VEHICLE

Halo : อุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่นักแข่งรถ F1 ไม่รัก ? | Main Stand



ความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการแข่งขัน Formula 1 หรือรถสูตรหนึ่ง ตั้งแต่ฤดูกาล 2018 เป็นต้นมา ที่แฟนกีฬาความเร็วสังเกตเห็นได้ชัด คือการถือกำเนิดของอุปกรณ์ 3 ง่ามที่เรียกว่า Halo ซึ่งอยู่เหนือศีรษะของนักขับทุกคนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย


 

แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็นำมาซึ่งข้อถกเถียง และแตกแยกในวงการไม่น้อยเลยทีเดียว พร้อมคำถามสำคัญ ที่ว่านักแข่งรถ F1 ไม่รักอุปกรณ์นี้จริงหรือไม่ และมันช่วยเซฟชีวิตได้จริงหรือเปล่า ?

 

ความปลอดภัย ... ที่ยังไม่พอ

หลังการเสียชีวิตของ โรลันด์ รัตเซ่นแบร์เกอร์ และ ไอร์ตัน เซนน่า ตำนานนักแข่งดีกรีแชมป์โลก 3 สมัยในการแข่งขันที่สนาม อิโมล่า ซานมาริโน่ ปี 1994 ด้วยระยะเวลาห่างกันเพียงวันเดียว (นอกจากนี้ยังมี รูเบนส์ บาร์ริเคลโล่ ที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถลงแข่งได้อีกราย) สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติหรือ FIA และฝ่ายจัดการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง ก็ได้มีการสังคายนาระบบความปลอดภัยในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวรถขนานใหญ่ ทำให้การแข่งขัน F1 มีความปลอดภัยมากขึ้น

แต่ด้วยธรรมชาติของรถล้อเปิดเช่นรถสูตรหนึ่ง ทำให้นักขับยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บหนักที่ศีรษะอยู่ดี เพราะมีเพียงหมวกกันน็อกเท่านั้นที่เป็นเกราะป้องกันจากวัตถุต่าง ๆ ซึ่งในบางเหตุการณ์ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งภยันตรายไว้ได้

เฟลิเป้ มาสซ่า อดีตรองแชมป์โลกรถสูตร 1 เป็นคนหนึ่งที่รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี เพราะในปี 2009 เจ้าตัวประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในการแข่งที่ ฮังกาโรริง ประเทศฮังการี เมื่อมีชิ้นส่วนสปริงหลุดจากรถของ บาร์ริเคลโล่ ผู้รอดชีวิตจาก "สัปดาห์มืดที่ ซานมาริโน่" พุ่งเข้าใส่อย่างจังจนกระโหลกศีรษะร้าว ต้องพักตลอดทั้งฤดูกาล

แต่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเหมือนนักแข่งชาวบราซิลรายนี้ เพราะในอีก 5 ปีถัดมาที่ ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น รถของ ฌูลส์ เบียงคี่ นักขับชาวฝรั่งเศสเสียการควบคุมกลางสายฝน ก่อนพุ่งเสียบท้ายรถแทรกเตอร์ที่จอดยกรถอีกคันซึ่งประสบอุบัติเหตุก่อนหน้า เขาอยู่ในอาการโคม่าถึง 9 เดือน ก่อนเสียชีวิตในปี 2015

การสูญเสียดังกล่าว รวมถึงการเสียชีวิตของนักขับในการแข่งรถล้อเปิดรายการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องคิดหาหนทางใหม่ที่จะช่วยลดอันตรายที่เกิดกับนักกีฬา เพื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้จะได้ไม่เกิดซ้ำรอยอีก

 

กว่าจะเป็น Halo

การศึกษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากหลายฝ่าย แม้จะได้ข้อสรุปตรงกันว่า ต้องมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยในส่วนหน้ารถก่อนถึงตำแหน่งนักขับ แต่กว่าที่จะได้ข้อสรุปสุดท้ายก็กินเวลาถึงหลายปีเลยทีเดียว

ซึ่ง Halo นั้นถือเป็นไอเดียแรกที่เกิดขึ้นในปี 2015 โดยทีม เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี มหาอำนาจแห่งวงการรถสูตรหนึ่งในยุคปัจจุบัน ต้นแบบตัวแรกของ Halo นั้นทำมาจากเหล็ก สามารถรับแรงกระแทกจากยางน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วถึง 225 กิโลเมตร / ชั่วโมงได้ ก่อนที่จะมีการพัฒนาต้นแบบตัวที่สองในปีถัดมา โดยมีดีไซน์ที่เพรียวลงจากตัวแรกเล็กน้อย เพื่อช่วยให้นักขับสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอกได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม Halo ก็ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเดียวที่ถูกนำเสนอ เพราะได้มีการพัฒนาตัวเลือกอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยทีม เร้ดบูล เรซซิ่ง ได้ออกแบบ Aeroscreen ขึ้นในปี 2016 มีลักษณะเป็นแผ่นกระจกตีขึ้นมาเตี้ย ๆ เพื่อปกป้องช่วงหน้าของศีรษะ


Photo : Red Bull

ทว่าไอเดียดังกล่าวไม่ได้รับตอบสนองจากทาง FIA มากนัก เพราะพวกเขาได้สร้างอีกทางเลือกขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า Shield ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Aeroscreen ในปี 2017 ทว่าหลังจากการทดสอบเพียงไม่กี่ครั้ง FIA ก็ต้องล้มเลิกแนวคิดดังกล่าว เมื่อ เซบาสเตียน เวทเทล แชมป์โลก 4 สมัย หนึ่งในผู้ที่ได้ทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวเผยว่า มุมมองที่เห็นผ่าน Shield ทำให้เขารู้สึกวิงเวียน


Photo : Formula 1

เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกอย่างก็ได้ข้อสรุป ทาง FIA ฟันธงว่า Halo จะเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยใหม่ที่ติดกับรถ F1 ทุกคัน รวมถึงซีรี่ส์อื่น ๆ อย่าง F2 ตั้งแต่ฤดูกาล 2018 เป็นต้นไป เช่นเดียวกับศึก Formula E หรือรถสูตรหนึ่งพลังงานไฟฟ้า ก็จะมีอุปกรณ์นี้ในรถรุ่นใหม่ ซึ่งใช้แข่งขันตั้งแต่ฤดูกาล 2018-19 ขณะที่ F3 เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2019

 

ของใหม่ไม่มีใครรัก ?

แม้ทาง FIA จะมีมติให้ใช้ Halo แล้วก็ตาม ทว่ากลับมีนักขับและแฟนกีฬาหลายรายที่ต่อต้านไอเดียการใช้อุปกรณ์นี้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่มีการทดสอบด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ทั้งเรื่องสุนทรียภาพ ที่หลายคนมองว่ารูปทรงเหมือนกับกางเกงในไม่ก็รองเท้าแตะ รวมถึงความเคลือบแคลงสงสัยว่า มันจะทำให้นักแข่งปลอดภัยได้จริงหรือไม่

และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ หนึ่งในผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยดังกล่าวคือ ลูอิส แฮมิลตัน นักขับของทีม เมอร์เซเดส เจ้าของความคิดนั่นเอง

"คือผมเข้าใจนะว่าเรื่องความปลอดภัยมันเป็นประเด็นใหญ่ และเป็นสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกันผลักดัน แต่มันไม่ใช่แบบนี้อ่ะ เพราะสำหรับผมนั้น รถ F1 ที่สวยและมีเสน่ห์ที่สุดอยู่ในยุค 80s-90s ส่วนยุคนี้มันไม่ใช่ ผมว่าเราควรต้องมีทางเลือกมากกว่านี้" แชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง 4 สมัย (ณ เวลานั้น) ชาวอังกฤษเผย

ขณะที่ นิกิ เลาด้า ตำนานนักแข่งดีกรีแชมป์โลก F1 ซึ่งประสบอุบัติเหตุหนักในการแข่งขันที่สนามเนอร์เบิร์กริง ปี 1976 จนเสียโฉม ก็เป็นอีกรายที่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

"ทุกวันนี้ FIA ได้ทำให้ F1 ปลอดภัยขึ้นกว่าอดีตจนความเสี่ยงต่าง ๆ แทบไม่หลงเหลือแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่ามันยังมีวิธีที่ดีกว่านี้เพียงแค่ยังหากันไม่เจอ เราควรใช้เวลาศึกษาเพิ่มอีกซักปีน่าจะดีกว่า เพราะในความรู้สึกผม Halo มันทำลายเสน่ห์ ทำลายกระแสความนิยมของการแข่งขัน ซึ่งเราไม่ควรทำอะไรที่อาจทำให้ต้องมาเสียใจกันวันหลังไม่ใช่เหรอ" แชมป์โลก 3 สมัยชาวออสเตรีย ผู้จากโลกนี้ไปเมื่อปี 2019 เปิดใจ

ดูเหมือนเจ้าสิ่งนี้จะทำให้วงการความเร็วเสียงแตกเอาเรื่อง เพราะแม้จะมีผู้คัดค้านอยู่เยอะ แต่ผู้สนับสนุนก็มีอยู่แยะเช่นกัน

เฟร์นานโด อลอนโซ่ แชมป์โลก 2 สมัยจากสเปน คือหนึ่งในเสียงที่เห็นด้วยกับการมี Halo โดยเขาเชื่อว่า FIA และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเริ่มมาถูกทางแล้ว เพราะแม้รถ F1 ยุคใหม่จะปลอดภัยขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในการปกป้องศีรษะอยู่ดี

ขณะที่ เซอร์ แจ็คกี้ สจ็วร์ต ตำนานวงการดีกรีแชมป์โลก 3 สมัย มองว่า "วัคซีนที่มีไว้เพื่อป้องกันโรคนั้นดีกว่ายารักษาโรคฉันใด สิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตนักแข่งไว้ได้ก็ย่อมดีฉันนั้น เพราะสมัยก่อนหลายคนก็เคยต่อต้านเข็มขัดนิรภัย แล้วตอนนี้ล่ะ มันกลายเป็นสิ่งที่ถูกบังคับว่าต้องมีติดในรถทุกคันมาตั้งนานแล้ว"

และอีกคนที่ออกโรงสนับสนุน Halo อย่างเต็มเหนี่ยวคงหนีไม่พ้น เซบาสเตียน เวทเทล แชมป์โลก 4 สมัย ที่เปิดใจแบบไม่มีเม้มเลยว่า "สำหรับผมแล้ว หากเจ้านี่สามารถเซฟชีวิตได้จริง ผมไม่สนหรอกว่ามันจะมีดีไซน์น่าเกลียดขนาดไหน"

 

หลักฐานความปลอดภัย

แน่นอนว่าการตัดสินใจของ FIA ในการนำ Halo มาใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความหุนหันพลันแล่นหรือความคิดชั่วข้ามคืน เพราะเรื่องดังกล่าวได้มีการศึกษาวิจัยถึงหลายปีจนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า นี่คืออุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการเซฟชีวิตนักแข่งจากอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อสมอง

เริ่มจากดีไซน์ ซึ่งแม้หลายคนจะมองว่ามันเหมือนกางเกงในบ้าง รองเท้าแตะบ้าง แต่ FIA ได้ยืนยันว่า การออกแบบลักษณะนี้ สามารถปกป้องนักขับจากวัสดุต่าง ๆ ได้ในหลากหลายมุมที่สุด เหนือกว่าอีกสองทางเลือกอย่าง Aeroscreen และ Shield ส่วนเรื่องทัศนวิสัย ทาง FIA ได้มีการปรับปรุงจนนักแข่งหลายคนซึ่งเคยได้ลองขับรถที่มี Halo ก่อนถูกนำมาใช้จริงกล่าวว่า มุมมองการมองเห็นแทบไม่แตกต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

ขณะที่เรื่องการรับแรงกระแทกนั้นถือได้ว่าหายห่วง เพราะวัสดุที่ทำจากไททาเนี่ยมน้ำหนักเพียง 9 กิโลกรัมชิ้นนี้ สามารถรับแรงกระแทกได้สูงถึง 125 กิโลนิวตัน เทียบเท่าน้ำหนักมากถึง 12 ตัน เปรียบง่าย ๆ ให้เห็นภาพ ก็คือช้างแอฟริกา 2 ตัว หรือ ลอนดอนบัส รถเมล์สองชั้นสัญลักษณ์ของอังกฤษ 1 คัน ยิ่งไปกว่านั้น FIA ยังได้เปิดเผยว่า ในการทำกรณีศึกษาเหตุการณ์ลักษณะที่มีชิ้นส่วนพุ่งใส่ตำแหน่งนักขับ 17 ครั้ง Halo สามารถช่วยลดผลกระทบจากหนักให้เป็นเบาได้ถึง 15 ครั้งเลยทีเดียว

แม้จะมีความกังวลในเรื่องของการเข้าออกจากรถ จน FIA ต้องปรับแก้กฎใหม่ เพิ่มเวลาที่นักขับต้องสามารถนำตัวออกจากรถได้จาก 5 เป็น 7 วินาที แต่สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นถือเป็นหลักฐานที่ทำให้ FIA มั่นใจว่า Halo จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ F1 ก้าวสู่ยุคใหม่ที่นักขับมีความปลอดภัยมากขึ้นได้แน่นอน

นอกจากนี้ แต่ละทีมยังมีช่องทางหารายได้จากการนำโลโก้สปอนเซอร์มาติดบนเจ้าสิ่งนี้ด้วย อย่างเช่นทีม ฟอร์ซอินเดีย (แอสตัน มาร์ติน ในปัจจุบัน) เคยรับลูกกับเสียงวิจารณ์ ด้วยการเซ็นสัญญากับ Havaianas รองเท้าแตะชื่อดังระดับโลก เพื่อนำโลโก้มาติดบน Halo มาแล้ว 


Photo : Motorsport.com / LAT IMAGES

 

จุดเปลี่ยนสู่การยอมรับ

แม้จะมีทั้งเสียงคัดค้านและสนับสนุน แต่เมื่อ FIA ออกเป็นข้อบังคับ ทุกทีมก็ต้องปฏิบัติตาม ในที่สุดฤดูกาล 2018 ของศึก F1 และซีรี่ส์รองอย่าง F2 ก็เปิดฉากขึ้น โดยรถทุกคันต้องติด Halo บริเวณเหนือศีรษะนักขับ รูปทรงที่ไม่คุ้นเคยของมันเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ชินตาขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญจะมาถึงในการแข่งขันสนาม 13 ที่ สปา-ฟรองโกชอมส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อเกิดอุบัติเหตุในการแข่งขันรอบแรก รถของ นิโก้ ฮัลเคนเบิร์ก ชนท้าย เฟร์นานโด อลอนโซ่ จนรถของแชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง 2 สมัยลอยข้ามรถของ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ แต่เดชะบุญที่ไปเจอกับ Halo เสียก่อน ทำให้ตัวเลอแคลร์ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ร้ายแรงเลย ซึ่งข้อมูลที่ทาง FIA เปิดเผยหลังจบการแข่งขันระบุว่า แรงที่ส่วน Halo ของรถเลอแคลร์ที่ได้รับจากรถของอลอนโซ่นั้นสูงถึง 56 กิโลนิวตัน หรือเทียบเท่าน้ำหนัก 5 ตันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นถึงประโยชน์ของ Halo ทันที โดยทั้งตัวเลอแคลร์และอลอนโซ่ สองผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวยอมรับกับสื่อว่า อุปกรณ์นี้สามารถช่วยชีวิตได้จริง ขณะที่ นิโก้ รอสเบิร์ก แชมป์โลกปี 2016 ถึงกับฟันธงเลยว่า "เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะช่วยให้ยุติการถกเถียงกันได้เสียทีว่า Halo สามารถเซฟชีวิตได้จริงหรือไม่"

แต่ท่ามกลางเสียงชื่นชม ก็ยังมีคนที่เคลือบแคลงสงสัย หนึ่งในนั้นคือ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น นักแข่งดาวรุ่งชาวดัตช์ของทีมเร้ดบูลที่มองว่า "เมื่อได้ดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ก็รู้สึกว่าตำแหน่งที่รถของอลอนโซ่ปีนขึ้นไปบนรถของเลอแคลร์ ยังไม่ใกล้เคียงที่จะทำอันตรายกับนักขับได้ขนาดนั้น แม้จะไม่มี Halo เลอแคลร์ก็อาจไม่ได้รับอันตรายใด ๆ บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นอาจถูกปั่นให้เกิดเป็นดราม่ามากกว่าความเป็นจริง"

 

 

อย่างไรก็ตาม ในสนามต่อมาที่ มอนซ่า ประเทศอิตาลี Halo ก็ได้แสดงผลงานอีกครั้ง เมื่อรถของ มาร์คุส เอริคส์สัน เพื่อนร่วมทีม ซอเบอร์ (อัลฟ่าโรเมโอ ในปัจจุบัน) ของเลอแคลร์ เสียการควบคุมในความเร็วสูงจนหลุดโค้งตีลังกาหลายตลบ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็ได้มีส่วนช่วยให้นักขับชาวสวีเดนผู้นี้ออกจากรถได้อย่างไร้รอยขีดข่วน

แม้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่ ชาร์ลี ไวท์ติ้ง ผู้ควบคุมการแข่งขันและหัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ F1 ในขณะนั้นก็ยืนยันว่า จะมีการพัฒนาปรับปรุงในส่วนของ Halo ต่อไปเพื่อให้มีความกลมกลืนกับตัวรถและเป็นมิตรต่อนักขับมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ทีมงานที่ดูแลเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในการแข่ง F1 ยังต้องคิดค้นหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อช่วยเซฟชีวิตนักแข่งอย่างต่อเนื่อง เพราะในปี 2019 วงการความเร็วได้สูญเสีย อังตวน ฮูแบร์ ในการแข่งขัน F2 ที่ สปา-ฟรองโกชอมส์ หลังรถของเขาซึ่งประสบอุบัติเหตุ ไหลไปขวางหน้ารถของ ฮวน มานูเอล คอร์เรอา ที่เบรกไม่ทัน ซัดเข้ากลางลำอย่างจัง

กาลเวลาล่วงเลยถึงฤดูกาล 2020 อีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงคุณูปการของ Halo ก็บังเกิดอีกครั้งในการแข่งที่ ซาเคียร์ ประเทศบาห์เรน เพราะหลังจากออกสตาร์ทเพียงไม่กี่โค้ง รถทีมฮาส ของ โรแมง โกรฌอง เกิดไปตัดหน้า ปีนล้อรถของ แดนิล คิวิยาต จากทีมอัลฟาเทารี่ จนเสียการควบคุม พุ่งใส่กำแพงเต็มแรงจนรถขาดเป็น 2 ท่อน ไฟลุกท่วม

 

 

 

แม้ภาพที่ออกมาจะน่ากลัวมากในสายตาคนที่เห็น แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เพียงเวลาไม่กี่วินาทีหลังเกิดอุบัติเหตุ โกรฌองสามารถปีนซากรถออกมาได้ด้วยตัวเอง โดยมีเพียงแผลไหม้ที่มือกับข้อเท้าเท่านั้น

และเมื่อไปดูที่ซากรถซึ่งขาดเป็นสองท่อนก็พบว่า Halo คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะอุปกรณ์ชิ้นดังกล่าว ได้ช่วยป้องกันศีรษะของโกรฌองไม่ให้กระแทกเข้ากับกำแพงรั้ว อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยเปิดช่องให้นักขับออกจากซากรถด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ หลายฝ่ายได้มีการนำอุบัติเหตุในอดีตมาเปรียบเทียบ ซึ่งพบว่า เหตุการณ์ในการแข่ง F1 ที่ วัตกินส์ เกลน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1974 คือเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับที่โกรฌองประสบ ณ บาห์เรนในปี 2020 มากที่สุด

ประเด็นคือ ผู้ประสบเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่โชคดีเช่นนี้ เนื่องจากในสมัยนั้น กำแพงรั้วไม่ได้ถูกติดตั้งอย่างครอบคลุมตั้งแต่พื้นแทร็ก ทำให้เมื่อรถของ เฮลมุต โคยนิก ชนเข้ากับกำแพง รถจึงพุ่งลอดกำแพงรั้ว แต่ไม่ใช่ร่างกายของเขาทุกส่วนจะลอดไปได้ ... ศีรษะของเขา ถูกกำแพงรั้วตัดขาด เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

Photo : The Race

ฤดูกาล 2021 Halo กับการเซฟชีวิตนักแข่ง ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้งในการแข่งที่ มอนซ่า ประเทศอิตาลี เมื่อ เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 มากที่สุด (ร่วม) 7 สมัยจากทีมเมอร์เซเดส กับ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น ของทีมเร้ดบูล คู่แข่งแย่งแชมป์โลก เกิดเหตุปะทะกันเอง จนต้องออกจากการแข่งขันทั้งคู่

ประเด็นมันเกิดขึ้นจากการปะทะนั้นเอง เพราะรถของแม็กซ์ เกยขึ้นไปทับส่วนที่นั่งคนขับของอีกฝ่าย ซึ่งถ้าไม่มี Halo บางที เซอร์ ลูอิส อัศวินนักซิ่ง อาจไม่ได้เดินออกจากรถแบบไร้รอยขีดข่วนก็เป็นได้

Photo : Formula 1

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวงการรถสูตรหนึ่งมีการพัฒนามากกว่าสมัยก่อนแบบก้าวกระโดด ถึงกระนั้นก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องมีการพัฒนา ซึ่งความปลอดภัยของนักแข่งก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการพัฒนาในส่วนของ Halo ขึ้นมา

และแม้จะมีเสียงต่อต้านในตอนแรก แต่การศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องรวมถึงบทพิสูจน์จากการแข่งขัน ก็ได้เป็นบทพิสูจน์ว่า Halo สามารถเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรักษาชีวิตได้จริง และน่าจะทำให้เหล่านักขับอุ่นใจขึ้นไม่มากก็น้อย


Photo : Formula 1

เพราะในบางเหตุการณ์ ของที่มีแล้วไม่ได้ใช้นั้น ดีกว่าตอนที่จำเป็นต้องใช้แล้วไม่มี

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.autosport.com/f1/news/130863/lauda-halo-destroys-efforts-to-boost-f1
https://www.bbc.com/sport/formula1/35723675
https://www.crash.net/f1/news/904626/1/fia-confirms-level-impact-leclercs-halo-spa
http://www.espn.com/f1/story/_/id/20111099/what-halo-why-being-introduced-f1-2018
http://www.espn.com/f1/story/_/id/22262498/all-need-know-halo-ahead-2018-f1-season
http://www.espn.com/f1/story/_/id/24523323/max-verstappen-says-role-halo-charles-leclerc-spa-crash-made-too-dramatic
http://www.espn.com/f1/story/_/id/24542978/f1-working-introduce-new-halo-2021-season
https://www.fia.com/news/how-make-f1-halo
https://www.fia.com/news/f1-why-halo-best-solution
https://www.formula1.com/en/latest/technical/2018/3/tech-insight--how-the-teams-are-developing-the-halo.html
https://www.formula1.com/en/latest/headlines/2018/8/drivers-praise-halo-after-leclercs-scary-first-lap-crash.html
https://www.motorsport.com/f1/news/f1-drivers-shown-shocking-images-in-fia-halo-presentation-801229/801229/
https://www.telegraph.co.uk/formula-1/2017/08/19/sir-jackie-stewart-people-will-not-like-halo-said-seatbelts



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x