดับหนึ่งของประเทศ ลีกฟุตบอลไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะสโมสรฟุตบอลในประเทศ เหลือแค่ทีมไม่กี่ทีมขับเคี่ยวกัน ซึ่งเป็นทีมของกลุ่มทุนที่มีฐานะ ขาดสโมสรที่ผูกพันกับท้องถิ่นรากหญ้า 


Photo : BURIRAM UNITED

เมื่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เข้าใจถึงปัญหานี้แล้ว และมีเสียงเรียกร้องจากหลายสโมสร ให้รีบกลับมาเตะโดยเร็ว พวกเขาก็กำลังเร่งดำเนินการให้การแข่งขันไทยลีกกลับมาเตะนัดที่ 5 ต่อในเดือนสิงหาคมนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะได้เริ่มเตะนัดแรกวันที่ 12 สิงหาคม (ซึ่งตอนนี้แต่ละสโมสรก็เร่งดำเนินการนำนักเตะต่างชาติเข้ามาในประเทศโดยเร็วที่สุด) 

อย่างไรก็ตามปัญหา ณ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ต้องเตะให้เร็วที่สุดและจบภายในปี 2020 เท่านั้น เพราะทรูวิชั่นส์ หนึ่งในผู้สนับสนุนใหญ่ และเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ออกจดหมายยืนยันว่า จะไม่จ่ายเงินให้ครบ 1,200 ล้านต่อปี หากไม่สามารถจัดการแข่งขันให้จบภายในเดือนตุลาคม 

 

ความเข้าใจ (ตามสัญญา) ที่ไม่ตรงกัน

ทรูวิชั่นส์ แข็งกร้าวและยืนยันว่าจะไม่จ่ายเงินให้กับสโมสรสมาชิกครบ 1,200 ล้านบาทในซีซั่นนี้ เพราะมองว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ผิดสัญญาที่จะจัดการแข่งขันให้จบภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหากเลื่อนออกไปย่อมส่งผลต่อผังโปรแกรมของแพลตฟอร์มทรูวิชั่นส์ ที่อาจนำมาซึ่งการสูญเสียผลประโยชน์ และรายได้ของพวกเขาทางอื่นไป… 

แต่การจะกลับมาเตะให้จบภายในเดือนตุลาคมนั้น… เป็นไปไม่ได้เลย ต่อให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เร่งรัดให้ทุกทีมกลับมาเตะกันได้โดยเร็วที่สุด คือ กลางเดือนสิงหาคม 


Photo : FA Thailand

ณ เวลานี้เหลือโปรแกรมการแข่งขันอีก 26 นัดในไทยลีก หากกลับมาเตะวันที่ 12 สิงหาคมนี้ เท่ากับจะเหลือเวลาทั้งหมด 79 วัน นั่นหมายความว่าแต่ละสโมสรต้องลงแข่งขันทุก ๆ 3 วัน ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว… นักฟุตบอลอาชีพ คือ มนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ การลงแข่งขันฟุตบอล 90 นาที ทุก ๆ 3 วันมันตลอดเกือบ ๆ 3 เดือน มันเป็นอะไรที่ทรหดเหลือเกินหากจะว่ากันตามตรง 

และนั่นหมายความว่าต้องตัดโปรแกรมการแข่งขันเอฟเอ คัพ และลีก คัพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ของแต่ละสโมสรเข้าไปอีก… ไหนจะเรื่องของโปรแกรมเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ของเชียงราย ยูไนเต็ด มองมุมไหนแล้วมันก็ยิ่งเตะจบภายในสิ้นเดือนตุลาคมไม่ได้ ในทางปฏิบัติ 

ยังไม่นับผลกระทบต่อโปรแกรมฟุตบอลทีมชาติไทย ทั้งฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน 

หากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และเหล่าสโมสรคาดหวังว่าจะได้รับเงินสนับสนุนจากผู้ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกเต็มจำนวน 1,200 ล้านบาท โดยจะทำตามที่ทรูวิชั่นส์ ขีดเส้นตายไว้แบบนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลย 

ณ ตอนนี้ทรูวิชั่นส์ จ่ายเงินให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยไปแล้ว 400 ล้านบาท หรือ ⅓ ของจำนวนเต็มที่ต้องจ่ายต่อปี โดยยืนยันว่าพร้อมเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับสมาคมฯ ในเงื่อนไขที่ว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนแมตช์ที่เหลือจนจบปี 2020 เท่านั้น  โดยอ้างว่าพวกเขาไม่สามารถล้มผังรายการของตัวเองที่วางไว้แล้วหลังจบปี 2020 ได้ เนื่องจากจะมีผลต่อรายได้ทางธุรกิจอื่น ๆ ของพวกเขา   

แต่สมาคมฟุตบอลไทยฯเองก็มองเห็นว่าทรูวิชันส์ ควรจะถ่ายทอดสดการแข่งขัน ให้จบฤดูกาล 2020 ตามที่ตกลงกันไว้ โดยการตีความของทรูวิชันส์ ไม่ตรงตามความหมายที่แท้จริงของการได้รับลิขสิทธิ์ฉบับปี 2560 - 2563 ซึ่งมีความหมายถึงคำว่า “ฤดูกาลแข่งขัน” ไม่ใช่ “ปีการแข่งขัน” และนี่ก็เป็นสิ่งที่ทรูวิชันส์ ได้ประชาสัมพันธ์ให้กับผู้บริโภคไปเช่นเดียวกันว่าทุกคนจะต้องได้ชมฟุตบอลไทยจบครบทั้ง 4 ฤดูกาล ไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดปี 2020 หรือหากเป็นเช่นนั้น ทางทรูวิชั่นส์ เองก็ควรเข้าใจกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เป็นปัญหาที่ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกควบคุมได้    


Photo : www.fathailand.org

"ทางทรูวิชั่นมีความเห็นต่างจากสมาคมฯเรื่องสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ที่ระบุไว้ระหว่างปีการแข่งขัน 2560-2563 ซึ่งในความหมายควรจะเป็นฤดูกาลแข่ง และเมื่อมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถจัดการแข่งขันได้จนถูกเลื่อนออกไปอย่างเช่นในครั้งนี้ที่เกิดการระบาดของโควิด -19 สัญญาลิขสิทธิ์เองก็ควรเลื่อนไปจบตามฤดูกาล" นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รองประธานบริษัท ไทยลีก เปิดเผยว่าข้อถกเถียงในเรื่องสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไทยลีก ให้สัมภาษณ์กับโกล ประเทศไทย 

"การที่ฟุตบอลแข่งขันไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะสมาคมฯไม่พร้อมจัดการแข่งขันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส นำมาสู่ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งสมาคมจำเป็นต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็นของการจงใจหรือมีเจตนาที่จะไม่ปฎิบัติตามสัญญา หวังว่าทางทรูวิชั่นจะเข้าใจเหตุผลความจำเป็นดังกล่าว”

"ตามบทสัมภาษณ์ของทรูวิชั่นที่บอกว่าสมาคมไม่เคยแจ้งเรื่องกำหนดการต่างๆนั้น ส่วนตัวมองว่าทางทรูเองก็มีผู้บริหารที่อยู่ในสภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอล รวมถึงตัวแทนสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และสโมสรอื่นๆก็เห็นด้วยกับเรื่องการเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นช่วงเดือนกันยายน อีกทั้งสมาคมได้ส่งหนังสือยืนยันแจ้งการเปลี่ยนแปลงการแข่งขันดังกล่าวให้ทรูวิชั่นด้วย ผมเข้าใจว่าทางทีมผู้บริหารของทรูวิชั่นจะรับทราบเรื่องดังกล่าว”

"อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางสมาคม ก็เข้าใจว่าวิกฤติครั้งนี้สร้างผลกระทบกับทุกฝ่ายรวมถึงทางทรูวิชั่น ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้นัดวันเจรจาหาทางออกเรื่องนี้ในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งผมอยากให้เป็นการเจรจากันอย่างสร้างสรรค์ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหาข้อยุติที่ลงตัวกันได้ ที่ผ่านมาทางทรูวิชั่นส์ก็สนับสนุนวงการกีฬาฟุตบอลมาด้วยดีโดยตลอด ทางสมาคมเองก็พร้อมจะเดินหน้าหาทางแก้ไขปัญหาๆให้การจัดแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพกลับมาแข่งขันอีกครั้ง" นายกรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย

เห็นได้ชัดว่าการตีความหมายของสมาคมฯ และทรูวิชั่นส์ คลาดเคลื่อน ไม่เหมือนกัน แต่ฟุตบอลไทยมีแต่จะพังกับพัง หากทั้งสองฝ่ายยึดชุดความคิดที่แตกต่าง และไม่ยอมหันหน้าเข้าคุยกันสักที… 

 

ธุรกิจฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องเงิน   

สถานการณ์ปัจจุบันทรูวิชั่นส์กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่างมีชุดความคิดที่แตกต่างกันสุดขั้ว เพราะต่างยึดผลประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป บวกกับการตีความหมายของสัญญาที่ไม่เหมือนกับทางสมาคมฯ 


Photo : True Bangkok United

ทางทรูวิชั่นส์ ต้องการคุยด้วยเรื่องของธุรกิจและเม็ดเงินแบบเพียว ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลยเพราะพวกเขา คือ บริษัทมหาชน ขณะเดียวกันสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มีภาระที่ต้องดูแลผลประโยชน์ให้กับสโมสรสมาชิก ซึ่งมีความคิดความต้องการที่หลากหลาย แตกต่างกันออกไป ตลอดจนฟุตบอลไทยในภาพรวม 

ไม่มีประโยชน์เลยหากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าคุยกันในฐานะนักธุรกิจด้วยกันทั้งคู่ หากทรูวิชั่นส์ ยืนยันว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนแมตช์ จนถึงแค่สิ้นปีนี้ ก็ต้องรีบคุย เพื่อความชัดเจนต่อสโมสรสมาชิก และสมาคมกีฬาฟุตบอลไทยฯ เองก็จะได้รู้ว่าควรต้องหาเงินจากส่วนอื่นเท่าไหร่ มาโปะช่วยเหลือเยียวยาแต่ละสโมสรจากการที่ได้รับเงินสนับสนุนในส่วนของการถ่ายทอดสดไม่ครบ ไม่ว่าฤดูกาล 2020 จะจบเมื่อไหร่…  

ไม่มีความจำเป็นต้องมาหาคนผิดกันแล้วในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ว่า ใครแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจนกับใครก่อน...เข้าใจว่าเมื่อขึ้นชื่อว่า “ธุรกิจ” ทั้งสองฝ่ายย่อมมองเรื่องผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก แต่ต้องอย่าลืมว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมฟุตบอลไทยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างผู้คน มันเป็นเรื่องของชีวิตของผู้คนไปแล้ว มันเป็นเรื่องประโยชน์ของผู้คนในสังคม ไม่ใช่แค่ธุรกิจของใครคนใดคนหนึ่งไปแล้ว 


Photo : True Bangkok United

ณ จุดนี้มันไม่ใช่สถานที่ให้เล่นเกมธุรกิจ และเกมการเมือง หากเรามัวแต่สนใจผลประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม 

จะไม่มีใครได้อะไรกลับไป ทุกฝ่ายจะพังไปกันหมด…มันควรต้องไปถึงจุดนั้นงั้นเหรอ? 



AUTHOR

กฤติกร ธนมหามงคล

     


x