FEATURE

บทเรียนจากปัญหาผู้นำที่ล้มเหลวของ WWE ช่วง COVID-19 จนคนติดโรคและตกงาน



การมีผู้นำคือเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ เพื่อควบคุมและคลี่คลายปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ COVID-19 ยิ่งผู้นำมีความสามารถ และทุ่มเทจะช่วยเหลือคนเบื้องล่างมากเท่าไร โอกาสแก้ไขปัญหายิ่งมีมากเท่านั้น


 

แต่บางครั้ง ผู้นำอาจไม่ได้คิดถึงส่วนร่วมก่อนผลประโยชน์ส่วนตน เมื่อยึดติดกับความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ และไม่สนใจความเป็นอยู่ของคนใต้อำนาจ ปัญหาที่ควรจัดการได้จึงลุกลาม กลายเป็นเรื่องราวบานปลาย สร้างความเดือดร้อนทุกย่อมหญ้า

สิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมด คือ เรื่องราวใน WWE สมาคมมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีปัญหาในการรับมือไวรัส COVID-19 ไม่ว่าจะเป็น การตรวจโรคที่ปล่อยละเลย, การปกปิดข่าวจำนวนผู้ติดเชื้อ หรือ การไล่พนักงานออกอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนด้านบน

 

การตกงานครั้งใหญ่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไวรัส COVID-19 แพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ตามวิธีแก้ปัญหาด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม การแข่งขันกีฬามากมายถูกเลื่อนหรือยกเลิก เช่น NBA, MLB, NHL, MLS หรือ NCAA


Photo : abc30.com

มวยปล้ำ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ไม่น้อยกว่ากีฬาอื่น โดยเฉพาะสมาคมหมายเลขหนึ่งของโลก อย่าง WWE ที่สูญเสียรายได้จากค่าบัตรผ่านประตูของรายการประจำสัปดาห์ เช่น RAW, SmackDown และ โชว์ไม่ออกทีวี (House Show) เนื่องจากต้องย้ายมาจัดการปล้ำใน WWE Performance Center โดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าชม

ยิ่งไปกว่านั้น อีเวนต์ใหญ่ประจำปี WrestleMania 36 ที่จัดขึ้นในวันที่ 5 เมษายน ตามกำหนดเดิม ในสนาม Raymond James Stadium รังเหย้าของทีมอเมริกันฟุตบอล แทมปาเบย์ บัคคาเนียร์ส ซึ่งสามารถรองรับแฟนมวยปล้ำจากทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นคน ต้องถูกปรับเปลี่ยน ทำให้เม็ดเงิน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หายไปในพริบตา

แม้ WWE จะหาทางออกที่น่าพอใจ สามารถจัดการแข่งขัน WrestleMania 36 ตามปกติ โดยยืดระยะเวลาเพิ่มเป็น 2 วัน แต่สุดท้ายแล้ว WWE ไม่สามารถสร้างรายได้ที่น่าพอใจกลับมาได้ เนื่องจากยอดผู้ชม WWE Network ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบรายได้ทั้งหมดที่ควรจะได้จากสัปดาห์ WrestleMania ได้แก่ ค่าบัตรผ่านประตูเข้าชมอีเวนท์ต่างๆ ตลอดจนค่าสินค้าที่ระลึก WWE สูญเสียรายได้รวม 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 684 ล้านบาท

สถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น เข้ามาซ้ำเติม วินซ์ แม็คแมน (Vince McMahon) ที่กำลังสูญเสียรายได้มหาศาล เนื่องจากราคาหุ้นของ WWE ตกฮวบจากปี 2019 ซึ่งเดิมอยู่ที่ 100.45 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ลดเหลือ 29.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ปี 2020 หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าเดิม ทำให้ทรัพย์สินส่วนตัวของ วินซ์ หายไป 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่กี่เดือน

WWE จึงลงมือตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เริ่มต้นด้วย XFL ลีกอเมริกันฟุตบอลของ วินซ์ แม็คแมน ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปี 2019 จากผลประกอบการขาดทุนถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลหน้าใหม่นี้ จึงต้องปิดตัวลงตั้งแต่ฤดูกาลแรก ส่งผลให้พนักงานและนักกีฬาราว 900 ชีวิต ตกงานกระทันหัน


Photo : xflnewshub.com

"ความคิดเบื้องหลัง XFL คือ วินซ์จะควักเงินในกระเป๋าตัวเอง เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี จากนั้นจะได้ค่าลิขสิทธิ์ทีวีมหาศาล เหมือนกับ RAW และ SmackDown นั่นคือวิธีที่ทำให้ลีกนี้มีมูลค่า นั่นคือแผนการของเขา" ไบรอัน อัลวาเรซ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ F4WOnline กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

"ตอนนี้ เรื่อง COVID-19 เข้ามา คุณประกาศยุติการแข่งขัน และไล่ลูกจ้างทั้งหมดออก ไม่มีทางที่พวกเขาจะกลับมาแข่งขันในปีหน้า และยิ่งพิจารณาถึงทรัพย์สินที่หายไปของวินซ์ คนที่เคยมีเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ คุณสามารถจ่ายเงินกับลีก (อเมริกัน) ฟุตบอลได้ ไม่มีปัญหา"

"แต่ถ้าวันหนึ่ง คุณเหลือเงินแค่ 1 พันล้านดอลลาร์ คุณจะยังใช้เงินสิ้นเปลืองกับลีกฟุตบอลเหรอ คุณจะใช้เงิน 1 ใน 3 จากที่มีอยู่กับตัวให้ลีกฟุตบอล ที่ยังต้องเสี่ยงดวงว่าคุณจะได้เงินมหาศาลกลับมาไหม ผมบอกได้เลยว่ามันจะไม่เกิดขึ้น"

วันที่ 10 เมษายน 2020 หรือ 5 วันหลังการยุติกิจการของ XFL ... สมาคม WWE ประกาศเลิกจ้าง นักมวยปล้ำ, โปรดิวเซอร์, โค้ช, กรรมการ, ครีเอทีฟ และพนักงานส่วนอื่น รวมทั้งหมด 41 ราย ไม่ว่าจะเป็น เคิร์ท แองเกิล, รูเซฟ, คาร์ล แอนเดอร์สัน, ลุค กัลโลว์ส รวมถึง เดรค มาเวริค แม้ว่ารายหลัง จะได้รับการว่าจ้างกลับมา เนื่องจาก WWE นำเรื่องราวที่ไล่นักมวยปล้ำรายนี้ออก ไปเขียนเป็นบทจนได้รับความนิยม


Photo : whatculture.com

"เนื่องจากไวรัส COVID-19 และคำสั่งจากรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อ WWE และธุรกิจอื่นในเครือ บริษัททำการประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จึงได้ข้อสรุปถึงการลดงบประมาณในหลายภาคส่วน และการพัฒนากระแสเงินสดในบริษัท ได้แก่"

"ลดค่าตอบแทนของผู้บริหารและสมาชิกบอร์ด, ลดค่าใช้จ่ายการดำเนินกิจการ, ชะลอการสร้างสำนักใหญ่แห่งใหม่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน, ตัดรายจ่ายในส่วนของพนักงาน ลูกจ้างนอกสัญญา และที่ปรึกษาธุรกิจ"

การไล่ออกครั้งนี้ คือการเลิกจ้างพนักงานพร้อมกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ WWE ซึ่งดูจะเหมือนเป็นเรื่องปกติในช่วงการระบาดบาดของไวรัส COVID-19 เนื่องจากข่าวการยุติกิจการของหลายธุรกิจทั่วโลก เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่หากเรามองลึกลงไปกว่านั้น จะพบว่า WWE ไม่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่แม้แต่น้อย

 

ความจริงเบื้องหลังการไล่ออก

หากเทียบสถานการณ์ระหว่าง XFL และ WWE หลายคนอาจรู้สึกว่า การยุติกิจการของ XFL ส่งผลเสียกว่ามาก เนื่องจากมีลูกจ้างตกงานสูงเฉียดหลักพัน แต่หากมองให้ดี XFL คือ ธุรกิจส่วนตัวของ วินซ์ แม็คแมน ที่กำลังรายได้ลดฮวบจากภาวะหุ้นตก และแผนการหารายได้จากลีกที่วางไว้ พังทลายเนื่องจาก COVID-19


Photo : nesn.com

การเดินต่อของ XFL จึงเป็นสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะในมุมมองเจ้าของธุรกิจ แม้บุคลากรฝ่ายอเมริกันฟุตบอล จะมองว่าพวกเขาถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จนมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก วินซ์ แม็คแมน แต่ความถูกผิดในกรณีนี้จะถูกตัดสินอย่างเป็นธรรมในชั้นศาล เนื่องจากทุกอย่างดำเนินตามความเป็นไปของธุรกิจ

สำหรับ WWE สถานการณ์ของพวกเขา แตกต่างจาก XFL มาก บริษัทแห่งนี้ไม่ใช่ลีกกีฬาใกล้เจ๊ง แต่เป็นสมาคมหมายเลขหนึ่งของโลกที่การันตีรายได้มหาศาล ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 WWE มีสัญญาถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 73,000 ล้านบาท อยู่ในกระเป๋า

การโละพนักงานครั้งใหญ่นี้ จึงไม่ใช่เพื่อพยุงสถานะการเงิน เหมือน XFL แม้ WWE จะออกแถลงการณ์ว่า การตัดงบส่วนพนักงานจะช่วยให้พวกเขาลดรายจ่าย 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน แต่ความจริงแล้ว การไล่พนักงานทั้งหมดนี้ ช่วยประหยัดเงิน WWE ได้แค่ 703,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ยิ่งเมื่อเทียบกับรายรับในไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 291 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า 60 เปอร์เซ็นต์ จะพบว่า การไล่ออกของ WWE ครั้งนี้ คือเรื่องไม่สมเหตุสมผล แม้การเข้ามาของ COVID-19 อาจทำให้ตัวเลขดังกล่าวร่วงหล่น แต่ไม่ว่าอย่างไร รายรับของ WWE จะไม่ได้รับผลกระทบมากพอ จนจำเป็นต้องตัดพนักงาน ที่เป็นรายจ่ายส่วนน้อย เมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลของ WWE


Photo : Inside Ropes

"สิ่งที่รบกวนจิตใจผมคือ WWE กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีมาก ต่อให้พวกเขาไม่ได้จัดโชว์ในซาอุดีอาระเบีย ต่อให้พวกเขาไม่ได้จัด House Show ต่อให้พวกเขาไม่ได้กำไรจาการขายสินค้า WWE สามารถสร้างรายรับในปีนี้ได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น" เดฟ เมลต์เซอร์ ผู้ก่อตั้ง Wrestling Observer Newsletter กล่าว

WWE มีรายได้การันตีมากถึง 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 และคาดการณ์ว่าจะสร้างกำไรเมื่อจบปี ด้วยจำนวนเงิน 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ WWE

เมื่อเทียบกับค่ายมวยปล้ำอื่นที่มีขนาดเล็กลงมา เช่น AEW, ROH หรือ NJPW ไม่มีสมาคมไหนการันตีกำไรมากถึงร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บางสมาคมอาจจบปี 2020 ด้วยผลประกอบการขาดทุน 

แต่ไม่ว่าต้องฝ่าฟันสถานการณ์ที่ลำบากขนาดไหน ไม่มีนักมวยปล้ำแม้แต่รายเดียวถูกไล่ออกจากค่ายเหล่านี้ บางสมาคมยังจ้างนักมวยปล้ำรายใหม่เข้ามา เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องที่ตัวเองต้องการ เช่นที่ AEW เซ็นสัญญา ริคกี สตาร์ค หรือ NJPW ดึง ดิค โตโก เข้าสังกัด

WWE สามารถมีรายได้มหาศาลมากเพียงพอจะว่าจ้างพนักงานทุกคน ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 โชคร้ายที่พวกเขาไม่ทำแบบนั้น WWE เลือกจะตัดคนเหล่านี้ออก เพื่อรักษาผลกำไร และกระแสการเงินเพื่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ที่ใช้เงิน 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


Photo : fansided.com

"WWE มีสิทธิ์จะไล่นักมวยปล้ำออก แต่สำหรับผม พวกเขาไม่ใช่สมาคมเดียวที่ประสบปัญหา ผมไม่รู้นะ ในความคิดของผม นี่คือช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ช่วยเหลือกันและกัน นี่คือเรื่องสำคัญที่สุด" เดฟ เมลต์เซอร์ ให้ความเห็น

"โลกแตกต่างออกไปจากเดิม เราคิดเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว แน่นอนว่า WWE คือธุรกิจ พวกเขาได้รับผลกระทบ และผมไม่รู้ว่ามากแค่ไหน แต่คุณรู้อะไรไหม ผมไม่เสียใจแทนพวกเขาหรอก เพราะผู้คนกำลังตกงาน"

"นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่คุณควรคิดถึงผลประโยชน์ หรือทำร้ายคนอื่นเพราะเรื่องนั้น ผมจะพูดอีกครั้งว่า WWE คือสมาคมเดียวในอุตสาหกรรมนี้ที่ไล่คนออก แม้กระทั่ง สมาคมที่สถานะการเงินแย่กว่าพวกเขามาก ก็ไม่ไล่ใครออกแม้แต่คนเดียว"

"สมาคมอื่นอาจไล่คนออกในวันหน้า บางทีทุกสมาคมอาจต้องทำแบบนั้น แต่หากต้องทำ พวกเขาจะทำมันเพราะนี่คือสิ่งจำเป็น เพราะต้องการอยู่รอดในอุตสาหกรรม แต่การไล่ออกครั้งนี้ของ WWE ไม่ใช่เพื่ออยู่การอยู่รอด แต่เพื่อรักษากำไรให้สูง โดยแลกกับการเสียสละพนักงานที่คุณมองว่าไม่จำเป็น ทั้งที่เราสามารถเสียสละกำไรสักเล็กน้อย เพื่ออนาคตของนักมวยปล้ำเหล่านี้"

 

ปัญหาเกิดจากผู้นำ

นักมวยปล้ำไม่ได้เพียงแค่เผชิญปัญหา จากการตกงาน แต่ WWE ยังมีกฎห้ามนักมวยปล้ำ ที่ถูก WWE ไล่ออก ภายใน 90 วันหลังจากนั้น พวกเขาห้ามปรากฎตัวผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา นั่นหมายความว่า หลังจากโดนไล่ออกอีก 3 เดือน พวกเขาจะไม่สามารถหางานใหม่ได้ ยกเว้นจะได้รับการจ้างกลับมาจาก WWE เช่น เดรค มาเวริค ดังที่เรากล่าวไป หรือ ฮีธ สเลเตอร์ ที่โดนไล่ออกในช่วง COVID-19 แล้ว WWE จ้างกลับมาเพื่อต่อบทเพียงแค่ 1 สัปดาห์


Photo : www.cagesideseats.com

ทุกคนต่างเผชิญชะตากรรมที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าพนักงานที่อยู่ต่อ จะมีชีวิตที่ดีกว่า ปัญหาอีกมากเกิดขึ้นภายใน WWE ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19

WWE ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการป้องกันไวรัส COVID-19 ที่ละหลวม ไม่ว่าจะเป็น การจัดตารางอัดเทปรายการทีวีที่ไม่สอดคล้องกับกฏกักตัว 14 วัน, การอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสู่พื้นที่จัดรายการ, ไม่มีการตรวจหาเชื้ออย่างจริงจัง มีเพียงการสแกนอุณหภูมิที่หน้าผาก รวมถึง ห้ามพนักงานทุกคนใส่หน้ากากขณะทำงานใน WWE Performance Center

"หลายคนใน WWE บอกผมว่า คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่หน้ากาก ถ้าคุณอยากใส่หน้ากาก คุณไม่ต้องมาทำงาน" ไบรอัน อัลวาเรซ รายงานข่าวที่เกิดขึ้นใน WWE

"ถ้าคุณดูโชว์ของ AEW แน่นอนว่าคนดูหลายคนไม่ใส่หน้ากาก แต่บางคนเลือกจะใส่ เพราะว่า ถ้าคุณอยากใส่ พวกเขาได้รับอนุญาตให้ใส่หน้ากาก และคุณรู้ไหม ขนาดทุกคนใน AEW ผ่านการตรวจโรคอย่างจริงจัง พวกเขายังเลือกจะใส่หน้ากาก"

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับทั้ง 2 ค่าย ขณะที่ AEW ไม่มีรายงานนักมวยปล้ำติดเชื้อ COVID-19 WWE มีนักมวยปล้ำและบุคลากรจำนวนหนึ่ง ติด COVID-19 เช่น เจมี โนเบิล และ อดัม เพียร์ซ 2 โปรดิวเซอร์ผู้ดูแลการออกแบบแมตช์มวยปล้ำ

แทนที่จะรีบปรับปรุงแก้ไข WWE ไม่แจ้งให้พนักงานทราบสถานการณ์ล่วงหน้า แต่แจ้งข่าวทุกอย่างลงหน้าสื่อ หมายความว่า คนในองค์กรรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด พร้อมกับแฟนมวยปล้ำที่นั่งกักตัวอยู่ในบ้าน และยืนยันไม่ให้เปิดเผยจำนวนนักมวยปล้ำทั้งหมดที่ติด COVID-19 ออกสู่สาธารณะ


Photo : www.thenation.com

หลังจากนั้น WWE ที่ประกาศตรวจ COVID-19 อย่างจริงจังครั้งแรก จนพบผู้ป่วยหลายรายในสมาคม กลับดำเนินการอัดเทปต่อทันทีในวันถัดมา แทนจะมีการกักตัว 14 วัน เพื่อป้องการการแพร่กระจายของเชื้อ และยังคงแผนการนำแฟนมวยปล้ำกลับคืนสู่สนามอีกครั้ง ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ไม่ใช่แค่พนักงานในสมาคมที่เสี่ยงชีวิตกับความละเลยของ WWE นักมวยปล้ำในสมาคมอื่นต้องพลอยเสี่ยงกับสถานการณ์นี้ ยกตัวอย่าง จอน ม็อกซ์ลีย์ นักมวยปล้ำของ AEW ที่ต้องกักตัว 14 วัน จนส่งผลกระทบต่อตารางการปล้ำเดิม เนื่องจากภรรยาของเขา เรเน ยัง ซึ่งทำงานกับ WWE ติด COVID-19

หากถามว่า ปัญหาทั้งหมดในการรับมือ COVID-19 เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ วินซ์ แม็คแมน เจ้าของสมาคมวัย 73 ปีรายนี้ คือหนึ่งในชายแก่ชาวอเมริกัน เช่นเดียวกับเพื่อนรักของเขา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มองว่า โรค COVID-19 เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา และความอันตรายของมัน คือเรื่องหลอกเด็ก


Photo : www.wwe.com

มีรายงานว่า นักมวยปล้ำรายหลายใน WWE ไม่พอใจกับการป้องกันไวรัส COVID-19 ที่หละหลวม พวกเขาเดินเข้าไปพูดคุยโดยตรงกับ วินซ์ แม็คแมน เพื่อจะพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และต้องเสี่ยงชีวิตของตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง ไปกับการทำงานที่ไม่รับรองความปลอดภัยต่อไป

"มันเป็นความผิดของ วินซ์ แม็คแมน ร้อยเปอร์เซ็นต์" ไบรอัน อัลวาเรซ กล่าวในรายการ Wrestling Observer Live

"วินซ์ แม็คแมน ไม่เคยพูดว่าเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับ  COVID-19 เขาไม่เคยพูดอะไรออกสื่อ แต่จากที่ผมได้ยินมา พวกเขาบอกว่า วินซ์ไม่คิดว่านี่คือโรคร้าย และผมกล้ายืนยันในเรื่องนั้น"

"มีผู้คนอีกมากในประเทศนี้ (สหรัฐอเมริกา) เชื่อว่า อย่างแย่ที่สุด COVID-19 คือ ไข้หวัดใหญ่ นั่นคือความคิดของวินซ์ จากสิ่งที่ผมได้รับรู้จากคนที่อยู่ใน WWE"

ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้มีอำนาจที่ควบคุมองค์กร ย่อมต้องใส่ใจความเป็นอยู่และความปลอดภัยของคนเบื้องล่าง ปัญหาที่เกิดขึ้นใน WWE คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำที่ไม่มีความสามารถ หรือละเลยในการแก้ปัญหา สามารถสร้างความเดือดร้อนได้มากขนาดไหน

เราคงได้แค่หวังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใน WWE จะเกิดขึ้นแค่ใน WWE โชคร้ายที่มันไม่เป็นแบบนั้น หลายประเทศ ในหลายทวีป มีผู้นำที่ละเลยปัญหา COVID-19 สนใจแค่ผลประโยชน์ มากกว่าความปลอดภัยของประชาชน นำมาซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ดั่งที่เราเห็นกันทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.313presents.com/events/detail/wwe-friday-night-smackdown
https://edition.cnn.com/2020/03/12/us/wwe-smackdown-moving-no-audience-trnd/index.html
https://www.fox13news.com/news/florida-list-of-essential-businesses
https://www.forbes.com/sites/blakeoestriecher/2020/03/23/the-financial-impact-of-wwe-airing-wrestlemania-36/#692d9f755874
https://www.wrestlinginc.com/news/2020/06/vince-mcmahon-net-worth-has-increased-during-the-covid-19-671965/
https://www.wrestlinginc.com/news/2020/04/how-much-money-wwe-is-reportedly-saving-with-talent-cuts-669335/
https://wrestlenomics.com/2020/05/05/despite-covid-19-wwe-will-set-profit-records-in-2020-if-tv-rights-remain/
https://variety.com/2020/tv/news/xfl-vince-mcmahon-bankruptcy-filing-coronavirus-1234578774/
https://wrestlingnews.co/wwe-news/vince-mcmahon-reportedly-not-taking-covid-19-seriously/
https://corporate.wwe.com/investors/news/press-releases/2020/04-15-2020-170938343
https://corporate.wwe.com/investors/news/press-releases/2020/04-23-2020-210932203
https://www.youtube.com/watch?v=DlGmEO6xD5E
https://www.youtube.com/watch?v=fnvVT8c5mfE
https://www.youtube.com/watch?v=oCvKJa1Ah4k
https://www.youtube.com/watch?v=-p--_TVIWy4&t=11s



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Because our lives aren't romantic as DEAN's songs.
     


x